PODCAST · religion
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
by dhamma.com
ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.
-
1000
สิ่งที่ผิดในการดูจิต :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 ส.ค. 2569
"พวกหนึ่งแสวงหาจิต พวกหนึ่งไปเพ่งจิต พวกหนึ่งไปดัดแปลงจิต จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ บางคนปรุงแต่งเก่ง เข้าไปปรุงแต่ง จิตมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง ก็ไปปรุงแต่งจิตให้ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไปทำจิตว่างๆ ไปทำจิตให้ว่างไม่ใช่การดูจิต ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ดูจิตเลย เริ่มแต่แสวงหาจิต มันก็คือการแสวงหา ไม่ใช่เอาจิตไปแสวงหาจิต หลวงปู่ดูลย์บอกว่า "ใช้จิตไปแสวงหาจิต อีกกัปหนึ่งก็ไม่เจอ" เอาจิตไปแสวงหาจิต เราไปดูผิดที่แล้ว เราไม่ได้ดูจิตหรอก เราเที่ยวสแกนไปเรื่อยๆ คิดว่าจิตอยู่ที่ไหนหนอ เที่ยวไปดู พอไปเจออะไรบางอย่าง นึกว่าจิต ก็ไปเพ่งเอาไว้ๆ บางคนก็ไปประคองรักษาจิตให้นิ่งๆให้ว่างๆ ไม่อยากให้มันทำงาน เห็นจิตมันทำงานตลอดเวลา ก็อยากให้มันหยุด ให้มันอยู่เฉยๆ พวกนี้ก็เข้าไปแทรกแซงจิต ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง ที่ว่าดูจิตๆ น้อยคนหรอกที่จะดูจิตได้ ถ้าเราภาวนา เราแสวงหาจิต เราเพ่งจิต เราดัดแปลงจิต เราประคองจิต เราจะไม่เห็นความจริงของจิต ดูไม่ได้จริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 สิงหาคม 2569
-
999
พัฒนาสัมมาสมาธิด้วยสัมมาสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ส.ค. 2569
"ถ้าเราอยากพัฒนาในเส้นทางธรรม เราต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เราถนัด แล้วคอยมีสติรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง จิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำลงไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน รู้ไปเรื่อยๆ จนจิตมันจำสภาวะที่ไหลไปคิด ไหลไปที่อื่น หรือไหลลงไปเพ่งอารมณ์ มันจำสภาวะที่จิตหลงไปข้างนอก หลงไปเพ่งกรรมฐาน มันหลงอะไรก็รู้ มันอาการอันเดียวกัน คือมันเคลื่อนไป จิตมันเคลื่อนจากฐาน ไหลออกไปอยู่ที่ตัวอารมณ์ พอเราฝึกบ่อยๆ พอมันเคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ เคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ พอฝึกสติเราอัตโนมัติขึ้นมา จิตมันก็ตั้งมั่นถี่ขึ้นๆ ทุกคราวที่เรามีสติที่ถูกต้อง เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จิตที่หลงไปเพ่ง ทุกครั้งที่เรามีสติรู้ อย่างถูกต้อง ไม่ได้จงใจรู้ มีสติรู้ไปตามธรรมดานี้ล่ะ สัมมาสมาธิจะเกิดร่วมกับสัมมาสติเสมอ แท้จริงแล้ว สมาธิเกิดร่วมกับจิตทุกดวง จิตอกุศลก็มีสมาธิ แต่ถ้าเราจะพัฒนาสัมมาสมาธิ เราต้องพัฒนาสัมมาสติ สัมมาสติเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 สิงหาคม 2569
-
998
เรียนรู้ทุกข์ผ่านขันธ์ 5 :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ส.ค. 2569
"สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ของเราที่เรามีอยู่ ให้รู้สึกที่ร่างกาย ให้รู้สึกที่ความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกที่ความจำ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรสอะไรได้ จำเรื่องราวได้อย่างนี้นี่คือสัญญา หรือรู้ที่ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลง หรือจิตมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา อันนี้เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลโลภ โกรธ หลง ฝ่ายกลางๆ อย่างสมาธิอย่างนี้ สมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกชนิดเลย ฉะนั้นเวลาเรามีสมาธิไม่แน่ว่าจิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าเรามีสติจิตเป็นกุศลแน่นอน สภาวธรรมพวกนี้ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ดูจากของจริงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ภาวนามานี้ ดูจากของจริงไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วเห็นอะไร เห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตกุศลอกุศลเกิดแล้วดับ นี่ขึ้นวิปัสสนาคือเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราเห็นตัวสภาวะเรียกว่าเรามีสติรู้สภาวะ แต่ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 สิงหาคม 2569
-
997
แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ส.ค. 2569
"ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไป ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 สิงหาคม 2569
