PODCAST · tv
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์
by Thai PBS Podcast
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์
-
22
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 22: เจน-เนอรัล
‘เจน-เนอรัล’ คือชื่อพรรคที่มีสมาชิกหลักอย่าง 3 เจน ดูแลอยู่ นั่นก็คือ ‘เจนจิรา เจนใจ และเจนนีรนาถ’ ทั้ง 3 คน ได้ผ่านประสบการณ์ไม่ยอมรับความแตกต่างมาตั้งแต่เด็ก ในวันนี้ที่เธอทั้ง 3 คน ได้เติบโตขึ้นมาเรียนมหาลัย จึงต้องการทำให้สังคมที่นี่มีความเท่าเทียมและมีคุณภาพ ซึ่งจุดแรกที่พวกเธอเล็งเห็น คือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่มีคุณภาพและไม่เพียงพอต่อผู้พิการทางสายตา รวมทั้งผู้พิการด้านอื่นๆ เธอจึงต้องการเจียดงบประมาณจากสโมสรนักศึกษามาพัฒนาในจุดนี้ แต่แล้วก็ถูกคัดค้านจากนักศึกษามากมายต่างคณะ จุดนี้จึงทำให้ทั้ง 3 เจน หนักใจและเรียนรู้ว่าสังคมที่กว้างใหญ่ขึ้นจากประสบการณณ์ที่พวกเธอเคยเจอ ช่างยากจะรับมือมากๆ แต่พวกเธอก็จะไม่ยอมแพ้.ทั้ง 3 เจน ได้ออกมาพูดคุยและบอกเหตุผลของการเจียดงบประมาณในครั้งนี้ แต่ตัวแทนนักศึกษาอย่าง ‘เชร์’ ก็ไม่เห็นด้วย และมองว่าเพื่อนๆ ทุกคนที่นี่ก็มีน้ำใจกันทั้งนั้น เขาสามารถช่วยเหลือผู้พิการได้อยู่แล้ว ช่วยเหลือกันและกันดูเข้าท่ากว่า และเปอร์เซ็นของผู้พิการทางสายตาและผู้พิการอื่นๆ ก็มีเปอร์เซ็นที่น้อยมากเทียบกับนักศึกษาทั้งมหาลัย แม้ทั้ง 3 เจน จะยืนกรานว่าเรื่องน้ำใจก็ส่วนหนึ่ง แต่พวกเขาควรมีโลกที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร การที่ต้องคอยให้คนอื่นมาช่วยเหลือตลอดเวลา มันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ายิ่งกว่าเดิม ผลสรุปทั้ง 3 เจน เลยจะจัดตั้งงานที่เป็นเหมือนบททดสอบและประสบการณ์ให้นักศึกษาทุกคนได้มาเรียนรู้.ในวันงาน ก่อนที่เชร์จะเดินมาถึงเขาได้เจอกับเด็กสาวปี 1 เธอเป็นผู้พิการทางสายตาที่ติดขัดกับการเดินทางเท้าบนฟุตบาธของมหาลัย เธอพูดถึงเรื่องความผิดพลาด และความปลอดภัยไปพร้อมๆ กัน สิ่งนั้นทำให้เชร์ได้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น และยิ่งเมื่อเขาได้ลองเป็นผู้พิการทางสายตาเสียเอง มันก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นไปอีก หลายๆ บททดสอบมีเพื่อนๆ มาช่วยเหลือ ทำให้เชร์เกรงใจการช่วยเหลือเหล่านั้นอยู่บ่อยครั้ง.เขาเริ่มเข้าใจสิ่งที่ 3 เจน เคยบอกว่าผู้พิการเขาต้องการโลกที่เขาช่วยเหลือตัวเองได้ หลังจากงานบททดสอบนี้ก็ได้มีการจัดตั้งการโหวตออกเสียง เพื่อดูว่านักศึกษาส่วนใหญ่ยินยอมที่จะให้เอางบไปพัฒนาในจุดนี้ไหม และผลลัพธ์ก็ออกมาดี ก่อนงานจบเชร์ได้เจอกับเด็กสาวปี 1 นั้นอีกครั้ง ทั้งคู่กล่าวทักทายและของคุณซึ่งกันและกัน ก่อนที่ทั้ง 3 เจน จะกล่าวปิดงานและบอกกับทุกคนว่า พรรคเจนเนอรัลพวกเธอทั้ง 3 เจน ยังคงตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ดีต่อไป มอบความเท่าเทียมให้ทุกคนต่อไป จะโอบกอดทุกความแตกต่าง และไม่มีวันผลักไสใครสักคนออกไป เพียงเพราะเขาคนนั้นไม่เหมือนกับภาพส่วนใหญ่ที่สังคมมี
-
21
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 21: เจนนิสรา
เจน พนักงานธนาคารวัย 43 ปี ที่กำลังจะได้ประกาศเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการสาขา แทนที่หัวหน้าที่กำลังจะเกษียณ ผลจากการทำงานเก่ง ทำให้เจนมีผลงานโดดเด่นแซงหน้าเพื่อร่วมงานจนหัวหน้าเตรียมเลื่อนขั้นให้กับเธอ เย็นวันหนึ่ง เจนขับรถไปรับ แม็คและมิล์ค จากสถาบันกวดวิชาตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน ระหว่างทางกลับบ้าน คุณเชษฐ์ สามีของเธอได้โทรศัพท์ชวนเจนและลูกๆ เข้าไปรับประทานอาหารเย็นที่โรงแรมที่เขาทำงานอยู่ เจนและลูกๆ รับรู้ได้ทันทีว่ากำลังจะมีข่าวดีอย่างแน่นอน คุณเชษฐ์ถึงได้ชวนรับประทานอาหารมื้อใหญ่เช่นนี้.เมื่อเจนและลูกๆมาถึง คุณเชษฐ์ก็ประกาศข่าวดีให้ทุกคนทราบว่า คุณเชษฐ์ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ที่ได้รับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของโรมแรมทั้งในไทยและต่างประเทศ ทุกคนร่วมกันฉลองให้กับความสำเร็จในครั้งนี้ อาหารมื้อใหญ่ทยอยออกมาเสิร์ฟอย่างไม่ขาดสาย สลับกับเสียงหัวเราะ.หลังจากกลับถึงบ้าน คุณเชษฐ์ได้เข้าไปแจ้งข่าวดีกับคุณแม่ และส่งคุณแม่เข้านอน เจนเข้ามายินดีกับคุณเชษฐ์อีกครั้งตามประสาสามีภรรยา คุณเชษฐ์จึงเข้ามาปรึกษากับเจนว่า หลังจากที่เขาได้รับตำแหน่งนี้แล้ว เขาคงไม่มีเวลาไปรับ-ส่ง ลูกๆ สลับกับเจนแบบที่เคยทำ รวมถึงการดูแลคุณแม่ของเขา ที่เพิ่งตรวจพบว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งลูกๆ ทั้ง 2 คน ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คุณเชษฐ์จึงขอให้เจน ลาออกจากงานประจำมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้เงินเดือนเจน เท่ากับที่เจนเคยได้รับ เจนคิดหนักว่าจะเลือกครอบครัวที่เธอรัก หรือตำแหน่งที่เธอใฝ่ฝัน.เจนเอาเรื่องทุกข์ใจนี้ไปปรึกษากับโรส เพื่อนสนิทในที่ทำงาน โรสไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เจนจะลาออก ทิ้งหน้าที่การงานและตำแหน่งที่ใครๆหลายคนใฝ่ฝัน การรอให้สามีเลี้ยงอย่างเดียวจะไปมีคุณค่าอะไร ต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเองสิถึงจะถูก ลาออกไปทำเช่นนั้นไม่ต่างจากคนใช้คนหนึ่ง เมื่อได้ยินคำแนะนำจากเพื่อนสนิท ยิ่งทำให้เจนคิดหนักกว่าเดิม คุณเชษฐ์แวะมารับเจนที่ธนาคาร เพื่อสะสางเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เจนลองมานั่งคำนวณดู และตัดสินใจว่ายอมลาออกจากงานที่เธอรัก เพื่อกลับไปดูแลครอบครัวของเธอ.คุณเชษฐ์ต้องเดินทางไปดูงานที่สาขาต่างประเทศทุกเดือน สลับกับอยู่ที่ประเทศไทยบ้าง การดูแลคนในบ้านแทบทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่เจน ถึงแม้จะมีแม่บ้านคอยช่วยงานบ้านอยู่บ้าง แต่หน้าที่การดูแลลูกๆ ตื่นเช้าทำอาหาร ขับรถไปรับไปส่งลูกๆ รวมถึงต้องคอยดูแลแม่สามีที่ต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ทั้งหมดนี้ตกเป็นหน้าที่ของเจนแค่คนเดียว ช่วงแรกเจนยังรู้สึกเสียดายงานประจำที่เคยทำอยู่บ้าง แต่พอหันกลับมาเจอรอยยิ้มลูกๆของเธอ และคำขอบคุณของคุณแม่สามี เจนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ตัดสินใจผิดที่ลาออกจากงานมา.แต่แล้วคนรอบข้างกลับชอบพูดเหน็บแนมเจนอยู่บ่อยครั้ง ทั้งป้าสายสมร คุณป้าวันเกษียณข้างบ้าน ที่ตอนเช้าชอบมารดน้ำต้นไม้ และชวนเจนพูดคุยอยู่เสมอ คอยพูดเหน็บแนมเจนอยู่บ่อยครั้งว่าเจนเกาะสามีกิน ไม่ยอมไปทำงาน ไม่มีคุณค่า อีกหน่อยเดี๋ยวสามีก็ทิ้ง ถ้าสามีทิ้งเจนจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลตัวเอง คำพูดเหล่านี้ยิ่งทำให้เจนกลับมาคิดไม่ตกอีกครั้งว่าตัวเองทำถูกต้องแล้วหรือไม่.ขณะนั้นคุณเชษฐ์ ที่กำลังกลับมาจากการทำงานที่ต่างประเทศมาได้ยินเข้า จึงอธิบายกับป้าสายสมรไปว่า เขาต่างหากที่เป็นคนขอร้องให้เจนลาออกจากงานมาเพื่อดูแลลูกๆ และคุณแม่ของเขา อีกทั้งเขายังให้เงินเดือนกับเจนเทียบเท่ากับตอนที่เจนทำงานอยู่ เขารู้สึกซาบซึ้ง และต้องขอบคุณเจนด้วยซ้ำที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อครอบครัวขนาดนี้ ส่วนเรื่องที่คุณป้าสายสมรกังวลว่าวันหนึ่งเขาจะทิ้งเจน ตัวคุณเชษฐ์เองไม่กังวลเรื่องนั้นเลย เพราะเจนทำหน้าที่ทั้งภรรยา และแม่ของลูกได้เป็นอย่างดี.เจนยิ้มและเอ่ยขอบคุณสามีอันเป็นที่รัก และเจนได้ข้อสรุปแล้วว่า ต่อให้ใครจะพูดอย่างไร แต่เจนและครอบครัวรู้ดีว่าคุณค่าของเจนอยู่ที่การดูแลคนที่รักอย่างดี เจนได้ทำหน้าที่ภรรยา และแม่ของลูกอย่างดีที่สุด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
-
20
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 20: เจนเจน
เจนเจนในวัย 12 ขวบร้องไห้กลับบ้านมาเพราะถูกเพื่อนล้อเรื่องที่เธอมีเชื้อ HIV พ่อแม่ของเจนเจนเข้ามาปลอบพร้อมบอกว่า เราสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้แค่ต้องรักษาตัวกินยา แล้วแม่ก็บอกกับเจนเจนว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่หนูต้องเจอไปตลอดชีวิตแต่สิ่งที่พ่อกับแม่อยากให้เจนมั่นใจคือเจนเกิดจากความรักและความพร้อมมากพอ ขอแค่เจนอย่ารังเกียจตัวเองเจนจึงรับปากกับพ่อและแม่ว่าเธอจะเข้มแข็ง.ถึงวันเกิดครบรอบ 22 ปีเจนบอกกับทุกคนว่าเธอมีความฝันว่าอยากมีลูกพร้อมพูดอธิบายไปอย่างมีความสุขในขณะที่สายตาของคนรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป แฟนของเธอดึงเธอออกมาแล้วก็พูดว่าทำไมถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งคู่จึงเริ่มทะเลาะกันและเจนถึงได้รู้ว่าแฟนของเธอไม่ได้อยากมีลูกกับเธอเพราะคิดว่าลูกจะติดเชื้อ HIV จากเธอ นั้นถึงทำให้เจนคิดถึงเวลาที่เพื่อนปฎิบัติตัวกับเธออย่างแปลกแยก และระวังเป็นพิเศษกับเธอจนบางครั้งเจนก็อึดอัด เธอถึงรู้ว่าเอาเข้าจริงคนรอบตัวก็ยังกีดกันและไม่คิดว่าเธอเหมือนกันพวกเขา แฟนของเจนมาง้อแล้วก็พยายามจะพูดคุยเรื่องที่ทะเลาะกันให้เข้าใจ.เขาเปิดใจว่าการคิดไปถึงขั้นจะมีลูกมันทำให้เขากังวลมาก เจนจึงยืนคำขาดกับเขาว่าถ้าให้เลือกระหว่างให้เราเลิกกันวันนี้กับคบกันต่อไปแต่ยังไงก็ต้องมีลูกเขาจะเลือกอะไร แฟนของเจนเงียบไปและแสดงท่าที่อึกอักจนเจนน้อยใจและตัดสินใจบอกเลิกแฟนไปเพราะคิดว่าเขาไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เจนเป็นเลย วันต่อมาเพื่อนๆ มากินข้าวชวนพูดคุยกับเจนที่บ้านแต่จริงๆ มาเพื่อพูดเรื่องเธอกับแฟน เพื่อนๆ คิดว่าเจนไม่มีเหตุผลเลยที่จะเลิกกับแฟนเพราะเหตุผลแค่นี้ และพูดทำนองว่านี่โชคดีแค่ไหนแล้วที่แฟนเจนเขายอมรับได้และคบกับเจนมาตั้งนาน และพูดอะไรต่างๆ ที่พยายามโน้มน้าวให้เจนไม่อยากมีลูก จนเจนเริ่มอารมณ์เสียไล่เพื่อนกลับแต่เพื่อนก็ยังไม่เข้าว่าเจนมองไม่เห็นถึงความเป็นห่วงของเพื่อนเลยหรอ ทำให้แก๊งเพื่อนทะเลาะกันใหญ่โตจนเจนน้อยใจว่าที่ผ่านมาเพื่อนไม่ได้ยอมรับตัวเองเลย.แม่ต้องเข้ามาแยกพวกเธอออกพร้อมนั่งปลอบเจนว่าแม่ก็เคยผ่านเหตุการณ์พวกนี้มาเหมือนกัน แต่ผ่านมาได้เพราะมองให้เห็นถึงคนที่พยายามเข้าใจเราจริงๆ อยากให้เจนลองพูดคุยกับเพื่อนและแฟนอย่างมีเหตุผลดูซักครั้งว่าถ้าคุยกันด้วยเหตุผลแล้วยังจะมีอคติต่อกันอยู่ไหม ถ้าเขาพร้อมจะเข้าใจก็อยากให้เจนรักษาคนพวกนี้เอาไว้.สุดท้ายเจนก็ตัดสินใจว่าจะลองให้โอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ และแฟน แต่ทุกคนพากันยกพวกมาขอโทษเจนเองซะก่อน และบอกว่าต่อไปพร้อมจะสนับสนุนเจนและจะหาความรู้ทำความเข้าใจกับโรคนี้มากกว่านี้ จะไม่ปฎิบัติตัวที่ทำให้เจนอึดอัด หรือถ้ามีอะไรก็อยากให้คุยกันตรงๆ ถ้าตรงไหนที่เข้าใจผิดก็บอกกันได้เลย ทำให้เจนและพ่อแม่เจนซึ้งใจมากที่มีคนพยายามเข้าใจเขาและพร้อมลดอคติเพื่อเขา จนอยากให้ผู้ป่วยในโรคนี้ได้รับโอกาสที่จะทำความเข้าใจกับโรคนี้เหมือนกันบ้าง
-
19
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 19: เจนจ๋า
เจนจ๋าเด็กสาวที่พึ่งเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังทางภาคเหนือ เธอชื่นชอบการแสดง และอยากจะทำอาชีพนี้ เธอจึงพยายามติดตามข่าวสารเพื่อหาช่องทางไปออดิชันบทต่าง ๆ นั่นทำให้เธอต้องมุ่งหน้าเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยโอกาส ระหว่างที่เจนจ๋าเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง เมื่อเจ้าของหอพักทราบว่าภูมิลำเนาของเจนจ๋ามาจากดอยที่ห่างไกล ก็เริ่มล้อเลียนสำเนียง ทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยพูดสำเนียงแบบนั้น.งานแรกที่เจนจ๋าไปออดิชันคืองานโฆษณาผลิตภัณฑ์รักษาสิวรายย่อยแบรนด์หนึ่ง ระหว่างที่กำลังรอคิว เธอก็ได้พบกับ “ดอกแคร์” หญิงสาวที่อายุมากกว่า 2 ปี เธอแต่งตัวธรรมดา บุคลิกทั่วไป ดูแล้วไม่มีอะไรโดดเด่นเหมือนกับเจนจ๋า ความธรรมดาดึงดูดให้ทั้งสองได้ทำความรู้จักกัน แม้ผลการออดิชันจะออกมาว่าทั้งสองได้แสดงเป็นตัวประกอบที่เดินผ่านไปมาเบลอ ๆ อยู่ข้างหลัง แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จแรกที่เจนจ๋าได้รับ เย็นวันนั้นเจนจ๋าและดอกแคร์ตกลงไปกินหมูกระทะด้วยกัน และได้แลกช่องทางติดต่อเอาไว้ ด้วยความที่ดอกแคร์มีประสบการณ์มากกว่าเล็กน้อย เธอจึงคอยช่วยส่งข่าวการออดิชัน และให้คำแนะนำกับเจนจ๋าเท่าที่ตัวเองทำได้ จนทั้งสองสนิทสนมกันมากขึ้น และชวนกันไปออดิชันโฆษณาผลิตภัณฑ์รักษาสิว.เมื่อถึงวันออดิชันโฆษณาผลิตภัณฑ์รักษาสิว ดอกแคร์เลือกออดิชันบทเภสัชกรที่ให้คำแนะนำเรื่องสิว ส่วนเจนจ๋ามาออดิชันเป็นบทนักเรียนที่มีปัญหาสิว เมื่อเข้าไปในห้องดอกแคร์เดินสะดุดพื้น เธอสบถคำอีสานออกมา แต่ก็มีกรรมการคนหนึ่งที่ดูจะชอบมากเป็นพิเศษ จึงให้ดอกแคร์ออดิชันบทสาวอีสานที่หน้าเต็มไปด้วยสิว ผู้กำกับถูกใจมาก หลังจากนั้นดอกแครก็ได้รับเลือกให้เล่นบทนี้แทนเจนจ๋า แม้เจนจ๋าจะผิดหวังแต่ก็ยินดีไปกับดอกแคร์ด้วย ดอกแคร์เป็นห่วงจึงแนะนำให้ไปออดิชันงานโฆษณาขนมชาเขียวในบทชาวดอยแทน เมื่อเข้าไปออดิชัน กรรมการดูไม่สนใจเธอเลย เจนจ๋าจึงแนะนำตัวด้วยสำเนียงชาวดอย เรียกความสนใจจากทุกคน และสุดท้ายเธอก็ได้รับเลือกให้เล่นบทนั้น.เวลาผ่านไปจนกระทั่งโฆษณาขนมชาเขียวออนแอร์ เจนจ๋าในบทชาวดอยขายชาเขียวกลายเป็นไวรัลที่หลายคนพูดถึงในเชิงล้อเลียน แม้กระทั่งช่างแต่งหน้า เจนจ๋ารู้สึกแย่กับบทนั้น เธอจึงรีบเก็บกระเป๋าออกจากห้องแต่งตัวในกองถ่ายมิวสิควิดีโอจนทำกระเป๋าสตางค์ตกหายไป นั่นทำให้ทั้งเงินสด บัตรต่าง ๆ รวมทั้งบัตรประชาชนก็หายไปด้วย เย็นวันนั้นเอง ทีมงานจากกองถ่ายมิวสิควิดีโอได้โทรเข้ามาขอสำเนาบัตรประชาชนเพื่อจะนำไปใช้รับเงินให้ แต่เธอทำบัตรหาย ทีมงานจึงอารมณ์เสียและตอกกลับเธอแรง ๆ ในเชิงว่าเพราะเธอไม่ใช่คนไทย เจนจ๋ารู้สึกแย่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก.วันรุ่งขึ้นเธอจึงเดินทางไปทำบัตรประชาชนใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ก็จำคลิปไวรัลของเธอได้ เขาล้อเลียนและยังบอกให้เธอร้องเพลงชาติไทยให้ฟังก่อนจึงจะทำประชาชนใหม่ให้ เจนจ๋ารู้สึกอายและโกรธมาก เธอจึงต่อว่าเจ้าหน้าที่จนเขายอมทำบัตรให้แต่โดยดี นั่นทำให้มีคนถ่ายคลิปไปลงโซเชียลมีเดีย กระแสสังคมก็มองว่าเธอผิดเองที่เอาสำเนียงชาวดอยมาใช้และยังต่อว่าเธอซ้ำ ๆ เจนจ๋าเห็นเข้าจึงตัดสินใจออกมาขอโทษ.เจนจ๋ารู้สึกว่าตัวเองทำผิดที่ไปสร้างความเข้าใจผิดและยอมให้ตัวเองถูกล้อเลียน เธอขอโทษที่นำสำเนียงชาวดอยมาทำให้มันตลก สร้างความเข้าใจผิด ๆ ของชาวดอยให้สังคม และยอมให้คนอื่นมาล้อเลียน แต่เพราะเธอจำเป็นต้องทำแบบนั้นเพื่อให้สังคมยอมรับและรับรู้ตัวตนของเธอ เธออยากเป็นนักแสดงมาตลอด แต่ก็ไม่เคยได้โอกาส พอได้ลองทำและมีคนให้โอกาสได้เป็นนักแสดงหลักจึงคว้าไว้ เจนจ๋ายอมรับความผิดและไม่กล่าวโทษสังคม หลังจากนี้เธอจะพิจารณาตัวเองและไม่รับบทที่สร้างภาพจำผิด ๆ ให้กับใคร.เวลาผ่านไป 8 เดือน สังคมลืมเรื่องราวของเจนจ๋าไปตามกาลเวลา ที่ผ่านมานั้นเจนจ๋ายังคงมุ่งหน้าที่จะเป็นนักแสดงอย่างเต็มที่ เจนจ๋าที่กำลังนั่งทานข้าวเที่ยงอยู่ที่กองถ่ายโฆษณากับดอกแคร์ ก็นั่งดูมิวสิควิดีโอที่เจนจ๋าได้รับเลือกให้เป็นตัวหลักเป็นครั้งแรก โดยเธอรับบทเป็นคุณแม่วัยใสที่ต้องผ่านการทำแท้งด้วยตัวเองคนเดียว ดอกแคร์กล่าวชมฝีมือการแสดงของเจนจ๋า และยังมีคอมเม้นต์ชื่นชมเจนจ๋าอีกมากมาย สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่าการยอมให้สังคมมาบอกว่าเธอต้องเป็นอะไร หรือต้องยอมตลกเพื่อเข้าสังคมแบบนั้นเธอไม่เอาอีกแล้ว
-
18
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 18: เจนจัด
เจนจัด หญิงสาววัยทำการผู้มีชีวิตที่เจนจัดสมชื่อ เธอมักเลือกทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเธอเองเสมอ เรื่องความรักก็เช่นกัน เธอมีความเชื่อในการค้นหาและใช้เวลากับคนที่รัก แต่เมื่อทั้งคู่ไม่สามารถสานต่อความสัมพันธ์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องอดทนเพื่อกันและกันอีกต่อไป สู้ปล่อยกันไปตามทางเพื่อพบเจอคนใหม่ที่ใช่จะดีกว่า นั่นทำให้เจนจัดมีความสัมพันธ์แบบรัก ๆ เลิก ๆ มาตั้งแต่วัยรุ่น เธอเปลี่ยนแฟนมาก็เยอะ แต่ละคนใช้เวลานานบ้างสั้นบ้าง สำหรับครอบครัวของเธอไม่ได้มีปัญหากับเรื่องนี้ แต่คนที่มีปัญหา ดูท่าจะไม่ใช่คนในครอบครัว. เจนจัดทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ เวลาเลิกงานกลับบ้าน เธอจะมีแฟน หรือ เพื่อน แวะเวียนมาส่งที่บ้านเสมอ แต่ช่วงหลัง จะเป็นแฟนที่ไม่ซ้ำหน้ากันในแต่ละเดือนมากกว่า ป้าสมใจผู้อาศัยอยู่ตรงข้ามบ้านของเธอ เป็นเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน และป้าสมใจนั้นก็ชอบสังเกตพฤติกรรมของเจนจัดอยู่เสมอ เพราะป้าสมใจเองก็มีลูกสาวอยู่หนึ่งคนเช่นกัน เดิมทีป้าสมใจก็เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบประเพณี ที่ว่าผู้หญิงนั้นไม่ควรที่จะเปลี่ยนผู้ชายบ่อย ควรที่จะเป็นผู้หญิงเรียบร้อย รักนวลสงวนตัว ทำให้ป้ามักพูดจาเปรียบเทียบเจนจัดและลูกสาวอยู่เสมอ ป้าสมใจจึงไม่ชอบเจนจัดเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่อยู่ในระบบระเบียบที่ควรจะเป็น.ป้ามสมใจมักคอยแอบมองเวลาที่เจนจัดกลับบ้าน เมื่อมีโอกาสก็พูดเสียงดังอย่างจงใจถึงพฤติกรรมการมีคนมารับมาส่งของเจนจัดอยู่เสมอ ในคราวแรก ๆ เจนจัดก็ไม่ได้สนใจ แต่เรื่องราวเริ่มที่จะบานปลายเมื่อทั้งคู่บังเอิญพบกันที่ร้านอาหาร เจนจัดนั้นมากับแฟนใหม่ ป้าสมใจทำการถ่ายรูปของเธอเก็บไว้ เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เจนจัดทำการเปลี่ยนแฟนอีกครั้ง เมื่อป้าสมใจรู้ ป้าสมใจได้ทำการถ่ายภาพของเจนจัดและแฟนคนใหม่ของเธออีกครั้ง ก่อนที่จะนำรูปทั้งสองส่งไปยังไลน์กลุ่มของหมู่บ้าน.เจนจัดรู้สึกโมโหและไม่พอใจเป็นอย่างมากที่โดนรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว เธอได้ทำการเข้าไปพูดคุยกับป้าสมใจถึงเจตนาของเรื่องราวเหล่านี้ ป้าสมใจตอบกลับเธอด้วยการสั่งสอนระบบระเบียบประเพณีที่ผู้หญิงพึงกระทำ ทำให้เจนจัดยิ่งรู้สึกโมโหเข้าไปใหญ่ เธอพยายามอธิบายให้ป้าสมใจฟังถึงโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ป้าสมใจก็ดึงดันที่จะไม่เปิดใจฟังเจนจัดเช่นเดิม.เรื่องราวของเจนจัดยังคงถูกส่งเข้าไปในไลน์กลุ่มของหมู่บ้าน เมื่อป้าสมใจพบว่าเธอเปลี่ยนแฟนอีกครั้ง ทำให้เจนจัดทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอเข้าไปหาป้าสมใจอีกครั้ง การพูดคุยของทั้งคู่ส่งเสียงดังจนทำให้เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ออกมารับฟัง เพื่อนบ้านหลายคนเข้าใจในความเปลี่ยนไปของโลกและเข้าใจเจนจัดเป็นอย่างดี เนื่องจากการเป็นผู้หญิง ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นฝ่ายถูกเลือกเสมอไป การถูกเข้าใจเจตนาและตีค่าการกระทำของเจนจัดในแบบเก่า ๆ เป็นสิ่งที่ลดทอนคุณค่าของเพศหญิงมากจนเกินไป.แต่ป้าสมใจก็ยังไม่ล้มเลิกการกระทำที่เข้าข่ายรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเจนจัด จนเพื่อนบ้านหลายคนเริ่มทนไม่ไหวและตีตัวออกห่างจากป้าสมใจ เนื่องจากการกระทำของป้าสมใจที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเจนจัด ทำให้หลายคนกลัวและไม่อยากยุ่งกับป้าสมใจอีก แต่ป้าสมใจก็ไม่ได้รับรู้เลยว่าการกระทำของตัวเองนั้นเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง.จนในที่สุดเพื่อนบ้านก็เรื่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อป้าสมใจทำการส่งรูปเจนจัดเข้าไปในกลุ่มอีกครั้ง เพื่อนบ้านหลายคนจึงปกป้องเจนจัดและปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเองเช่นกัน ป้าสมใจที่โดนเพื่อนบ้านหลายคนสั่งสอนและปฏิบัติกับตัวเองในมุมที่โดนลดคุณค่า ก็เริ่มเกิดความกลัวเพราะสู้คนหมู่มากไม่ได้ ป้าสมใจจึงไม่ได้ติดตามชีวิตของเจนจัดอีกต่อไป ในมุมของเจนจัด เธอเพียงต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเท่านั้น ซึ่งเธอได้แต่หวังว่าป้าสมใจจะเข้าใจการเปลี่ยนไปของโลก ยอมรับในมุมมองอีกด้านของชีวิตด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสินชีวิตคนอื่นจากการพบเจอ และไม่ก้าวก่ายชีวิตของคนอื่นโดยไร้ขอบเขตอีกต่อไป
-
17
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 17: สมเจน