-
996
ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงบ่าย)
"พระอุปัฏฐากครูบาอาจารย์เคยถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อปฏิบัติปีหนึ่งก้าวหน้ามากกว่าพระทำ 10 ปี 20 ปี หลวงพ่อก็บอกหลวงพ่อทำทั้งวัน ใจเราคิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวันละกี่ครั้ง มีเวลาปุ๊บไม่ต้องทำงานที่คิด หลวงพ่อก็ปฏิบัติทันทีเลย ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ จิตมีปีติมีความสุข พอเรามาเดินปัญญามันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจิตเราตั้งมั่นมีความสุขหล่อเลี้ยงอยู่ สงบ การเจริญปัญญาใช้พลังจิตเยอะ ถ้าจิตเราไม่มีพลังพอมันเดินปัญญาไม่ได้จริง มันแอบไปคิดเอา หรือมันแอบไปเพ่งเอา ไม่เข้าทางสายกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงบ่าย)
-
995
เดินอยู่ในทางสายกลาง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงเช้า)
"การที่เรามีสัมมาสติ มีสติระลึกรู้กายรู้ใจของตัวเองบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้ว เรียกว่าเราได้สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ได้แปลว่าสงบ สัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตั้งมั่น คือจิตที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไป ไม่ไหลไปที่อื่น อยู่กับตัวโดยที่ไม่ได้บังคับ ต้องมีวงเล็บ อยู่กับตัวเองโดยไม่ได้บังคับเอาไว้ เพราะถ้าบังคับไว้เมื่อไร จะตกสุดโต่งไปข้างอัตตกิลมถานุโยค ข้างบังคับตัวเอง สมาธิก็ต้องไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง นั่งแล้วเพลินมีแต่ความสุข ติดในกาม เพราะฉะนั้นต้องทางสายกลาง ที่หลวงพ่อสอนเวลานั่งสมาธิ บอกอย่าไปเผลอ เผลอก็คือย่อหย่อนไป อย่าไปเพ่งบังคับกายบังคับใจ อันนี้ตึงไป ก็สอนอยู่ในเรื่องของทางสายกลางนั่นเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงเช้า)
-
994
หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ค. 2569
"หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ ถ้าเรามีสติ ศีล สมาธิ ปัญญามันก็จะสมบูรณ์ขึ้น ขาดสติตัวเดียวก็คือหมดหวังแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาไม่มี เราจะต้องเรียนเรื่องการเจริญสติให้มาก แล้วไม่ใช่สติธรรมดา แต่เป็นสติปัฏฐาน สติธรรมดามันเกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกๆ ดวง จิตที่เป็นกุศลทุกดวงจะมีสติ แต่สติปัฏฐานเป็นสติที่ระลึกรูป นาม กาย ใจ ลำพังมีสติเฉยๆ ยังห่างไกลมรรคผลนิพพาน ไม่นิพพานหรอก ต้องเป็นสติปัฏฐานคือสติที่เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนแล้วเราจะได้เห็นความจริง กายนี้ใจนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราอยาก พอเห็น ใจมันก็จะรู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไร ดูแลรักษาให้ดีแค่ไหนถึงวันหนึ่งก็ต้องแตกสลาย ใจจะค่อยเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายของจิตใจ พอเราเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหมดความยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะพ้นทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กรกฎาคม 2569
-
993
หลักสูตรของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ก.ค. 2569
"ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาส คือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 กรกฎาคม 2569
-
992
นักปฏิบัติหลงเข้าไปปรุงแต่งจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ค. 2569
"คนในโลกจิตมันปรุงแต่งอะไรไป แล้วก็ตัวเองก็หลงตามความปรุงแต่งไป มันปรุงราคะก็หลงตามราคะไป ปรุงโทสะก็หลงตามโทสะไป คนในโลกมันหลงตามความปรุงแต่งของจิต เพราะไม่มีสติรู้ทัน ส่วนนักปฏิบัติกลับข้างกัน เป็นผู้พยายามเข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง จิตไม่สุขก็พยายามแต่งให้สุข จิตไม่สงบแต่งให้สงบ จิตไม่ดีทำให้ดี มีคำว่าทำเกิดขึ้น อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่าทำ เบื้องหลังคำว่าทำก็คือโลภะ ความโลภหรือตัณหา อยากสุข อยากสงบ อยากดี อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ มีความอยากเกิดขึ้น เราก็เข้าไปปรุงแต่งจิต เราอย่าไปปรุงแต่งจิต จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ทำกรรมฐานไป จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด ไม่ห้าม ไหลได้ จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด จิตไหลไปเพ่ง ไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ไหลเข้าไปแนบกับอารมณ์กรรมฐาน ก็ให้รู้ว่าจิตไหลเข้าไปเกาะอารมณ์กรรมฐานแล้ว ฝึกตัวนี้ให้เยอะๆ ฝึกรู้ทัน จิตหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งจ้อง ไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน แล้วคราวนี้เราจะไม่ปรุงแต่งจิต เมื่อเราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิต จิตก็อยู่ในสภาพดั้งเดิมคือประภัสสร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กรกฎาคม 2569