สมเจนในวัย 16 ปีเป็นที่ชื่นชมของสาวๆ แต่กลับมีเพื่อนผู้ชายน้อย มักจะโดนหมั่นไส้หรือไม่ก็นินทาว่าไอ้สมเจนชอบแอ็คทำเป็นให้เกียรติผู้หญิง เรียกร้องความสนใจ จนบางครั้งสมเจนก็แอบรู้สึกว่าเขาถูกกีดกันและไม่เข้าพวก และเหตุการณ์ยิ่งหนักข้อขึ้นเมื่อถึงวันคัดชมรม สมเจนเลือกไปคัดเข้าชมรมฟุตบอลเพราะมีความฝันว่าอยากเป็นนักฟุตบอลแต่ก็โดนเพื่อนและรุ่นพี่ล้อ จนมีรุ่นพี่คนหนึ่งคิดสนุกเลยบอกว่ามีภารกิจให้เจนทำก่อนจะรับเข้าชมรม ด้วยความที่สมเจนอยากได้รับการยอมรับจึงรับปากไป.ภารกิจแรกรุ่นพี่สั่งให้สมเจนทำพานไหว้ครูมาส่งให้ทันกิจกรรมไหว้ครู สมเจนก็รับปากไปเพราะไม่ได้คิดว่ามันยากเย็นอะไร ถึงวันที่ต้องส่งสมเจนก็สามารถนำพานมาส่งได้อย่างสวยงาม พร้อมบอกว่ามีเพื่อนผู้หญิงช่วยทำด้วยพวกผู้ชายในชมรมจึงหัวเราะกันใหญ่และบอกว่า ว่าแล้วว่าต้องให้ผู้หญิงช่วยเพราะสุดท้ายพวกงานบ้านงานครัวก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้หญิง สมเจนจึงบอกว่าที่เขาให้เพื่อนผู้หญิงมาช่วยก็เพราะว่าเพื่อนคนนั้นสามารถทำงานประนีตแบบนี้ได้ดีกว่าเขา ไม่ได้มองแบบยัดเยียดว่างานบ้านคืองานของผู้หญิงเลยนั้นทำให้รุ่นพี่และเพื่อนในชมรมรู้สึกหมั่นไส้และคิดว่าในภารกิจต่อไปต้องหักหน้าสมเจนให้ได้.ภารกิจที่สองรุ่นพี่สั่งให้สมเจนไปเอาถุงยางอนามัยจากห้องพยาบาลมาแจกให้เพื่อนในชมรมทุกคนตอนเลิกแถวเพราะหวังว่าสมเจนจะอาย แต่เขาไม่อายเลยและทำตามนั้นได้ รุ่นพี่ก็ได้ใจประกาศว่าสมเจนมันแจกถุงยางให้ผู้ชายเอาไปใช้กันได้สบายแบบนี้ไม่เรียกดูถูกผู้หญิงหรอ สมเจนก็อธิบายว่าการมี sex ที่ปลอดภัยคือการให้เกียรติผู้หญิงอย่างหนึ่งต่างหาก แล้วก็บอกว่าไม่ได้มีแจกแต่ผู้ชายนะเขาเอาผ้าอนามัยมาแจกผู้หญิงด้วยถ้าใครเป็นประจำเดือนไม่ต้องอายที่จะมารับผ้าอนามัยจากเขานั้นทำให้รุ่นพี่คนนั้นไม่พอใจและคิดว่าสมเจนหักหน้าตัวเองอย่างมาก.ภารกิจสุดท้ายคือรุ่นพี่ให้สมเจนคัดตัวด้วยการเตะฟุตบอลกับผู้หญิงถ้าชนะได้จะรับเข้าชมรม ด้วยความอยากพิสูจน์ตัวเองสุดท้ายสมเจนลงเตะ จนใกล้หมดเวลาสมเจนสกัดบอลไปโดนข้อเท้าผู้หญิงคนนั้นเข้าทำให้เขาเสียสมาธิและยิงไม่เข้าประตู ทำให้ไม่มีใครชนะในเกมนี้ พวกรุ่นพี่ทั้งดูถูกเรื่องฝีมือการเล่นบอกว่าผู้หญิงยังชนะไม่ได้และยังบอกว่าสุดท้ายสมเจนก็ทำร้ายผู้หญิง นั้นทำให้สมเจนเริ่มสับสนและคิดว่าตัวเองผิดหรือเปล่าที่คิดแบบนี้ ทำไมไม่เห็นมีคนยอมรับเขาเลย จนหวนนึกถึงวันที่พ่อแม่ทะเลาะจนเลิกกันเพราะพ่อไม่ยอมให้แม่ไปทำงานนอกบ้านเพราะคิดว่าแม่ไม่ยอมรับผิดชอบงานในบ้าน และนึกถึงวันที่ป้าโดนลวนลามเพราะเป็นหญิงโสดไม่ยอมแต่งงานผู้ชายในหมู่บ้านก็เลยคิดว่าไม่มีสามีมาดูแลจะรังแกอย่างไรก็ได้ นั่นยิ่งทำให้สมเจนคิดว่าเขาไม่ผิดที่อยากปกป้องผู้หญิงจากความคิดและการกระทำพวกนี้ และกำลังจะตัดใจไม่เข้าชมรมฟุตบอลแล้ว.จนกระทั่งโค้ชเข้ามาบอกว่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและต่อว่าคนในชมรมถึงการกระทำที่ไม่ให้เกียรติสมเจนและนักกีฬาผู้หญิงและลงโทษนักกีฬาพวกนั้นโดยการบอกว่าในแมตซ์ต่อๆ ไปหากแพ้หรือใครทำพลาดจะต้องโดนตำหนิและบอกว่ายังไม่เก่งพอ ส่วนถ้าชนะหรือใครทำได้ดีก็จะถูกบอกว่าเพราะอีกฝ่ายอ่อนแอถึงชนะมาได้ จะไม่มีการยอมรับความสามารถใครเพราะนั้นคือสิ่งที่คนในทีมทำต่อสมเจนและนักกีฬาผู้หญิงคนนั้น พร้อมยอมรับสมเจนเข้ามาฝึกในชมรม ทำให้สมเจนรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ชายคนเดียวที่เชื่อและต่อสู้เพื่อแนวคิดนี้ และเขาไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากคนหมู่มากก็ได้หากคนกลุ่มนั้นไม่ได้มีแนวคิดที่จะให้เกียรติผู้อื่น
-
16
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 16: เจนรบ
“เจนรบ” ลูกชายคนเดียวของ “นายพลใหญ่” อาศัยอยู่ในบ้านโดยมี “พัน” ทหารรับใช้วัยเดียวกันอาศัยอยู่ด้วย ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันจากการอยู่ใน “ค่ายปลูกฝังยุวชนเพื่อกองกำลังแนวหน้าของชาติ” มาด้วยกัน แต่พันประสบอุบัติเหตุจากการฝึกจึงทำให้ไม่สามารถอยู่ในกองฝึกต่อไปได้ นายพลจึงรับมาเป็นทหารรับใช้และอยู่กินที่บ้านของเขา.พันถูกปลูกฝังมาให้ซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย ทำงานบ้านแบบถวายชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นนายพลก็ปฏิบัติต่อพันเยี่ยงทาสซึ่งต่างจากลูกชายตัวเองราวฟ้ากับเหว เจนรบเกิดคำถามกับพ่อของเขาตลอดเวลาว่าทำไมเพื่อนรักของเขาถึงไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีบ้าง.วันหนึ่งเจนรบต้องฝึกที่ค่ายอย่างเข้มงวดเพื่อติวเข้มหลักสูตรจึงได้ชวนพันแอบไปผจญภัยเปิดหูเปิดตาในหน่วยที่เคยอยู่ดีกว่าทนอยู่บ้านทำงานที่น่าเบื่อ ทั้งคู่ผจญภัยในค่ายฝึกอย่างสนุกสนาน หลังจากที่กลับบ้านมา นายพลใหญ่โกรธมากเพราะนอกจากจะแอบหนีไปแล้วลูกชายของเขายังได้รับบาดเจ็บจนโดนสั่งพักไม่ให้อยู่ในหน่วยรบแล้วได้ย้ายไปอยู่เป็นทหารรับใช้บ้านอื่นอีก.นายพลรู้สึกกังวลอย่างมาก เขากลัวว่าทหารบ้านอื่นจะปฏิบัติกับลูกชายตัวเองเหมือนที่ตัวเขาทำกับพัน นายพลสั่งให้พันทำงานบ้านอย่างหนักเพื่อเป็นการลงโทษ ส่วนเจนรบต้องออกไปทำหน้าที่ทหารรับใช้ที่บ้านอื่นเป็นวันแรก.หลังจากที่เขากลับมานายพลรีบถามลูกชายถึงการทำงานอย่างระแวงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับลูกชายของเขา เขากลายเป็นคนขี้ระแวงจนเสียสติ เจนรบไม่เข้าใจว่าบ้านอื่นสามารถทำดีกับทหารรับใช้ได้แถมยังได้ค่าตอบแทนอีก แต่ทำไมพ่อของเขาถึงทำไม่ได้ เขาขอร้องให้พ่อเปลี่ยนนิสัย แต่นายพลไม่ยอม ด้วยความโกรธนายพลสั่งให้พันทำความสะอาดบ้านต่อวนไปจนกว่าพื้นจะลื่น สั่งให้ซักผ้าจนกว่าผ้าจะขาว ทำกับข้าวเผื่อจนกว่าจะมีพอกินไปทั้งชาติ ถ้าทำทุกอย่างไม่เสร็จก็ห้ามนอน เจนรบได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโกรธในการกระทำของพ่อที่โหดร้ายกับเพื่อนของตัวเอง เขาบอกว่าพันก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่เหมือนคนอื่น นายพลเถียงกลับไปว่าพ่อของพันเป็นทหารยศต่ำไร้เกียรติแถมยังจนเคยเป็นหนี้บ้านเราอีก กับเรื่องแค่นี้ก็ต้องยอมเอาตัวลูกมารับใช้แทนบุญคุณเก่าได้อยู่แล้ว.เจนรบเห็นว่าไม่ยุติธรรมจึงขอความร่วมมือกับพันวางแผนให้พ่อของเขาเลิกปฏิบัติกับทหารรับใช้แบบแย่ๆ เมื่อนายพลสั่งให้พันทำอะไรเขาก็จะทำตามคำสั่งของเจ้านายทุกคำไม่มีตกหล่น ทั้งคู่ช่วยกันทำทุกอย่างที่นายพลสั่งทั้งคืน เช้าวันต่อมานายพลตื่นขึ้นมาก็ได้กลิ่นอาหารฉุนไปทั้งบ้าน เขาเดินลงบันไดมาอย่างหงุดหงิดแต่เขาดันลื่นตกลงมาจนเดินกะเผลก เสื้อผ้าทุกชุดกลายเป็นสีขาวจนแสบตา แถมอาหารก็วางอยู่ทุกที่ที่อนุญาตให้ของวางจนไม่มีที่จะเดิน นายพลรู้สึกโกรธจัดแต่ก็เถียงไม่ได้เพราะเจนรบบอกว่าพวกเขาทำตามคำสั่งของนายพลทุกอย่างไม่มีตกหล่น.สุดท้ายนายพลได้รับผลการกระทำของตนเองและได้รู้ว่าถ้าเขาปฏิบัติกับทหารรับใช้ให้เท่ากับทหารหน่วยรบหรือหน่วยอื่น ๆ ที่เขายกย่อง เขาก็คงจะไม่ต้องมีสภาพที่น่าอนาถขนาดนี้ ส่วนสองคู่หูทหารรับใช้ก็จะตั้งใจทำงานนี้ให้ดีที่สุดเพราะนี่ก็เป็นหน้าที่ที่สำคัญของกองทหารเช่นเดียวกับหน่วยอื่นเหมือนกัน ถ้าไม่มีฝ่ายสนับสนุนทัพหลังอย่างพวกเขาแล้ว กองทัพก็จะไม่สมบูรณ์
-
15
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 15: เจนสุดา
หลังจาก “ป้าเจนสุดา” สาววัยกลางคนอายุ 40 ได้เลิกรากับสามีที่มีชู้ไปได้ไม่นาน บริษัทก็เคลมผลงานของเธอและบีบเธอออก จนเธอต้องหอบลูกวัย 9 ขวบ ย้ายมาอยู่ในชุมชนไกลตัวเมือง และตัวเธอเองก็กลายเป็นป้าแก่ๆ ที่กินเหล้าแต่หัววัน จนในวันนึงเธอได้เจอกับเรื่องราวที่เข้ามาตอกย้ำปมในใจของเธอเพิ่มขึ้น ว่าการเป็นคนตัวเล็กมักถูกเอาเปรียบ และไม่มีใครแยแสแม้แต่น้อย เมื่อ ‘หนูจี๊ด’ สาวน้อยวัย 18 ปี กำลังตะโกนร้องหาความเป็นธรรมให้กับ “น้าต๋อม” พลเมืองดีที่จากไปจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้าน เพราะชุมชนทะเลาะกับโรงงาน แต่ผู้ว่าในพื้นที่นั้นไม่เหลียวแล และเคลมผลงานเป็นของตนเอง.ป้าเจนสุดาได้ฟังเรื่องราวจากจี๊ดมันก็ยิ่งตอกย้ำเธอเข้าไปกันใหญ่ มันทำให้เธอหวนถึงเรื่องราวชายเป็นใหญ่ของอดีตสามี และการเป็นคนที่ใครมาแทนก็ได้ในบริษัทที่เธอให้ใจเต็มร้อย เธอจึงอยากทวงความเป็นธรรมให้กับน้าต๋อม หญิงสาวที่เธอรู้จักแต่ชื่อผ่านการเล่าของจี๊ด เธอกับจี๊ดออกไปเรียกร้อง ประท้วง และขับไล่สารพัด กับว่าที่ผู้ว่าที่กำลังหาเสียงอยู่ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล จนป้าเจนสุดาได้ไอเดียดีๆ จากลูกชายของเธอ เพราะในยุคสมัยนี้ทุกคนมีสื่อในมือกันหมด แม้เราจะเป็นคนตัวเล็ก แต่ไม่ได้แปลว่าเสียงเราจะเล็กไปตลอด ยังมีคนตัวเล็กอีกมากมายที่สนับสนุนกัน ถ้าคนตัวเล็กรวมตัวกันเยอะๆ คนตัวใหญ่ก็อยู่ยากเช่นกัน.เมื่อเธอแฉเรื่องราวการเคลมผลงานของว่าที่ผู้ว่าออกไป ก็มีคนจำนวนมากที่เห็นด้วย และช่วยกันขับไล่เขาออกนานาวิธี และในที่สุดว่าที่ผู้ว่าคนนั้นก็ไร้ที่ยืนในสังคม แถมปลายทางของวิธีนี้ยังมีคนจำนวนมากชื่นชมน้าต๋อม วีรสตรีที่ช่วยเหลือคนในชุมชนอีกด้วย.ป้าเจนสุดากับจี๊ดเลยคิดว่าอยากทำอะไรสักอย่างที่เชิดชูความกล้าหาญของน้าต๋อม เพราะเธอได้จากโลกไปแล้ว ลูกชายของป้าเจนสุดาจึงเสนอไอเดียดีๆ ขึ้นมาอีกว่า ให้ทำเป็นวอลเปเปอร์มงคลแจกชาวบ้านไว้เลย เข้ากับยุคสมัยนี้สุดๆ เพราะถ้าจะให้สร้างอนุเสาวรีย์แบบสมัยกันคงเอ้าท์มากๆ วอลเปเปอร์น้าต๋อมจึงกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวเล็กๆ ให้กับทุกคนในชุมชนนับแต่นั้นมา และเป็นสิ่งที่คอยเตือนใจว่า คนตัวเล็กก็ทำเรื่องยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน
-
14
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 14: เจนนี่
เจนนี่ คนรุ่นใหม่วัยยี่สิบห้าปี แม้เพศกำเนิดจะเป็นชาย แต่เธอมีเพศวิถีเป็นผู้หญิง หรือเรียกว่าคนในสังคมเรียกว่าสาวข้ามเพศ เจนนี่มีความฝันอยากบรรจุเป็นข้าราชการครู แต่สอบไม่ผ่านสักที เธอจึงสมัครเป็นนักการภารโรงประจำโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งย่านชานเมือง ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเธอสมัยเรียนมัธยมศึกษา เพื่อหารายได้ระหว่างเตรียมสอบบรรจุไปพลางๆ อาชีพภารโรงต้องคอยดูแลความสะอาดเรียบร้อยของโรงเรียน เปิดและปิดโรงเรียนตามกะเวลา และดูแลซ่อมแซ่มครุภัณฑ์ เช่น เก้าอี้หรือโต๊ะเรียนในโรงเรียน ซึ่งถือว่าไม่ใช่งานหนักสำหรับวัยรุ่นมีพละกำลังเหลือเฟืออย่างเจนนี่ ทั้งยังได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมโรงเรียน เด็กนักเรียน และได้สังเกตุการสอนของเหล่าคุณครูในโรงเรียนอีกด้วย เจนนี่เข้ามาทำงานภารโรงได้จากการพิจารณาจากผอ.คนเก่าที่เห็นเจนนี่มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่นี่และไม่มีข้อกังขาใดๆต่ออัตลักษณ์ทางเพศของเจนนี่.เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ของเดือนพฤษภาคม เจนนี่กำลังหมกมุ่นกับการเตรียมชุดไปเดินขบวนเทศกาลไพรด์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อเป็นการสนับสนุนและผลักดันสิทธิเสรีภาพของกลุ่มหลากหลายทางเพศในประเทศและทั่วโลก โดยกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจะแต่งตัว จัดขบวนพาเหรดเพื่อแสดงออกถึงข้อเรียกร้องต่างๆที่ไม่เท่าเทียมทางเพศ รวมถึงมีผู้คนทั่วไปมาร่วมโบกธงสีรุ้งเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศด้วย เจนนี่จึงมาปรึกษาจิรเจน คุณครูหมวดภาษาต่างประเทศซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับเจนนี่ที่เคยเรียนที่นี่ด้วยกันสมัยมัธยม แต่ดันสอบบรรจุได้ก่อนเจนนี่ ระหว่างปรึกษาเรื่องชุดกัน จิรเจนก็ชวนเจนนี่คุยเรื่องผอ.คนใหม่ที่กำลังจะย้ายเข้ามาในสัปดาห์นี้.งานต้อนรับ ผอ.คนใหม่ ขณะที่เจนนี่กำลังจัดเตรียมสถานที่บนเวทีในห้องโถงของโรงเรียน เจนนี่ก็พบผอ.คนใหม่ที่พึ่งเดินเข้ามาหลังเวที เจนนี่ทำการทักทายสวัสดี แต่ผอ.ไม่ยินดีกับภารโรงอย่างเจนนี่นัก เนื่องจากแต่งตัวเครื่องแบบพนักงานชายแต่ไว้ผมยาวและแต่งหน้าเป็นผู้หญิง ที่ยังพูดคะขา แทนตัวเองว่าหนู เจนนี่รู้สึกผิดหวังที่ผอ.คนใหม่กังขาใน อัตลักษณ์ทางเพศของตนและโกรธในใจที่รู้สึกถูกกีดกันทางสังคม.เจนนี่นำเรื่องนี้ไปเล่าให้จิรเจนฟัง และจิรเจนเองก็ได้พบสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน จากการพบปะผอ.คนใหม่ โดยผอ.ตำหนิจิรเจนที่มีผมยาวและแต่งหน้าแบบครูผู้หญิง แม้แต่งกายด้วยเครื่องแบบข้าราชการครูชาย แต่จิรเจนกลับใส่รองเท้าคัชชูแบบผู้หญิง เจนนี่ได้ฟังเรื่องราวจากจิรเจน ผสมกับความรู้สึกที่ตนพบเจอกับผอ.คนใหม่ จึงต้องการต่อสู้เพื่อสิทธิการแต่งตัวและการถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมของบุคคลหลากหลายทางเพศที่รับข้าราชการ จิรเจนคิดไอเดียการแต่งตัวเดินขบวนงานเทศกาลไพรด์ในเดือนหน้าได้แล้ว.ที่งานเทศกาลไพรด์เจนนี่แต่งกายในชุดข้าราชการครูผู้หญิงถืออุปกรณ์ทำความสะอาดของภารโรง ร่วมเดินขบวน และชูป้ายเรียกร้อง “พนักงานข้าราชการต้องได้สิทธิแต่งกายตามเพศสภาพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย” เจนนี่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมเดินขบวนและนักข่าวที่มาทำข่าว จนถูกถ่ายทำและให้สัมภาษณ์เรื่องราวของตนแบบสั้นๆ ออกรายการข่าวหิ้วกระแส รายการข่าวช่วงเย็นที่มักตีประเด็นข่าวนำเสนอจนเข้าสู่กระแสสังคมและมีผู้ชมเป็นจำนวนมากทั้งจากระบบฟรีทีวีและโลกออนไลน์.หลังจากข่าวเจนนี่แพร่กระจายและได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งประเทศ คุรุสภา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้ประกาศให้ครูและพนักงานข้าราชการสามารถแต่งกายตาม "เพศวิถี" ได้เพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อีกทั้งทางโรงเรียนมัธยมศึกษาหลายแห่งในประเทศก็ได้ประกาศให้นักเรียนที่มีเพศวิถีเป็นหญิง สามารถไว้ผมยาวรวบผมแบบได้ด้วย ครูจิรเจนเพื่อนของเจนนี่สามารถแต่งกายด้วยเครื่องแบบครูผู้หญิงไปสอนได้ และผอ.ของโรงเรียนก็ได้อนุญาติให้นักเรียนเพศชายที่มีเพศวิถีเป็นหญิงที่โรงเรียนสามารถไว้ผมยาวได้แบบนักเรียนหญิงเช่นกัน
-
13
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 13: เจนพีค
เจนพีคถูกประกาศชื่อขึ้นรับรางวัลคู่จิ้นแห่งปี มีเสียงแฟนคลับกรี๊ดกร๊าดให้กำลังล้นหลาม เจนกำลังกล่าวขอบคุณและบอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากจะบอกแฟนๆ ทุกคน.. (Flashback) แล้วเขาก็นึกย้อนถึงวันที่เขาต้องเซ็นสัญญาสตาร์พาวเวอร์ สัญญาที่บริษัทบันเทิงชื่อดังยื่นข้อเสนอให้เขาที่ยืนยันว่าเขาจะดังระเบิดภายใน 1 ปี แลกกับกฎเคร่งครัดที่ต้องทำตามทุกข้ออย่างไม่มีข้อแม้ ด้วยความที่เจนกิตเป็นผู้ชายตัวใหญ่ หุ่มกล้าม สูง 185 เรียกว่าครบสูตรพระเอกวายไทยที่สาววายต้องการ แต่ที่จริงตัวตนของเจนคือเจนนี่เควียร์สาวที่มีความสุขกับการแต่งตัว แต่งหน้า และการเป็นตัวเองแบบเต็มที่กับเพื่อนๆ กลุ่มเควียร์ ทำให้การเซ็นสัญญาครั้งนี้เขาต้องยอมแลกทุกอย่างมาเพื่ออาชีพที่เขาอยากไต่เต้าเข้าวงการ และชื่อเสียงที่เขาต้องการ.เจนถ่ายซีรี่ย์วายกับคู่จิ้นผู้โด่งดังของเขานั่นก็คือพีค เจนพีคดูมีความสัมพันธ์ที่ดีอาจจะไม่ได้สนิทกันรักกันอย่างที่แฟนๆ คิดไปเอง แต่ก็ไม่ได้เกลียดกันจนต้องปั้นหน้า เจนสัมผัสได้ว่าพีคเป็นผู้ชายที่แทบไม่มีความเป็น feminine อยู่เลย แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ตัวเล็ก ผิวขาว เอวบาง หน้าตาจิ้มลิ้มตรงตามตำรานายเอกวายทำให้เขาถูกมองว่าเป็นตัวนาง หรือแฟนคลับบางคนก็ชงให้พีคเป็น LGBT+ หรือชงไปเป็นผู้หญิงเลยก็มี เจนกับพีคเตรียมเข้าฉากถ่ายซีรี่ย์คู่กันเรื่องใหม่ที่แฟนๆ กำลังรอชม ถ่ายไปเจนก็ขำไปเพราะบทมันมีความเบียวและไม่มีการอ้างอิง identity ของ LGBT+ เลยทั้งๆ ที่เป็นซีรี่ย์ชายรักชาย แล้วยังมีฉากที่เจนต้องแสดงออกถึงความเป็นชายแท้ด้วยการดูถูกเควียร์ว่าเขาไม่ใช้พวกกะเทยแต่เขาเป็นแค่ผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกันเท่านั้น นั้นเป็นสิ่งที่เจนทนไม่ได้จนพยายามเถียงกับผู้กำกับ จนสุดท้ายผู้จัดการก็เข้ามาห้ามและให้เจนนึกถึงสัญญาที่ตกลงกันไว้.จนรอเข้าฉากซีนที่ต้องเล่นถึงเนื้อถึงตัวมาเกือบจะเป็นฉากมีเซ็กส์ด้วยซ้ำ ทั้งคู่อึดอัดใจมากพยายามคุยกับผู้กำกับแล้วว่ามันจำเป็นจริงๆ หรอแต่ก็เถียงผู้ใหญ่ไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่าต้องเอาใจแฟนคลับ ทำแบบนี้จะได้ดัง ซีรี่ย์จะได้ขายออก ระหว่างรอพีคเลยมาบ่นกับเจนว่าเขากระด่างใจที่จะต้องรับบทแบบนี้ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ แล้วก็บ่นเรื่องที่เขาต้องเลิกกับแฟนผู้หญิงเพราะแฟนๆ รับไม่ได้ และพยายามยัดเยียดให้พีคเป็นผู้หญิง คิดว่าเจนโชคดีที่อย่างน้อยแฟนๆ ก็คิดว่าเขาแมน มีความเป็นผู้ชายมากกว่า แต่หารู้ไม่ว่าเจนมี ความเป็นเควียร์ และบางมุมก็ชอบแต่งหญิงด้วยซ้ำ ทำให้เจนรับรู้สึกปัญหาความ Misgender ในวงการซีรี่ย์วาย และการไม่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงที่ขัดกับภาพลักษณ์ของคน เจนจึงวางแผนกับพีคเล่นๆ ว่าถ้าเราอยากให้ผู้คนยอมรับเราเราต้องดังให้ได้ ถ้าเราดังแล้วคงมีโอกาสรับงานหรือต่อรองกับค่ายมากขึ้น.เจนและพีคเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อซีรี่ส์เริ่มออนแอร์ ทั้งคู่ถูกเปิดตัวเป็นพรีเซ็นเตอร์และมีงานเข้ามามากมาย แต่ยิ่งดังเจนและพีคยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาถูกสังคมบีบให้รับบทพระเอกนายเอกตลอดเวลา เจนถูกห้ามไม่ให้แต่งหน้าเยอะ ห้ามนั่งไขว้ห้าง ห้ามใส่เสื้อผ้าที่ดู feminine และข้อห้ามมากมายที่ขัดความเป็นตัวตนของเจนเพราะจะดูสาว ในขณะที่พีคก็ถูกห้ามให้ทำตัวแมน ต้องดูน่ารัก ทั้งยังถูกบังคับให้แอคติ้งและแสดงออกให้ดูน่ารัก ทั้งคู่ถูกห้ามในสิ่งที่อยากทำ และถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ได้เป็นจนทั้งคู่เริ่มอึดอัดจนแทบไม่อยากออกไปทำงาน ไม่อยากเจอกันเพราะคิดว่าเวลาต้องทำงานด้วยกันพวกเขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย.วันต่อมามีงานอีเว้นแฟนคลับก็ชงให้ทั้งคู่ตอบสเปคตัวเอง พีคตอบว่าเขาชอบคนน่ารักตัวเล็ก ส่วนเจนตอบว่าชอบคนที่ดูมีกล้าม สูงพอๆกับเขา พอลงจากเวทีก็โดนผู้จัดการดุที่ตอบความจริง ทำไมไม่ตอบขายจิ้น แล้วยังมีแฟนคลับบางส่วนที่ขึ้นแท็กต่อต้านบอกว่าคำตอบของเจนคือแสดงออกว่าเจนชอบผู้ชายด้วยกันแต่ชอบผู้ชายตัวใหญ่กำยำเหมือนตัวเองไม่เห็นจะเข้าเลยพี่พีคเข้ากว่าตั้งเยอะ ทำให้เจนรู้สึกว่าเขาไม่มีทางเป็นตัวเองได้แม้กระทั่งรสนิยม แค่เพราะเขาร่างกายกำยำ ตัวใหญ่ และชอบผู้ชายที่เหมือนตัวเอง เขาก็ถูกมองว่าไม่เหมาะสม น่ารังเกียจ ทั้งๆ ที่คนพวกนี้ชื่นชมเวลาเขาจิ้นกับผู้ชายเหมือนกันที่แค่มีภาพลักษณ์น่ารัก ตัวเล็ก และมีความใกล้เคียงกับภาพลักษณ์ผู้หญิง ทำให้เจนตัดสินใจฮึบขึ้นสู้และคิดว่าเขาต้องทำให้ผู้คนยอมรับในตัวตนของเขาให้ได้.จนมาถึงงานประกาศรางวัลที่เขายืนอยู่ตอนต้น และบอกว่าเรื่องสำคัญที่เขาต้องการจะพูดคือเขาเป็น Queer มีความชอบผู้ชาย และขอบคุณที่พีคเป็นเพื่อนที่สนับสนุนเขาและเป็นนักแสดงที่ดีจนทุกคนชื่นชอบในเคมีของพวกเขา แม้ในชีวิตจริงพวกเขาจะเป็นแค่เพื่อนกันก็ตาม มีเสียงแฟนคลับและผู้คนในห้องส่งซุบซิบตกใจกับการเปิดตัวเป็น Queer ของเจนและเรียกว่าเป็นการปิดตัวของคู่จิ้นไปในตัวจากการพูดครั้งนี้ เจนพีคลงเวทีมาพีคขอบคุณที่เจนกล้าเป็นตัวเอง ไม่โกรธเพื่อนที่อาจทำให้งานคู่ของพวกเขาอาจจะหายไป พร้อมบอกขอบคุณเจนว่าเจนกล้าหาญมากที่ยอมแลกชื่อเสียงที่ได้มากับการได้เป็นตัวเอง พีคเชื่อว่าเจนจะดังได้จากการเป็นตัวตนของเจนไม่ต้องคอยหลอกตัวเอง หลอกคนอื่น .วันต่อๆ มาเจนถูกยกเลิกงาน และถูกฟ้องจากค่ายที่ผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ว่าจะปกปิดตัวตนทางเพศทำให้เจนเครียดมากและเริ่มคิดว่าตัวเองคิดผิดที่ทิ้งทุกอย่างและหาปัญหาให้ตัวเองเพราะทนต่อการถูกบดบังตัวตนไม่ไหว จนกระทั่งมีโทรศัพท์สายหนึ่งโทรบอกว่าอยากขอสัมภาษณ์บอกว่าเป็นนิตยสารหัวนอกที่สนับสนุน LGBT+ identity เจนจึงตอบตกตกลงไป พอนิตยสารฉบับนั้นวางขายเจนและพีคก็ถูกพูดถึงอีกครั้งถึงการแสดงที่เก่งจนทำให้คนจิ้นได้ และยังเป็นนักแสดงวายไม่กี่คู่ที่กล้าเปิดเผย identity ตัวเอง ในเชิงที่สวนกับกระแสอีกด้วย นั้นทำให้เจนรู้สึกว่านี่คือก้าวแรกที่เขาจะได้ต่อสู้เพื่อ identity ของตัวเอง และทำลายกรอบของภาพลักษณ์ทางเพศที่สังคมยัดเยียดให้ LGBT+ ด้วย.หลังจากเจนกลับมามีเชื่อเสียงอีกครั้งเจนกับพีคก็ถูกวางตัวให้แสดงคู่กันในหนังเรื่องใหม่ที่มีประเด็นเกี่ยวกับ LGBT+ แต่ครั้งนี้เจนและพีคได้บทบาทที่สำคัญ แม้จะไม่ได้คู่กันแต่เป็บบทที่ผลักดัน LGBT+ identity จนมีแฟนๆ กลับมาให้ความสนใจ ในวงสัมภาษณ์เปิดตัวก็มีนักข่าวพูดถึงประเด็นที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับเจน เจนก็อธิบายและบอกว่าเขาไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจทุกอย่างไปวันนั้น และเขาหวังว่าประเด็นของเขาจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมไม่ตัดสินตัวตนของเพศใดเพศหนึ่งแค่เพราะลักษณะภายนอก และไม่กดทับความเป็น LGBT+ อยู่แค่รุกรับ พระเอกนายเอก หรือใครแมนกว่าสาวกว่า ทุกคนล้วนมีตัวตนของตัวเองและการเป็นตัวเองไม่ต้องการการรอให้ใครมายอมรับ สังคมที่ดีคือสังคมที่น้อมรับความแตกต่าง และเคารพในตัวตนของผู้อื่นต่างหาก
-
12
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 12: เจนหลี
หลี่เจียนหลี หรือ เจนหลี สาววัย 27 ปี ลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน เธอเรียนจบด้านการออกแบบนิเทศศิลป์ แม้จะอยู่ในวัย 27 ปี แต่เจนหลีก็ไม่ได้ทำงานประจำเป็นหลักแหล่ง แต่ทำอาชีพอิสระ ด้วยการวาดภาพประเภทดิจิทัลอาร์ต ภาพที่เจนหลีวาดเป็นคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนทั่วไปไม่ได้ ลงขายในโลกออนไลน์ เรียกว่า เอ็มเอฟที เป็นช่องทางการหาเงินในยุคสมัยใหม่ที่ทางบ้านไม่เข้าใจนัก แต่ก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร เพราะความเป็นเพศหญิงในครอบครัวเชื้อสายจีน เธอรู้ดีว่าความคาดหวังตกไปอยู่กับลูกหลานชายหมดแล้ว.เจนหลีมีพี่ชายหรืออาเฮียสองคน ชื่อ ต้าหลีกับตงหลี ทั้งตระกูลอาศัยอยู่ในย่านเยาวราชมาตั้งแต่ 80 ปีก่อน ทำธุรกิจตัดเย็บชุดเทพเจ้าจีนสำหรับการทรงเจ้าในพิธีกินเจ โดยธุรกิจดำเนินมาถึงรุ่นที่ 3 รุ่นพ่อแม่ของเจนหลีก็ได้สืบทอดธุรกิจนี้ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ธุรกิจซบเซา จึงได้จับทางใหม่เป็นการซื้อขายผ้าไหมจีนแทน และกิจการก็รุ่งเรืองขึ้นในรุ่นที่ 4 รุ่นอาเฮียทั้งสอง ณ ปัจจุบัน ในบรรดาครอบครัวชาวไทยจีนที่เป็นที่รู้กันด้านความลำเอียงต่อเพศลูกหลาน เจนหลีไม่เคยรู้สึกถึงการถูกแบ่งแยกขนาดนั้น ด้วยอาม่าและป๊าม๊าไม่ได้บังคับให้ต้องทำงานบ้านหรือมาบังคับการเรียนใดๆ แต่เจนหลีพึ่งรู้ตัวว่าไม่มีใครคาดหวังในตัวเองก็ตอนที่อาม่าได้จัดการมรดก.โดยธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินการมา 80 ปี ได้ถูกยกให้อาเฮียทั้งสองช่วยกันบริหารดูแลพร้อมกับที่ดินและบ้านจัดสรรกันคนละหลัง ส่วนเจนหลีกลับได้เพียงตึกทาวเฮ้าท์สามชั้นในย่านเยาวราชนี้ซึ่งเป็นบ้านเดิมที่ทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เจนหลีน้อยใจแต่ไม่ได้ประท้วงอะไรกับการแบ่งมรดกครั้งนี้ ป๊าม๊าและอาเฮียได้ทำการเก็บของ ย้ายไปอยู่หมู่บ้านจัดสรรย่านอื่น ส่วนบ้านหลังนี้เหลือเจนหลีที่อาศัยอยู่กับอาม่าสองคน .ในระหว่างการเก็บกวาด ขนย้ายของเจนหลีเข้าไปในห้องเก็บของ ที่เต็มไปด้วยสิ่งของสำหรับธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้าน เหล่าชุดเทพเจ้าจีนที่อยู่ในถุงห่อ เจนหลีพบอัลบั้มรูปถ่าย แฟ้มเก็บภาพ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เคยกล่าวถึงชุดเทพเจ้าจีนที่ร่างทรงจะใส่ในเทศกาลกินเจ เพื่อให้องค์เทพเจ้าจีนที่ตนนับถือมาประทับในร่าง เจนหลีพึ่งรู้ว่าธุรกิจนี้เคยรุ่งเรืองมากถึงขั้นเป็นขบวนแห่ยิ่งใหญ่ในสมัยก่อน เจนหลีจึงได้ไปพูดคุยกับอาม่าถึงเรื่องราวแต่ก่อน อาม่าจึงเล่าว่า การยกบ้านหลังนี้ให้เจนหลีมีเหตุผลบางอย่าง อาม่าอยากให้อาชีพดั้งเดิมของตระกูลกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเห็นว่าเจนหลีเหมาะกับการฝากความหวังไว้.หลังจากเจนหลีได้ฟังเรื่องราวและรับรู้ถึงคุณค่าของที่มาการตัดเย็บชุดเทพเจ้าจีน เธอได้รับแรงบันดาลใจจึงได้นำเทพเจ้าจีนองค์ต่างๆมาสร้างเป็นคาแรคเตอร์การ์ตูน และวาดขายบนออนไลน์จนเริ่มได้รับความสนใจ มีชาวต่างชาติบนอินเทอร์เน็ตต้องการซื้อภาพมากขึ้น เมื่อระยะเวลาผ่านไป ภาพวาดของเจนหลีมีเอกลักษณ์และเรื่องราวในตัวเองมากขึ้น จากชาวต่างชาติ เริ่มมีผู้ซื้อเป็นกลุ่มลูกค้าฝั่งเอเชีย และคนไทยเริ่มรู้จักเจนหลีมากขึ้นในนามนักวาด “หลี่เจนหลี”.เจนหลีนำภาพวาดของตนเองมาจัดเป็นนิทรรศการ ประกอบกับการตั้งชุดเทพเจ้าจีนจากธุรกิจดั้งเดิมของเธอมาจัดแสดงประกอบกัน โดยสถานที่จัดแสดงก็คือ ชั้นหนึ่งของบ้านทาวเฮ้าท์ในเยาวราชหลังนี้นี่เอง ในนิทรรศการยังมีภาพถ่ายเรื่องราวของครอบครัวเธอ ตั้งแต่รุ่น 1 ที่เริ่มเปิดร้าน ภาพตัดเย็บชุด ภาพม้าทรงหรือคนทรงเจ้าที่มาสั่งตัดชุด จากขบวนแห่เหตุการณ์กินเจเมื่อ 60 ปีก่อน เพื่อบอกเล่าเรื่องราว วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของคนไทยเชื้อสายจีนในที่แห่งนี้ ก่อนที่เยาวราชจะกลายเป็นเพียงย่านธุรกิจอาหารทั่วไป เพราะคนไทยจีนรุ่นใหม่ปิดกิจการดั้งเดิม และย้ายออกจากที่นี้ไปเยอะแล้วในปัจจุบัน.อาม่าเห็นคนมานิทรรศการนี้และรู้สึกอิ่มเอมใจที่ความรู้ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของธุรกิจนี้ยังไม่สาบสูญไปจริงๆ พร้อมบอกเจนหลีว่าแม้ตนจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่เชื่อว่าธุรกิจและประเพณีชุดเทพเจ้าจะยังคงอยู่ต่อไปได้ด้วยวิธีการในแบบของเจนหลีเอง เยาวราชยังมีลมหายใจของวัฒนธรรมไทยจีนอยู่ ณ บ้านหลังนี้ และนี่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่มีค่ามากที่สุดของอาม่าที่มอบให้หลานสาวคนเดียวของตระกูลหลี
-
11
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 11: เจรจา
“เจรจา” เถ้าแก่โรงกลึงได้รับ “เหยา” ที่เพิ่งพ้นข้อหาลักทรัพย์เข้าทำงาน หัวหน้าคนงาน “สันติ” ซึ่งเป็นลูกชายบุญธรรมของเถ้าแก่ไม่ค่อยพอใจกับการรับคนมีประวัติไม่ดีเข้าทำงาน แต่เขาก็ต้องทำใจยอมรับแนะนำเหยากับเพื่อนร่วมงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ และไม่ใช่แค่เขาที่ไม่พอใจแค่คนเดียว คนงานที่เหลือด้วยก็เช่นกัน.คนงานเริ่มซุบซิบนินทา กีดกัน กลั่นแกล้งเหยาสารพัด เพราะได้ยินมาจาก “เม้ง” คนงานขี้ประจบที่ไปสอดรู้สอดเห็นปล่อยข่าวให้ทุกคนรู้กันว่าเหยาเป็นอดีตนักโทษ สันติเห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดีจึงได้ไปคุยกับเถ้าแก่อีกครั้ง แต่เถ้าแก่ยืนยันที่จะให้โอกาสเหยาเหมือนกับที่เขาเคยให้โอกาสรับสันติมาเป็นลูกบุญธรรม สันติทำอะไรไม่ได้ เขาได้แต่ยอมรับการตัดสินใจของเถ้าแก่ สถานการณ์ระหว่างคนงานยังคงไม่ดีขึ้น เม้งพาคนงานคนอื่นพูดดูถูกเหยา กลั่นแกล้งเหยาเป็นประจำ และวันนี้เขามัวแต่แกล้งเหยาโดยไม่ทันระวังเครื่องมือที่กำลังจะเลื่อยมือของเขา เหยาเห็นดังนั้นจึงรีบเขาไปดึงมือของเม้งออกทำให้เครื่องมือเฉือนนิ้วเหยาเกือบขาด กลุ่มคนงานต่างพากันตกใจ วันต่อมาทุกคนต่างก็แกล้งเหยาเหมือนเดิม เม้งเริ่มจะรู้สึกผิดกับเหยานิดหน่อย เขาตะโกนด่าคนงานที่แกล้งเหยาให้กลับไปทำงาน เขาถามอาการและตำหนิเหยาว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง หลังจากนั้นสันติมาขอค้นสัมภาระของคนงานทุกคนเนื่องจากเงินก้อนค่าแรงที่เถ้าแก่เตรียมไว้จ่ายให้ทุกคนได้หายไปจากสำนักงาน ทุกคนเริ่มซุบซิบสงสัยเหยาเป็นคนแรก เพราะตั้งแต่เขาเข้ามาก็มีแต่เรื่องเกิดขึ้นแถมยังเป็นคนมีประวัติอีก.จากนั้นทุกคนก็ถูกค้นและเป็นไปตามคาด สันติเจอเงินในกระเป๋าเป้ของเหยา เถ้าแก่ถามถึงความจริงจากปากเหยา เพราะกล้องวงจรปิดได้ถูกหมากฝรั่งแปะไว้จึงทำให้ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นยิ่งชี้ชัดว่าเหยาเป็นคนร้ายเพราะเขามีนิสัยชอบเคี้ยวหมากฝรั่งแก้หิว เหยาไม่ได้ยอมรับและไม่ได้ปฏิเสธ เขาบอกว่าต่อให้เขาปฏิเสธมันก็ยากที่จะเชื่อคำพูดจากอดีตนักโทษข้อหาลักขโมยอย่างเขาอยู่ดี สันติและคนงานต่างพากันประท้วงว่าถ้าไม่เอาผิดเหยาพวกเขาจะ Strike นัดกันหยุดงานทั้งหมดเพราะไม่อยากอยู่ร่วมกับคนแบบนี้ เถ้าแก่ไม่อยากเอาผิดใครทั้งที่หลักฐานไม่ชัดเจนจึงสั่งพักงานเหยาก่อน วันต่อมาทุกคนทำงานปกติแต่บรรยากาศที่ไม่มีเหยาทำให้คนงานรู้สึกเงียบเหงามาก ไม่นานเถ้าแก่ก็เข้ามาเรียกพบสันติไปคุยเรื่องสำคัญ เธอบอกว่าจับคนร้ายได้แล้วเพราะคนร้ายไม่ได้ดูให้ดีว่ามีรถของเถ้าแก่จอดอยู่หน้าสำนักงาน หลักฐานจากกล้องหน้ารถได้มัดตัวคนร้ายอย่างแน่นหนา เถ้าแก่บอกให้สันติสารภาพและยอมมอบตัว.สันติเผยธาตุแท้ออกมาทันทีว่าเขาจ้องจะฮุบมรดกของเถ้าแก่มาตั้งนานแล้ว เขากลัวว่าเถ้าแก่จะอุปการะเหยามาหารสมบัติไป จึงต้องทำเพื่อกำจัดเหยา ทั้งคู่ทะเลาะกัน สันติหยิบมีดขึ้นมาขู่ เขาขาดสติเกือบจะแทงเถ้าแก่ให้ตายจริงๆ เพื่อจะได้รีบได้มรดกไวๆ จากนั้นเหยาก็พาตำรวจมาเพราะเขาคิดว่าต้องเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลในวันนี้ สันติวิ่งหนีตำรวจขึ้นรถเตรียมจะขับหนีไปแต่เหยามาขวางไว้จึงโดนชน ตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมสันติในทันที.เถ้าแก่บอกคนงานทุกคนเรื่องคนร้ายตัวจริงและคนที่เรียกตำรวจมาช่วยชีวิตเธอ ทุกคนต่างรู้สึกผิดที่ด่วนตัดสินว่าเหยาเป็นคนไม่ดีและเชื่อใจสันติมากเกินไป แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะเหยาไม่อยู่ให้พวกเขาได้กล่าวขอโทษอีกต่อไป
-
10
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 10: เจน Extra
เจนนั่งดูงานประกาศรางวัลกับอาม่าแล้วอยู่ๆ อาม่าก็จำได้ว่าเรื่องนี้เจนก็แสดงด้วย ทำให้อาม่าลุ้นให้ละครเรื่องนั้นได้รับรางวัลพอละครเรื่องนั้นได้รางวัลเข้าจริงๆ ท่านก็ดีใจใหญ่โตเรียกแม่ของเจนมาดูแต่แม่ของเจนไม่สนใจและบอกว่าจะดีใจไปทำไม นั่งดูทั้งเรื่องยังไม่เจอเจนเลย ทำให้เจนน้อยใจนึกถึงคำที่แม่บอกตั้งแต่เด็กว่าเราไม่ได้สวยเหมือนใครเขาจะอยากเป็นดาราไปทำไม วันต่อมาเจนเดินผ่านแม่ที่ไหว้ศาลเจ้าหน้าบ้านแล้วเจอแม่บ่นจนทะเลาะกับเรื่องอาชีพของเจนอีกครั้ง ครั้งนี้เจนโมโหมากเลยเผลอปากเถียงกับแม่ไปว่าให้แม่คอยดูแล้วกันปีนี้เธอจะต้องได้เป็นนักแสดงรับรางวัลให้อาม่าภูมิใจแน่นอน พอแม่ท้าว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เจนก็เลยเผลอปากพูดไปว่าถ้าปีนี้หนูไม่ได้รางวัลหนูจะยอมเลิกอาชีพนักแสดงไปสอบครูให้แม่ สาบานต่อหน้าศาลเลย หลังเจนพูดจบไฟในบ้านก็ดับพรึ่บเธอถึงได้ระลึกได้ว่าศาลบ้านเธอน่ะศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรไว้ต้องทำตามนั้น.เจนคิดไม่ตก และเอาแต่คิดว่าไม่น่าไปท้าแม่ไว้เลย แม้จะปรึกษาอาม่าไปแล้วก็ดูจะหาทางแก้จริงจังไม่ได้ หนทางเดียวคือต้องได้รับรางวัลให้ได้! จนเจนเจอประกาศหาตัวละครนำที่มีเนื้อหาน่าสนใจและยังเขียนกำกับอีกด้วยว่า พิจารณาที่ความสามารถเป็นหลักเธอถึงตั้งใจว่าผลงานชิ้นนี้แหละจะพาเธอไปได้รางวัล เมื่อถึงวันแคสต์รอบแรกเจนได้อ่านบทก็มั่นใจว่าตัวเองต้องได้แน่ๆ เพราะคาแรคเตอร์ใกล้เคียงกับเจนมาก ระหว่างรอแคสต์เจนได้เจอกับกิ่งที่รู้จักกันเพราะกิ่งเริ่มจากทำ extra เหมือนเจน แต่ปัจจุบันเธอกลายเป็นนักแสดงวัยรุ่นดาวรุ่งไปแล้ว กิ่งมาแคสเรื่องนี้เพราะชอบบทผู้กำกับคนนี้มากแต่เจนก็แอบคิดว่ากิ่งไม่ได้เหมาะกับบทนี้เลย เจนพยายามไม่เก็บเรื่องกิ่งมาคิด ซึ่งพอผลประกาศออกมาเจนก็ผ่านแคสต์รอบแรกมาได้.เวลาในการแคสต์บทนี้ผ่านไปค่อนข้างยาวนาน และทุกรอบแคสต์เจนก็ต้องต่อสู้กับกิ่งที่ผ่านเข้ารอบมาได้เรื่อยๆ แม้จะมีคนโต้แย้งกับความไม่เหมาะสมกับบทยังไงก็ตาม ซึ่งในขณะที่ต้องซ้อมบทนี้เธอก็ต้องออกไปรับบท Extra อื่นๆ ที่ชอบบ้างไม่ชอบบ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพไปด้วย ทั้งยังต้องพยายามสู้ด้วยการเอาชนะจุดอ่อนต่างๆ ของกิ่งจนคิดว่ายังไงเธอก็ได้บทนี้แน่ แต่เมื่อถึงเวลาประกาศผลกิ่งกลับได้บทนี้ไป เจนเสียใจมากเธอดักรอเจอผู้กำกับเพื่อจะถามถึงสาเหตุในการตัดสิน คาดคั้นจนเขายอมตอบว่ากิ่งได้บทนี้ไปเพราะกิ่งหน้าตาดึงดูดทำให้หนังมีกระแสได้ เรื่องคาแรคเตอร์เดี๋ยวค่อยมาพัฒนากันต่อ เจนเสียใจมากคิดไปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาที่พยายามแคสต์บทนำแต่ก็ไม่เคยได้เพราะเหตุผลว่าหน้าตาไม่เข้ากับคาแรคเตอร์.เจนมัวแต่ทุ่มเวลาไปกับการแคสต์จนมารู้ตัวว่าใกล้จะสิ้นปีแล้ว เธอจะได้รางวัลได้ยังไง เจนพยายามตระเวนออกหางานไปทั่วจนหมดแรงกลับมานอนร้องไห้ที่บ้านจนอาม่ามาเห็นเข้า เธอระบายให้อาม่าฟังว่ากลัวที่คำสาบานไว้กับศาล เธอไม่อยากเป็นครูถ้าเธอไม่ทำจะเป็นอะไรไหม อาม่าถึงได้บอกเจนว่าเจนไม่ต้องกลัวเพราะเจนได้ถอนคำสาบานไปแล้ว ในจังหวะที่เจนกำลังงงก็มีอีเมลเข้ามาแจ้งว่าเจนได้รับเชิญไปงานประกาศรางวัลเล็กๆ ในแวดลงหนังอินดี้ เจนจึงคิดถึงคำแนะนำของอาม่าที่เคยบอกวิธีแก้คำสาบานที่เจนเกือบลืมไปแล้ว แล้วก็คิดว่าเธอทำตามนั้นจริงๆ โดยไม่ได้รู้ตัวเพราะมัวสนใจจะแคสต์หนังเรื่องนั้นอยู่.เจนพึ่งมารู้ว่าตัวเองได้เข้าชิงสาขานักแสดงสมทบ อยู่ๆ เธอก็นึกตื้นตันกับบทบาทผีที่เธอไม่ได้คิดว่ามันจะพาเธอมาเข้าชิงรางวัลครั้งแรกแม้จะเป็นรางวัลเล็กๆ ก็ตาม ในที่สุดเจนก็ได้รับรางวัลนั้นและกล่าวสปีชเรื่อง beauty privilege ในเส้นทางการเป็นนักแสดงของเธอ จนเธอได้รับเสียงปรบมือจากเหล่าคนทำหนังในโรงละครเล็กๆ แห่งนั้น และเจนได้มารู้ว่าวิธีการแก้คำสาบานที่อาม่า บอกไม่ได้มีจริง อาม่าแค่เห็นโพสต์ประกาศหานักแสดงและคิดว่าเหมาะกับเจนจึงส่งใบสมัครให้เจนและสร้างวิธีปลอมๆ ขึ้นมาให้เจนตกลงรับเรื่องนี้ และสอนเจนว่าแม้ว่าจะได้รางวัลหรือไม่ได้รางวัลถ้าเธอเคารพในอาชีพของเธอซักวันความสามารถจะเอาชนะหน้าตาได้
-
9
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 9: เจนประเสริฐ
“สิ่งเก่าและสิ่งใหม่สามารถอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยได้”.ณ ห้องคอนโด “เจ๋” มนุษย์เงินเดือนสาวกำลังประชุมออนไลน์ เนื่องจากมาตรการป้องกันโรคระบาดทำให้เธอต้อง Work from home อย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่เธอประชุมอยู่นั้นก็มีเสียงสวดศพจากวัดที่อยู่ติดคอนโดดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ เธอถูกเสียงรบกวนแบบนี้ทุกวัน เธออดทนมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ความอดทนของเธอได้หมดลง การปะทะจึงเริ่มต้นขึ้น.เจ๋ไปที่วัดเพื่อขอเจรจา เมื่อได้พบมัคนายกซึ่งเป็นตัวแทนของวัดแล้วเธอก็จำได้ทันทีว่านั่นคือ “เจนประเสริฐ” เพื่อนสมัยเด็กที่เคยร้องเพลงทำลายงานวันเกิดของเธอจนพังพินาศมาก่อน ทั้งสองทักทายกัน เจ๋พูดถึงปัญหาเสียงรบกวนจากพิธีกรรมของวัด ทางเจนคิดในใจว่าเรื่องอะไรเขาจะต้องลดใช้เสียงอันน่าภาคภูมิใจของตัวเองด้วย แต่ปากก็อธิบายในมุมของศาสนาไป ทั้งคู่เถียงกันไปมาจนเจ๋เกิดใช้อารมณ์บอกว่าทางวัดไม่เข้าใจ ถ้าเอาใจเขามาใส่ใจเราลองใช้ชีวิตที่ต้องถูกรบกวนดูบ้างอาจจะเข้าใจกันมาขึ้น เจ้าอาวาสที่ยืนฟังอยู่ตั้งแต่ต้นก็ตะโกนไล่หลังตามมาว่า “เอาแบบนั้นก็ได้ ถ้าอยากให้อีกฝ่ายเข้าใจนักก็ลองมาเอาใจเขาใส่ใจเราดู ถ้าเข้าใจอีกฝ่ายได้แล้วเรื่องจะได้จบนะโยม” ทันใดนั้นฟ้าก็มืด ฝนตก ลมแรง และมีฟ้าผ่าลงมา ผ่านไปชั่วขณะ ทุกอย่างสงบลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นคือเจ๋และเจนได้สลับร่างกันโดยสมบูรณ์ พวกเขาไม่คิดเลยว่าวาจาของพระจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ ทั้งคู่ไม่อยากให้เรื่องวุ่นวายจึงตกลงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ และชีวิตของการเอาใจเขามาใส่ใจเราก็เริ่มขึ้น.เจนและเจ๋ต่างพบกับความลำบากทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตจนทำให้เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ทั้งคู่ต่างทนไม่ไหวกับชีวิตในร่างของคนอื่นแล้วจึงมาเขียนข้อตกลงที่จะอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงไปขอให้เจ้าอาวาสถอนวาจาศักดิ์สิทธิ์ เจ้าอาวาสเห็นว่าสงครามนี้จบลงแล้วจึงถอนวาจาศักดิ์สิทธิ์ให้ เจนและเจ๋กลับสู่ร่างเดิมทันที หลังจากนั้นเจนบอกกับเจ้าอาวาสว่าอยากได้อิสระมากขึ้น ถ้าการเป็นมัคนายกต้องถูกจำกัดขอบเขตในการใช้เสียงของเขา เขาจะไปตามหาอาชีพในฝันทางใหม่ จากนั้นทุกคนก็แยกย้าย เจ๋กลับไปทำงานที่ห้องอย่างสบายใจ แต่ความสุขสงบนั้นมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน เพราะเจนได้ค้นพบทางใหม่ของเขาด้วยการเป็นพ่อค้าขายไข่สดขับรถตะโกนใส่ไมค์ขายไปทุกหนทุกแห่ง
-
8
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 8: ชัดเจน
แม้ว่าร้านค้าในท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่มีผู้ประกอบกิจการเป็นผู้สูงอายุ จะไม่ถนัดใช้เทคโนโลยีที่จะสามารถเข้าระบบการรับสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นเดลิเวอรี่ได้ คนรุ่นใหม่สามารถช่วยให้ร้านท้องถิ่นยังคงสามารถอยู่ต่อไปได้ด้วยการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของร้านนั้นๆ และพัฒนาร้านในด้านอื่นๆแทนเพื่อความอยู่รอดต่อไปได้ ทั้งการคงคุณภาพรสชาติอาหาร ความใส่ใจอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานของผู้ขาย สุดท้ายแล้วความพิเศษและการหารับประทานได้ยาก (แรร์ไอเท็ม) จะกระตุ้นให้ผู้คนอยากเดินทางไปรับประทานที่ร้านเองมากขึ้น เพื่อได้รับรสสัมผัสทางอาหารและบรรยากาศร้านที่เดลิเวอรี่ไม่สามารถแทนที่ได้.“ชัดเจน” คนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่พึ่งเรียนจบจากคณะธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ สาขาออกแบบและนวัตกรรมดิจิทัล สาเหตุที่เขาเลือกเรียนคณะนี้เพราะโตมากับคุณตาที่ทำอาหารให้ทานตั้งแต่เด็ก และเปิดร้านอาหารมาตั้งแต่เขาจำความได้ ความสนใจของเขาจึงเป็นด้านการค้าขาย ทำธุรกิจนั้นเอง.หลังจากเรียนจบทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงด้วยโรคระบาดที่แพร่กระจายกันทางอากาศได้อย่างโควิด เปลี่ยนวิธีชีวิตทุกคนในประเทศและเกือบทั้งโลก ให้ต้องอยู่บ้านเพื่อเลี่ยงการติดต่อโรค เศรษฐกิจจึงซบเซา ทำให้ยากในการหางาน หรือจะเริ่มทำอะไรด้วยตัวเองด้วยซ้ำ เขาจึงหลีกหนีจากวิกฤติในเมืองหลวง มาพักใจกับคุณตาสุดที่รักของเขา ที่ไม่ได้เจอกันมานาน อย่างอุ้ยอิน และมีแผนมาช่วยพัฒนา ‘เฮือนป้ออุ้ย’ ร้านอาหารของคุณตาของเขาแทน.แต่เมื่อกลับมาที่เมืองน่าน เขาก็พบว่าร้านเฮือนป้ออุ้ย ก็เจอวิกฤติที่ไม่ต่างกัน ทั้งการซบเซาของผู้คน การท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยหลักทำให้ร้านอยู่รอดมาสี่สิบกว่าปี และด้วยความที่จังหวัดถือเป็นเมืองรองในประเทศ แม้จะอยู่ในตัวเมืองแต่บริษัทเดลิเวอรี่ชั้นนำยังไม่มาลงทุนในตัวเมืองของจังหวัดด้วยซ้ำ เขาจึงกลายเป็นวัยรุ่นเบิร์นเอาท์ หมดไฟใช้ชีวิตไปวันๆในจังหวัดเมืองรองแห่งนี้ .ผ่านไปปีกว่าแล้วที่เขาอยู่ที่จังหวัดน่าน คอยช่วยงานที่ร้านอาหารของป้ออุ้ย แม้สถานการณ์ในเมืองหลวงจะดีขึ้นแล้ว แต่เขากลับไม่อยากจากคุณตาของเขาไปไหนเพราะร้านอาหารที่ค่อยๆขาดทุนขึ้นเรื่อยๆ ประจวบเหมาะกับที่พึ่งมีบริษัทแอพฯรับส่งอาหารเข้ามาที่จังหวัดนี้พอดี นั้นก็คือ แอพฯ Food Man แพลตฟอร์มที่สามารถกดสั่งอาหารผ่านแอพฯในมือถือและจะมีตัวกลางที่เรียกว่าไรเดอร์ ขับมอเตอร์ไซต์มารับอาหารไปส่งถึงบ้านผู้สั่งนั้นเอง เมื่อความสะดวกสบาย ทันสมัยเริ่มเข้ามา ชัดเจนจึงมองเห็นโอกาสเติบโตของร้านเฮือนป้ออุ้ย และพยายามผลักดันให้คุณตาของเขา ใช้แอปนี้เพื่อส่งอาหารให้ลูกค้า.เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อร้านอาหารมากขึ้น ร้านส่วนใหญ่มีบริการเดลิเวอรี่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากช่องทางนี้ แต่ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับร้านค้าบางกลุ่มที่ผู้ขายเป็นผู้สูงอายุที่ไม่ถนัดใช้เทคโนโลยี หนี่งในนั้นคือร้านเฮือนป้ออุ้ยและร้านระแวกใกล้เคียงที่เปิดร้านมานานเช่นกัน.ชัดเจนคิดทบทวนด้วยความรู้ความสามารถที่เล่าเรียนศึกษามาเพื่อหารอดของร้านค้าท้องถิ่นของคุณตาและร้านในย่านนี้ เขาค้นพบว่าประเด็นสำคัญกว่าไม่ใช่การพยายามผลักให้ผู้สูงวัยต้องเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างชำนาญอย่างเดียว.แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพร้านในด้านต่างๆ สร้างการรับรู้ถึงความพิเศษและคุณค่าของร้านอาหารไปยังผู้บริโภคเป็นวงกว้างมากขึ้น ด้วยวิธีการที่คนรุ่นใหม่สามารถช่วยได้ และการสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นไม่สามารถทดแทนคุณค่าเหล่านั้นได้ ทั้งยังช่วยร้านค้าอื่นๆในย่านเดียวกัน ให้พัฒนาไปพร้อมๆกันด้วย จนทำให้อำเภอเมืองนั้น กลายเป็นแหล่งรวมร้านค้าร้านอาหารท้องถิ่น ที่คนต่างถิ่นอยากเดินทางมาลิ้มรสสัมผัสบรรยากาศด้วยตนเอง
-
7
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 7: เจนจิรา
“เรียนรู้และทำความเข้าใจถึงความแตกต่างที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ โดยเล่าผ่านความพิเศษของเด็กออทิสติก และบริบทในสังคมที่ได้รับผิดชอบมอบหมาย”.“ลี่” สาวน้อยแสนพิเศษวัย 15 ปี ที่พึ่งย้ายมาเรียน ม.3 ที่โรงเรียน ระหว่างที่เธอศึกษาอยู่ที่นี่ เธอถูกกีดกันและไม่ถูกยอมรับจากเพื่อนส่วนมาก พวกเขามองว่าเธอแตกต่างและน่ารำคาญ จนวันหนึ่งที่เป็นเหมือนเหตุการณ์ครั้งใหญ่กับลี่เมื่อ “ทีเจ” หนุ่มน้อยเจ้าอารมณ์ห้อง 7 ได้วางฝ่ามือด้วยกำลังทั้งหมดที่มีไปที่หน้าของเธอ ด้วยเหตุผลว่ารำคาญที่เธอเอาแต่พูดว่าตัวเองมาจากอดีต และบอกว่าเขาคือปีศาจตัวใหญ่น่ากลัวชอบส่งเสียโหวกเหวก เหตุการณ์นี้จึงทำให้ “เจนจิรา” หัวหน้าห้องจำเป็นต้องทำหน้าที่ประณีประนอมเพื่อนทั้งสองคนให้คืนดีกัน.โดยเจนจิราได้แบ่งกลุ่มให้เพื่อนๆ แยกย้ายกันไปทำหน้าที่เพื่องานวิชาการของโรงเรียน ที่จะเปิดบ้านให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูงาน เธอจึงจับให้ลี่และทีเจทำงานร่วมกัน และให้โอกาสลี่ได้เลือกว่าอยากทำอะไรในงานวิชาการครั้งนี้ และสิ่งที่ลี่ได้เลือกก็คือ การเล่านิทานนั่นเอง ทีเจโวยวายใหญ่โตที่ต้องทำงานกับเด็กพิเศษอย่างลี่ แถมต้องมาทำงานเด็กๆ อย่างการเล่านิทานอีก เขาดูถูกลี่ต่างๆ นาๆ ทั้งรูปลักษณ์ นิสัย และความสามารถ เจนจิราทนไม่ไหวจึงสั่งสอนเขาด้วยการยกตัวอย่างตอนที่ทีเจพึ่งเข้าโรงเรียนมาใหม่ๆ ตอนที่เขาเองก็ไม่มีใครเข้าใจและคบหา.สุดท้ายทีเจก็ต้องยอมทำตามแม้จะยังไม่เต็มใจ ทีเจและลี่ได้ซักซ้อมการเล่านิทานด้วยกันเป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่งานโรงเรียนจะเริ่มขึ้น มีทั้งความเข้าใจ ทะเลาะเรื่องใหญ่ และผลักไสแบบไร้เหตุผลเกิดขึ้น จนมาถึงวันก่อนสุดท้ายที่ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง ที่แม้แต่เจนจิราก็ห้ามไม่ได้ จนทำให้ทีเจหนีออกไป ไร้วี่แววจะกลับมา.วันงานโรงเรียน อีก 1 ชั่วโมง ลี่จะต้องขึ้นเล่านิทาน ซึ่งไร้เงาของทีเจ เจนจิราทำได้เพียงปลอมประโลมและขึ้นพูดเปิดช่วงเล่านิทานอย่างยิ่งใหญ่ให้ ลี่ได้เล่านิทานไปเรื่อยๆ จนถึงท่อนที่ทีเจจะต้องพูด แต่เขาไม่อยู่แล้วจึงไม่มีใครต่อบทได้ ลี่กระวนกระวายพูดย้ำท่อนตนเองที่อยู่ก่อนหน้าไม่หยุด ย้ำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จนเจนจิราเห็นท่าไม่ดีกลัวลี่จะทำร้ายตัวเองจึงจะวิ่งไปห้ามและขอหยุดโชว์เพียงเท่านี้.แต่แล้วเสียงของทีเจก็ดังผ่านไมค์ออกมา กับประโยคนิทานที่ดำเนินเรื่องต่อมาจากลี่ การเล่านิทานจบลงด้วยดี ลี่ขอบคุณที่ทีเจมาทำหน้าที่ของตนเองตามสัญญา เจนจิราขอโทษที่เป็นตัวการทำให้ทั้งสองต้องอึดอัดใจ ทีเจบอกอย่าโทษใคร ทุกคนต่างต้องเรียนรู้กันและกัน แต่สิ่งสำคัญมากกว่าการเรียนรู้คือเราต้องเปิดใจ เข้าใจ และยอมรับมันเสียก่อน
-
6
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 6: (เกิร์ล) เจน
“ความชอบส่วนตัวไม่จำเป็นต้องเป็นความชอบที่สังคมยอมรับเสมอไป และไม่ควรมีใครถูกดูถูกความชอบส่วนตัว”.เจน หรือ เจนสิก้าที่เพื่อนๆ ชอบเรียกเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเด็กโคฟที่คว้ารางวัลมามากมายนั่นเป็นสิ่งที่เธอภูมิใจมากแม้จะมีคนที่เหยียดหยามความชอบและเรียกพวกเธอว่า “พวกติ่ง” แต่นั่นไม่เจ็บปวดเท่าการที่ที่บ้านของเธอก็ชอบล้อเลียนและพูดจาไม่ให้เกียรติความชอบของเธอ ในวันที่เจนแข่งขันโคฟเวอร์แดนซ์ชนะแล้วกำลังเดินทางกลับบ้านเธอได้ยินเสียงคนสุบสิบนินทาว่าเธอแต่งตัวแปลก ฟังเพลงอะไรก็ไม่รู้ เต้นแร้งเต้นกา และสารพัดคำค่อนแขวะจากคนในโรงเรียน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอได้ยินมาบ่อยแล้วเธอเลยก็จะเลือกที่จะไม่ใส่ใจแล้วเดินทางกลับบ้าน คิดว่าจะไปอวดรางวัลกับพ่อ.ขณะที่ขึ้นไปนั่งบนรถพ่อก็เปิดเพลงเพื่อชีวิตที่เขาชอบเจนถามว่าทำไมพ่อถึงชอบเพื่อเพลงชีวิตพ่อก็บอกกับเจนว่าเพราะมันเล่าถึงชีวิตได้ดี และเขาก็ร้องภาษาไทยพ่อชอบฟังเพลงที่ฟังรู้เรื่อง พ่อมักพูดเย้าแหย่ความชอบเจนแบบนี้เสมอแต่วันนี้มันทำให้เธออารมณ์เสียเป็นพิเศษ พอกลับถึงบ้านก็มาเจอแม่ที่ยืนค้ำเอวรอที่หน้าร้านเพราะแม่ไปเจอกับตั้วคอนเสิร์ตของเจนเข้า แม่จึงบ่นว่าเจนใช้เงินกับอะไรไร้สาระเจนเสียใจมากที่ทุกคนรุมว่าสิ่งที่เธอชอบในวันที่เธออยากได้คำชมมากที่สุด.วันต่อมาเจนไปค้นเจอบัตรคอนเสิร์ตนักร้องลูกทุ่งที่แม่เก็บไว้ เธอก็มาบอกว่าทีแม่ยังไปดูคอนเสิร์ตศิลปินที่แม่ชอบได้เลย กานดาที่ชอบเอาชนะลูกอยู่แล้วก็หาทางออกด้วยการบอกว่าเธอไปดูด้วยเงินของตัวเอง เจนจึงบอกว่าเธอก็จะเอาเงินของตัวเองไปซื้อก็ได้ ด้วยความที่คนแม่ก็ไม่ยอมคนลูกก็ไม่ยอมจึงมีปากเสียงกัน ซักพักชัชชัยก็เข้ามาห้ามแล้วบอกให้เจนเชื่อแม่ สักนิดเพราะแม่เขากลัวเจนติดศิลปินแล้วจะทิ้งการเรียน กลายเป็นคนเกเร เจนพาลโกรธพ่อไปอีกคนและเดินหนีไป.วันต่อมาเจนก็ตัดสินใจหาหลักฐานอื่นมาขัดกับความคิดเห็นของพ่อเธอไปเจอรูปภาพสมัยที่พ่อไปต่อยตีในงานคอนเสิร์ตนักร้องเพื่อชีวิตเธอเลยนำหลักฐานชินนี้ไปถามพ่อว่าทีคุณพ่อไปงานคอนเสิร์ตศิลปินที่ชอบแถมยังไปต่อยตีกับคนอื่น ทุกวันนี้พ่อก็ยังมีงานมีการทำและฟังเพลงเพื่อชีวิตเหมือนเดิมได้ ชัชชัยก็อ้ำอึ่งและแกล้งแหย่ลูกเล่นไปอีกว่าพ่อก็ฟังเพลงเพราะชอบนี่หน่าไม่ได้ไปตามกรี๊ดเขาเพราะหน้าตาแบบเจน แถมยังมีแม่มาร่วมสมทบว่าไอ้พวกหน้าจืดนี่ไม่เห็นจะหล่อตรงไหนกรี๊ดกันอยู่ได้คนเขาจะว่าบ้าผู้ชายเอานะ เจนโกรธมากและวินาทีนั้นเธอตัดสินใจต่อต้านเพลงที่พ่อกับแม่ชอบบ้างเพราะเธอก็รู้สึกว่าเธอไม่ได้ชอบเพลงพวกนี้เหมือนกัน.การต่อต้านเรื่องศิลปินที่ชอบดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงวันคอนเสิร์ตพ่อกับแม่ก็มาบอกว่าให้เจนไปไม่ได้เพราะวันนั้นคุณย่าจะมาเยี่ยมไว้ลูกค่อยไปวันอื่น ไม่มีใครเข้าใจเธอเลยว่าวันนี้คือวันสำคัญสำหรับเธอ เจนเสียใจมากที่ไม่ได้ไปคอนเสิร์ตที่รอคอยแต่ก็ดีใจที่ได้เจอคุณย่าที่ไม่ได้เจอนาน.ทั้งครอบครัวทานอาหารร่วมกันในเย็นวันนั้นคุณย่าเห็นว่าเธอซึม ๆ เลยถามไถ่ว่าเป็นอะไรเธอตัดสินใจค่อย ๆ เล่าให้คุณย่าฟังทุกคนในบ้านถึงได้รู้ว่าเธอจริงจังกับการชอบศิลปินมาก เงินที่ได้ไปซื้อบัตรคอนเสิร์ตก็เพราะว่าได้จากรางวัลประกวดโคฟเวอร์แดนซ์ เธอตั้งใจเรียนภาษามากขึ้นก็เพราะอยากคุยกับศิลปินที่ชอบรู้เรื่อง เธอเคยไม่มีกำลังใจในการเรียนก็กลับมาขยันตั้งใจเพราะมีศิลปินเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้คุณย่าตำหนิพ่อแม่ที่ไม่มีใครสนับสนุนสิ่งที่ลูกชอบ พ่อกับแม่จึงได้รู้ว่าเขาไม่เคยเปิดใจรับฟังปัญหาของลูก และคิดว่าสิ่งที่ลูกชอบนั่นไร้สาระมาโดยตลอด ทั้งบ้านกลับมาเปิดใจให้กันมากขึ้น
-
5
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 5: เจนภพ
“การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงและได้รับอย่างเท่าเทียม”.หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีกลุ่มนักเลงซึ่งนำโดย “เจนภพ” นามของหัวโจกกลุ่ม “พสุธาคำราม” ขี่มอเตอร์ไซค์รวมตัวกันกำลังจะยกพวกไปตีคู่อริที่ได้รีดไถเงินเพื่อนของเขาจนหมดตัว ขณะที่กำลังจะยกพวกไปนั้น “ดุจดาว” หัวหน้ากลุ่มคู่อริ “โตเกียวพยาบาท” ได้ถือธงขาวเพื่อมาเจรจาสงบศึกพอดี ในขณะที่กำลังเจรจาเธอได้สะดุดขาตัวเองล้มพร้อมทั้งธงขาวที่แบกมานั้นได้ฟาดหัวเจนภพสลบคาที่.เจนภพลมตาตื่นขึ้นมาในที่แคบ หนาว และมืด เขาได้รู้ตัวแล้วว่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้เขาไม่ได้เพียงแค่สลบ แต่เขาตายไปเลยจริงๆ เวลาล่วงเลยมากว่า 30 ปี เขาฟื้นขึ้นมาในโรงเย็นห้องเก็บศพ เขาคิดไปเองว่าที่เขาไม่ตายคงเป็นบัญชาจากสวรรค์หรือเพราะห้องนี้หนาวเกินไปทำให้เซลล์หัวโจกที่แข็งแกร่งของเขาอยู่รอดก็เป็นได้ โชคดีที่ไม่มีใครมารับศพของเขา.เขาทำการสืบหาเรื่องของคู่อริด้วยความแค้นฝังใจทันที จนได้รู้ว่าเธอคนนั้นเป็นครูประจำชั้นที่โรงเรียนของเขานั่นเอง เขาไม่รีรอที่กลับไปโรงเรียนเดิมเพื่อเริ่มแผนการ เขาเข้ามาเรียนในห้อง Z และได้เป็นหัวโจกของเด็กเกเรทั้งห้อง ตอนแรกเขาจะมาแก้แค้นเพียงคนเดียวแค่จะทำให้ชีวิตดุจดาวปั่นป่วนและธุรกิจขายโตเกียวของบ้านเธอหมดตัวบ้าง แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าคู่อริของเขาก็เป็นที่เหม็นขี้หน้าของเด็กห้อง Z เหมือนกัน เพื่อนๆ เล่าให้ฟังว่าเธอได้ดัดสันดานเด็กห้อง Z ด้วยนิสัยนักเลงเก่าโดยเฉพาะ “ชาตรี” เด็กที่โดนดุจดาวจ้องเล่นงานเป็นพิเศษเพราะเป็นพวกไม่สู้คน เขาซ้ำชั้นมาแล้ว 2 ปี เธอเก็บเงินนักเรียนให้มาติวพิเศษและบังคับให้พวกเขาซื้อแนวข้อสอบ ใครที่ไม่จ่ายก็จะสอบไม่ผ่าน ซ้ำชั้น ได้แค่เนื้อหาพื้นๆ ไป และอีกสารพัด เด็ก ๆ ขอร่วมมือกับหัวโจกเพื่อเอาคืน พวกเขาเริ่มแผนเอาคืนดุจดาวย้อนคืนจากสิ่งที่เธอทำ ทุกคนช่วยกันเก็บหลักฐาน เจนภพนำขบวนเพื่อนๆ ขี่มอเตอร์ไซค์แฉวีรกรรมของดุจดาว ก่อความไม่สงบตามประสาเด็กวัยคะนองขึ้นที่โรงเรียน.สุดท้ายแล้วเจนภพก็แก้แค้นได้สำเร็จ ดุจดาวถูกไล่ออกจากโรงเรียน เธอได้รับบทเรียนอย่างหนักว่าควรปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งชนชั้นเด็กธรรมดากับเด็กที่เสียเงินมาเรียนพิเศษกับเธอ ไม่ว่านักเรียนจะเป็นเด็กดีหรือเด็กเกเร ไม่ว่าใครจะมีเงินหรือไม่มี ทุกคนก็ต้องได้เรียนหนังสือเหมือนกัน สิ่งที่เคยทำไม่ดีเอาไว้มันจะย้อนกลับมาหาตัวเองในสักวัน เงินที่ได้จากการขูดรีด เจนภพได้เอาไปคืนพวกนักเรียนทั้งหมด ดุจดาวเดินมาคุยกับเจนภพเป็นครั้งสุดท้าย.หลังจากที่พูดกันจบ ทั้งคู่จะเดินสวนกันเพื่อไปตามทางของตน แต่โชคร้ายได้เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เดจาวู ครั้งนี้ดุจดาวสะดุดขาตัวเอง ทำให้ลังใส่ของที่แบกมานั้นฟาดเข้าที่หัวเจนภพสลบไปอย่างแรง แต่เจนภพไม่ได้ตายทันทีแบบครั้งแรก เขารู้สึกถึงความร้อนภายในร่างกาย ร้อนจนทรมาน เขาคิดตื้นๆ ว่าร้อนต้องดับด้วยเย็นเท่านั้น และเย็นเดียวที่เขานึกออกก็คือโรงเย็นห้องเก็บศพ เขาจึงขอร้องให้เพื่อนๆ แบกเขากลับไปนอนท่าเดิมในโรงเย็นโดยเขาอ้างว่าเป็นที่นอนประจำตำแหน่งหัวโจก เผื่อว่าตัวเขาจะหายทรมาน หายไปยังที่ๆ เขาควรจะอยู่ เขาบอกลาเพื่อนๆ อีกครั้ง ความเย็น เงียบ มืด ได้คืบคลายเข้ามาอีกครั้ง งานเลี้ยงเมื่อเสร็จสิ้นลงก็ต้องเลิกรา และเรื่องทั้งหมดก็จบลง
-
4
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 4: เจนญาณกระซิบ
“ปรับมุมมองความโรแมนติกในความมืดของต่างจังหวัด ทำความเข้าใจถึงความต้องการพื้นฐานเรื่องไฟฟ้า ที่ยังไม่สามารถเข้าถึง”.“เจน” หญิงสาววัย 25 ปี มีอาชีพออแกไนซ์จัดงานอีเวนท์ เธอผู้ถูกแฟนหนุ่มบอกเลิกก่อนวันครบรอบ 1 อาทิตย์ ทำให้เธอต้องหนีไปพักใจในที่ไกลสุดลูกหูลูกตาอย่างหมู่บ้านจังหวัดมุกดาหาร พร้อมกับโปรเจคตกแต่งห้างสรรพสินค้ารับปีใหม่อันหนักอึ้งที่เธอแบกมาทำด้วย แต่อุปสรรคของเธอไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เธอยังต้องมาเผชิญกับสิ่งลี้ลับที่เกินกว่าเธอจะรับมือได้ เธอจึงได้รับสมยานามมาตั้งแต่เด็กว่า “เจน ญาณกระซิบ” ฉายาที่ถูกพ่วงท้ายมาเนื่องจากมีสัมผัสที่ 6 ที่สามารถติดต่อกับวิญญาณได้ในสถานที่มืดมิด เธอมองมันเป็นคำสาปและอยากเอามันออกจากชีวิตให้เร็วที่สุด.แต่แล้วการมามุกดาหารของเธอ ทำให้เธอได้พบเจอกับเสียงกระซิบนับร้อยนับพัน ซึ่งคราวนี้พวกเขาเหล่านั้นมาพร้อมความช่วยเหลือที่เธอเองก็คาดไม่ถึง นั่นก็คือเรื่องของ “ไฟฟ้า” ผีแก่ที่ตายไปเมื่อ 10 ปีก่อนอย่าง “ตาเปี๊ยก” ได้เป็นตัวแทนของเหล่าภูตผีมาขอความช่วยเหลือกับเจน ให้เธอช่วยเป็นเสียงในการพาไฟฟ้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ เพราะลูกหลานพวกเขาทุกข์ทรมานและใช้ชีวิตได้ยากลำบากเมื่อเทียบกับคนในเมือง ทั้งเรื่องการเดินทาง โอกาสในการศึกษา หรือแม้แต่ความปลอดภัย ตาเปี๊ยกได้บอกกับเจนอีกว่า ทุกคนมองความมืดมิดเป็นเรื่องโรแมนติก แต่สำหรับเขามันคือความต้องการพื้นฐานที่ขาดหายไป ถ้าเขาไม่ได้ตายเป็นผี เขาคงไม่ได้เหาะเหินเดินอากาศไปที่ต่างๆ เพราะยากจน และจะไม่มีวันรู้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ได้สิ่งพื้นฐานอย่างเรื่องไฟฟ้าไม่เท่ากับที่อื่น เจนได้ยินและเห็นดังนั้นจึงเข้าใจเรื่องไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น และรับปากที่จะช่วยเหลือพวกเขา แลกกับความต้องการของเธอหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ช่วยทำให้เธอมองไม่เห็นวิญญาณอีกตลอดไป.ภารกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะอาชีพของเธอคือการสร้างความมีชีวิตชีวาผ่านดวงไฟ เธอโดนหัวหน้าตำหนิอย่างหนักที่เธอเสนอโปรเจคอันดาษดื่น ไร้ชีวิตชีวา และมีแสงไฟระยิบระยับตาเพียงไม่กี่ดวง แต่แล้วเธอก็อธิบายให้หัวหน้าและคนในทีมเข้าใจได้ถึงเรื่องไฟฟ้าที่ขาดหายไปในพื้นที่ห่างไกล และความไม่จำเป็นของไฟฟ้าในพื้นที่ในเมืองที่ไม่ต้องมีก็ยังได้ แต่บทสรุปของเรื่องนี้ทำให้เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้คนเดียว แต่เธอเป็นเสียงที่ทำให้ทุกคนเข้าใจได้ โปรเจคของเธอยังคงต้องแก้ไขให้มีไฟระยิบระยับตา เพิ่มความมีชีวิตชีวารับปีใหม่เช่นเดิม แต่ระยะเวลาของการเปิดและปิดไฟจะสั้นลง ทำให้เธอได้งบประมาณในส่วนที่เหลือไปเติมเต็มดวงไฟในพื้นที่ห่างไกลที่เธอเคยไปเยือน ให้ปีใหม่ของคนที่นั่นไม่เหมือนปีก่อนๆ ที่ผ่านมา เธอได้ไปตกแต่งให้พื้นที่ตรงนั้นสวยงามจนน่ายลโฉม ทำให้ความมืดที่เคยเป็นภาพทรุดโทรมสว่างไสว และได้บอกเล่าเรื่องความจำเป็นของแสงสว่างออกไปผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ จนผลสุดท้ายเหล่าภูตผีก็รู้สึกดีใจและมอบของขวัญที่ตกลงเอาไว้ให้กับเธอ
-
3
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 3: เจนนิส
ทุกแนวเพลงมีที่มาและความสำคัญกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ควรมีการแบ่งชนชั้นตามรสนิยมการฟัง ไม่มีประเภทเพลงไหนเหนือกว่าเพลงไหน ไม่มีข้อจำกัดว่าใครต้องฟังเพลงแบบนั้นแบบเดียว และผู้ฟังประเภทใดต้องมีอัตลักษณ์เช่นไร ดนตรีคือศิลปะสากล มีมาตรฐาน แต่ไม่มีกรอบตายตัว หนึ่งคนสามารถเข้าถึงได้หลายแนวเพลง.“เจนนิส” เด็กสาววัย 15 ปี เธอเรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ชั้นเกรด 9 เจนนิสรักในการร้องเพลงลูกทุ่งมาก จนมีความฝันว่าอยากเป็นนักร้องและโปรดิวเซอร์เพลง ที่สามารถสร้างสรรค์แนวเพลงใหม่ๆ การผสมผสานให้วิธีการร้องเพลงลูกทุ่งทันสมัย และไร้ขีดจำกัด เจนนิสมีไลฟ์สไตล์และเล่นโซเชียลเหมือนเด็กวัยรุ่นเจน z ทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างคือรสนิยมการฟังเพลง ท่ามกลางโรงเรียนสองภาษาที่นักเรียนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษและฟังเพลงสากล.วันหนึ่งเจนนิสได้อัดคลิปสั้น ร้องเพลงลูกทุ่งแบบที่เธอร้องทุกเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ และอัปโหลดคลิปนั้นลงบน TOKTOK (ต๊อกต๊อก) แอพพลิเคชั่นรวมคลิปสั้นที่มียอดดาวน์โหลดเป็นอันดับต้นในยุคนี้ คลิปวิดีโอที่เจนนิสอัปโหลดลงไปนั้นก็เหมือนกับคลิปวิดีโอร้องเพลงทั่วไป แต่สิ่งที่พิเศษคือ เธอร้องเพลงลูกทุ่งผสมกับดนตรีแนวแจ๊ส จนทำให้คลิปวิดีโอนั้นเกิดเป็นไวรัลขึ้นมา มีสำนักข่าวนำคลิปของเธอไปเปิดในรายการทีวี หัวข้อข่าว ยุคแห่งการสร้างสรรค์ นักเรียนหญิงร้องเพลงลูกทุ่งสไตล์บรรเจิด จนคลิปนี้ไปถึงเพื่อนๆและคุณครูในโรงเรียน และเกิดการซุบซิบว่าเจนนิสร้องเพลงแบบละครเย็นบนจอทีวี หรือจริงๆแล้วเจนนิสเป็นเด็กบ้านจนที่ได้ทุนเข้ามาหรือเปล่า เพราะรสนิยมช่างต่างจากคนในโรงเรียน ที่มักจะฟังเพลงสากล หรือเพลงต่างชาติมากกว่า.แต่ทีชเชอร์โอม ครูผู้ดูแลชมรม ‘มนต์ซิมโฟนี’ ชมรมวงออร์เคสตราของโรงเรียน เห็นคลิปไวรัลเจนนิส กลับสนใจมากๆ และหวังว่างานเปิดโรงเรียนที่กำลังจะมาถึง เป็นโอกาสแสดงความหลากหลายทางดนตรี และเจนนิสมีศักยภาพนั้น จึงได้ชักชวนปนหว่านล้อมให้เจนนิสเข้ามาฝึกซ้อมในชมรมเพื่อขึ้นแสดงในวันงานนั้น เจนนิสตกลงเข้ามาฝึกซ้อม แต่ไม่มีอะไรราบรื่นเลย เมื่อเธอดันไม่เข้าเส้นกับ เฉอแตม ประธานชมรมสุดเหย่อหยิ่งคนนั้น ที่น่าจะเป็นพวกเหยียดรสนิยมเพลงของเธอไปด้วย แต่ไม่มีอะไรมาหยุดความคิดสร้างสรรค์ของเจนนิสได้.เจนนิสตั้งใจเลือกเพลง ฝึกซ้อม เรียบเรียงเมโลดี้ใหม่เพื่อเสนอเพื่อนๆนักดนตรีในชมรม และมีทีชเชอร์โอมเป็นคนค่อยสนับสนุนข้อเสนอให้เกิดขึ้นจริง เฌอแตมค่อยๆได้เรียนรู้จากเจนนิสว่า เธอไม่ใช่สาวบ้านนา นักเรียนทุน แบบที่เด็กคนอื่นๆพูดลับหลังเจนนิส แต่เจนนิสมีความหลงใหลในเพลงลูกทุ่ง และเพลงลูกทุ่งมีความสำคัญกับการถ่ายทอดชีวิตของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนปลอบประโลมใจจากความเหน็ดเหนื่อยและเป็นความสนุกสนานของผู้คน ผ่านสัมผัสคำและมีสำเนียงการเอื้อนร้องที่ไพเราะ แต่ก็ยังสามารถนำมาปรับให้เข้ากับวงออร์เคสตราได้อย่างน่าประทับใจ ทำให้เธอตระหนักได้ว่า ทุกแนวเพลงมีที่มาและความสำคัญกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ควรมีการแบ่งชนชั้นตามรสนิยมการฟังไม่มีประเภทเพลงไหนเหนือกว่าเพลงไหน.หลังจากค่อยๆยอมรับตัวตนเจนนิส ก็พบว่า เจนนิสรู้เรื่องแนวเพลง แนวดนตรีหลากหลาย จากการที่พ่อแม่ครอบครัวทำสตูดิโออัดเสียง และสิ่งที่ทำให้เจนนิสชอบร้องเพลงลูกทุ่ง คือการฟังเพลงกับคุณตาคุณยาย พี่แม่บ้าน ร้านอาหารอีสานที่ต่างประเทศ เพลงจากรายการบนทีว ละครช่วงเย็น หรือแม้กระทั่งคลิปบนแอพพลิเคชั่น TOKTOK ที่ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่หลายๆคนเริ่มอัดคลิปร้องเพลงลูกทุ่งเต้นอย่างสนุกสนาน และการค้นพบว่ายอดศิลปินที่มีผู้ฟังเยอะที่สุดในแทบทุกแพลตฟอร์มฟังเพลงคือศิลปินเพลงลูกทุ่ง.เพลงลูกทุ่งอยู่ในทุกโอกาสและผู้ฟังคือผู้คนทุกชนชั้น ถึงขนาดมีวงดนตรีบรรเลงเพลงอีสานที่ได้ทำการแสดงคอนเสิร์ตรอบโลกมาแล้วด้วยซ้ำ เฌอแตมเปิดใจยอมรับเจนนิสเป็นเพื่อน ทั้งยังไปพูดกับเพื่อนๆในโรงแรมให้เลิกมีทัศนคติลบกับเจนนิส และรอดูการแสดงของ วงมนต์ซิมโฟนี ในวันงานเปิดโรงเรียน.เมื่อวันงานเปิดโรงเรียนมาถึง มีทั้งศิษย์เก่าและนักเรียนหลายโรงเรียนมาเยี่ยมเยือนที่โรงเรียน วง มนต์ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ได้ทำการแสดงจนสร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากรูปแบบดนตรีที่ยิ่งใหญ่หรูหรา และเสียงร้องทำนองลูกทุ่งของเจนนิส เข้ากันได้อย่างรื่นหู ทีชเชอร์โอมได้อัดวิดีโอการแสดงไว้และเผยแพร่บนโลกออนไลน์ มียอดผู้ชมพุ่งสูงและมีคอมเม้นท์จากคนหลากหลายประเทศเข้ามาชื่นชม แสดงให้เห็นว่าดนตรีคือศิลปะสากลที่ไม่ว่าคนต่างชาติต่างภาษาก็สามารถเข้าใจ และรู้สึกร่วมไปด้วยกันได้
-
2
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 2: เจนอ้วน เจนผอม
ทุกคนมีจุดเด่น แต่สังคมกลับเลือกโฟกัสที่จุดด้อย และไม่มีใครควรถูกนำจุดด้อยมาจำกัดตัวตน.เจน นีรนาท และ เจน สุดา เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่ ป.3 เธอโตมาด้วยกันรักสวยรักงามเหมือนกัน เพื่อนๆ รู้กันหมดว่าที่ไหนมีเจนต้องมีเจน ตอนประถมเพื่อนเรียก เจนนี และเจนสุ ซึ่งย่อมาจากชื่อจริง พวกเธอตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดด้วยกันแล้วยังสอบติดห้องเดียวกัน พวกเธอตื่นเต้นมาที่จะได้เรียนด้วยกันและเจอเพื่อนใหม่ๆ โดยที่พวกเธอสัญญากันว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป จนมาถึงช่วงเวลาที่ต้องแนะนำตัวเจนและเจนแนะนำตัวพร้อมบอกชื่อเต็มเหมือนที่เคยบอกเพื่อนประถมแต่เพื่อนๆ กลับไม่เห็นด้วยและมีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “ไม่เอาละ เรียกเจนอ้วนเจนผอมดีกว่า จำง่ายกกว่าตั้งเยอะ” แล้วเพื่อนๆ ในห้องก็พากันหัวเราะและเห็นด้วยกับความคิดนั้น ตอนนั้นเจนและเจนไม่ชอบใจเลยแต่ก็คิดว่าเพื่อนคงล้อเล่นและเดี๋ยวก็คงลืมไปเอง.ผ่านไป 3 ปี เจนและเจนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เจน นีรนาทที่เคยเป็นคนสดใสร่าเริงขี้โวยวาย และไม่เป็นมิตรเหมือนเคย ส่วนเจน สุดาที่เคยเฮฮา กล้าแสดงออกก็กลายเป็นคนกลายเก็บเนื้อเก็บตัว และขี้อิจฉา ทั้งคู่จากที่เคยเป็นเพื่อนสนิทก็กลายเป็นศรัตรูตัวฉกาจที่เพื่อนๆ ในห้องทราบดีว่าพวกเธอจะต้องแข่งกันทุกเรื่อง จนมาถึงวันที่ต้องยื่นขอโควต้าเข้าห้องเรียนพิเศษที่เหลือโควต้าแค่ที่นั่งเดียวพวกเธอจึงต้องแข่งกันจริงจังอีกครั้ง เจน นีรนาท เริ่มด้วยการวางแผนที่จะทำให้ เจน สุดา อับอายจากการไม่เก่งภาษาอังกฤษด้วยการที่เธอตะโกนบอกครูภาษาอังกฤษว่าเจนสุดาอยากตอบคำถามภาษาอังกฤษ.พอเจนสุดาตอบไม่ได้เจนนีรนาทจึงหัวเราะเยาะและบอกให้ถอนใจจากการสมัครโควต้าเข้าห้องภาษาซะเถอะ เจนสุดาโกรธมากเธอจึงวางแผนที่จะทำให้เจน นีรนาทอับอายบ้างโดยการตะโกนชื่อเจนนีรนาทตอนที่รุ่นพี่บอกว่าจะเสนอชื่อใครเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ทุกคนในสีก็พากันหัวเราะและบอกว่าเจนนีรนาทอ้วนเกินไปคงใส่ชุดไม่ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทั้งคู่เริ่มศึกการกลั่นแกล้งกันเพื่อกันให้อีกฝ่ายได้รับโควต้าที่ตนเองอยากได้ พวกเธอแกล้งกันตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนเรื่องใหญ่ ศึกครั้งนี้สนุกหนักหนาสำหรับเพื่อนๆ ในห้อง ทุกคนเริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่ายว่าจะเชียร์ใคร และเริ่มพากันแสดงความคิดเห็นว่าใครดีกว่าใคร ใครสวยกว่า หุ่นดีกว่า ขาวกว่าในความคิดเห็นของพวกเขาเอง จนเจนและเจนเริ่มแกล้งกันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างหาข้อเสียมาทำให้อีกฝ่านอับอาย โดยทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความสนุกสนานของเพื่อนๆ ในห้อง.มาถึงวันประกาศผลโควต้าทั้งคู่ไม่มีใครได้รับโควต้านั้นโดยคุณครูที่คัดเลือกได้ให้เหตุผลว่าเพราะพวกเธอมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมมักกลั่นแกล้งกัน เจนและเจนเสียใจมากทุกสิ่งที่เธอทำก็เพราะอยากให้สังคมยอมรับแม้จะเหยียบหัวดูถูกปมด้อยคนอื่นก็ยอม วันต่อมาคุณครูประจำชั้นห้องเรียนพิเศษได้เข้ามาอบรมพิเศษที่ห้องเธอเพื่อประกาศข่าวดีว่าจะรับนักเรียนเพิ่ม 2 คนแต่จะเลือกจากคนที่หาข้อดีของคนอื่นเจอมากที่สุด นักเรียนทั้งห้องต่างยกมือแย่งกันตอบเพื่อชมเพื่อนๆ แต่ไม่มีใครชมเจนและเจนจนเธอทั้งคู่ตัดสินใจชมกันเอง พอผ่านไปซักพักคุณครูถึงได้บอกว่าคุณครูมาเพื่อรับเจนและเจนเข้าห้องเรียนพิเศษเป็นกรณีพิเศษ .แต่ที่หลอกให้ทำทั้งหมดก็เพราะอยากรู้คนนักเรียนในห้องนี้มองเห็นข้อดีของคนอื่นเป็นไหม ก่อนจะไปคุณครูได้ประกาศแบล็กลิสต์นักเรียนห้องนี้ไม่ให้มีสิทธิเข้าห้องเรียนพิเศษเพื่อเป็นการลงโทษการกระทำของเพื่อนๆ ทั้ง 3 ปีที่ผ่านมา ที่กลั่นแกล้งเจนและเจน ที่สนุกสนานและสนับสนุนให้เกิดการล้อเลียนพวกนี้ขึ้น และลงโทษเจนและเจนด้วยการต้องส่งการบ้านเป็นคำชมอีกฝ่ายทุกวันตลอดการเรียนมัธยมปลายในห้องเรียนพิเศษนี้ทำให้เธอนึกถึงวันเก่าๆ ที่พวกเธอเคยรักและกลายมาทำร้ายกันเพราะปมด้อยที่สังคมยัดเยียดให้
-
1
เจนนี้คือฉัน เดอะ ซีรีส์ EP. 1: เจนใจ
“ไม่ควรมีอาชีพไหนถูกกีดกัน อาชีพที่ดีที่สุดไม่ควรมาจากความเชื่อของใคร แต่ควรมาจากความชอบของคนคนนั้นเองมากกว่า”.“เจนใจ” สาวน้อยวัย 17 ปี เธอมีความฝันอยากจะเป็นช่างแต่งหน้าระดับโลก และหวังจะยื่นสมัครเข้าคณะที่จะนำพาเธอไปสู่อาชีพช่างแต่งหน้าได้ แต่นั่นไม่ใช่ความฝันที่แม่เธอวาดไว้ให้ แม่กลับต้องการให้เจนใจรับข้าราชการ ทำให้นับวันสองแม่ลูกยิ่งมีปากเสียงกันมากขึ้น จนวันหนึ่งเจนใจได้รู้ว่าแม่มี “ความลับ” อะไรบางอย่างซ่อนอยู่ กระทั่งเจนใจได้ไปพบกับสมุดไดอารี่สีแดงเข้า เธอเห็นท่าทางสุดหวงแหนของแม่จึงรู้ได้ทันทีว่าความลับที่เธอตามหาอยู่ข้างในนี้นี่เอง เธอยื้อแย่งกับแม่จนตกลงมาจากชั้น 2 ของบ้าน เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้แม่ร้อนใจว่ามันคือลางร้ายตาม “คำมั่นของครอบครัว”.แม่ยังพยายามเก็บความลับเพื่อรอให้ถึงวัย 18 ปีบริบูรณ์ถึงจะพูดเรื่องคำมั่นนี้ได้ แต่เจนใจไม่ยอมรออีกต่อไปเธอจึงพยายามตามหาความลับนั้น และหาทางพิสูจน์ว่าเธอจะเป็นช่างแต่งหน้าให้ได้ จนเธอได้ไปอ่านเนื้อหาในไดอารี่เข้าแล้วจึงได้รู้ว่า “ลุงสมปอง” คือเจ้าของไดอารี่ แม่มาจับได้จึงยอมเล่าเรื่องลุงสมปองและเรื่องคำมั่นของครอบครัวให้เจนใจฟัง ว่าครอบครัวฝั่งแม่ได้เคยให้คำมั่นกับแม่ย่าประจำตระกูลไว้ว่า ถ้าหากอยากให้ยืนยาวมีความสุขไม่ลำบากก็ต้องรับข้าราชการกันทั้งตระกูล แต่ลุงสมปองฝืนโชคชะตาไปทำอาชีพนักมายากลจึงหายตัวไปพร้อมข้อความว่ามีคนต้องการจะเอาชีวิต เจนใจได้ยินอย่างนั้นแต่เธอก็ไม่ได้เชื่อสนิทใจและบอกแม่ว่าเธอจะเอาชนะความเชื่อนี้ให้ได้.ต่อมาไม่นานเจนใจแอบไปแข่งแต่งหน้าจนชนะและได้รางวัลเป็นเงินมากมาย แม่เธอได้เห็นไลฟ์การประกาศรางวัลเข้าจึงพยายามจะไปขัดขวางเจนใจ แต่กลับพบว่าเจนใจกลับบ้านมาพร้อมกับคุณตา ตาเล่าความจริงให้ฟังว่าคำมั่นนั้นไม่ได้มีจริง เป็นแค่นิทานหลอกเด็กที่ตอนนั้นตากับยายสร้างขึ้นเพราะความโกรธที่สมปองไม่เชื่อในความหวังดีของครอบครัวและฝืนไปทำอาชีพที่ตากับยายคิดว่าไร้สาระ ตากับยายพยายามหาตัวเขาและพาตัวกลับบ้านมารับข้าราชการจนลุงสมปองหนีไปต่างประเทศ.ด้วยความโกรธและอยากสร้างความกลัวให้กับลูกคนอื่นๆ จึงสร้างเรื่องราวนี้ขึ้นมาและโกหกเรื่องการหายตัวไปของลุงสมปอง แต่วันนี้ตาเห็นแล้วว่าสมปองได้มีชีวิตที่เขาอยากใช้แม้จะไม่เคยติดต่อครอบครัวกลับมา และเห็นการแข่งขันของหลานจึงอยากมาช่วยพูดกับแม่ของเจนใจ แม่จึงเข้าใจเจนใจมากขึ้น บวกกับการได้เห็นถึงความรักต่อการแต่งหน้าของเจนใจจริงๆ จึงยอมให้เจนใจยื่นสมัครเข้าเรียนตามคณะที่เจนใจหวัง
We're indexing this podcast's transcripts for the first time — this can take a minute or two. We'll show results as soon as they're ready.
No matches for "" in this podcast's transcripts.
No topics indexed yet for this podcast.
Loading reviews...
Loading similar podcasts...