-
991
กฎของการดูจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.ค. 2569
"การดูจิตมีกฎ 3 ข้อ ข้อที่หนึ่ง ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ทีนี้พอหลวงพ่อบอกให้พวกเราดูจิต พวกเราก็รีบส่งจิตไปดู ส่งจิตเข้าไปดู ตอนนี้จิตเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ใช่การดูจิตแล้ว นี่เป็นการที่จิตมันไหลออกไปแสวงหาว่า ตอนนี้มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น อันนั้นหลงอยู่ การดูจิตไม่เหมือนดูกาย ดูจิตเป็นการดูตามหลัง ความรู้สึกเกิดแล้วก็รู้ ค่อยรู้ว่ามีความรู้สึกอันนั้น ถ้าดูกายก็ดูปัจจุบัน อย่างท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลายเมื่อยืนอยู่ให้รู้ชัดว่ายืนอยู่ รู้ตรงนี้เลย รู้ชัดๆ เลย ไม่ต้องไปรู้ที่อื่นเลย รู้ในขณะปัจจุบันได้ ข้อที่สองระหว่างรู้ อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าถลำลงไปรู้ ให้รู้แบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึกสูง แล้วเห็นไปที่ถนน เห็นรถวิ่งอยู่บนถนนเยอะแยะ วิ่งไปวิ่งมา เราไม่โดดลงไปอยู่กลางถนน กฎการดูจิตข้อที่สามกับการดูกาย ข้อที่สามอันนี้ก็เหมือนกัน คือดูด้วยความเป็นกลาง ถ้าเราดูแล้วเกิดยินดีให้รู้ทัน เกิดยินร้ายให้รู้ทัน พอเรายินดียินร้ายเรารู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนรู้คนดู ไม่มีความยินดียินร้าย เป็นกลางกับทุกๆ สิ่ง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 19 กรกฎาคม 2569
-
990
กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ค. 2569
"ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ว่าเราจะไปเกิดที่ไหน เราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กรกฎาคม 2569
-
989
ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.ค. 2569
"ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริง ของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กรกฎาคม 2569
-
988
คุณค่าของสติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 ก.ค. 2569
"ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มากสติสำคัญที่สุดเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 กรกฎาคม 2569
-
987
ทำกรรมใดไว้ต้องได้รับผลของกรรมนั้น :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ก.ค. 2569
"บุญเป็นชื่อของความสุข พอเราทำบุญ เราทำความดีแล้ว ความสุขเกิดขึ้น นี่คือกฎแห่งกรรม ทำไม่ดีก็มีผลทางไม่ดีเกิดขึ้น จิตเราเสีย ถ้าเราภาวนาทุกวันๆ เราก็จะเชื่อกฎแห่งกรรมเหมือนกัน ไม่ต้องระลึกชาติได้อะไรหรอก ไม่ต้องมีฤทธิ์มีเดชอะไรหรอก อย่างวันไหนอารมณ์ร้าย ไปด่าเขาอะไรอย่างนี้ ใจเศร้าหมอง ถ้ามานั่งสมาธิ โอ๊ย กว่าจะสงบ ไม่ใช่ง่ายเลย ไม่ค่อยสงบแล้ว นี้ก็กฎแห่งกรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป นี้เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้ากำหนด มันคือกฎธรรมชาติ ฉะนั้นกี่พระพุทธเจ้ามาสอนก็จะสอนอย่างเดียวกัน เพราะมันเป็นสัจธรรม เป็นกฎของธรรมชาติอย่างนี้ พวกเราหัดภาวนาไป แล้วเราจะเห็นผล เมื่อเห็นผลเราจะเชื่อมั่น โอ้ คำสอนของท่านมีจริง ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่วจริงๆ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 กรกฎาคม 2569
-
986
ปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 มิ.ย. 2569
"เราปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิตเรา ถ้าเราเข้าใจความจริงของชีวิตแล้ว จิตมันปล่อยวาง จิตมันไม่ยึดถือกายยึดถือใจได้ กายนี้ใจนี้คือตัวทุกข์ เมื่อจิตมันไม่ไปหยิบฉวยตัวทุกข์ขึ้นมา จิตมันก็ไม่ทุกข์ จิตที่เหลืออยู่พ้นจากความทุกข์ไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 มิถุนายน 2569
-
985
ปัญญาเกิดจากการเห็นด้วยตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 มิ.ย. 2569
"การเจริญปัญญาไม่ใช่การนั่งคิดเอา ไม่ใช่การนั่งฟังเทศน์เฉยๆ อันนั้นเป็นปัญญาขั้นต้น เรียนไปฟังเทศน์ฟังธรรมอะไร เพื่อให้รู้วิธีปฏิบัติ ปัญญาที่เราไปฟังมานั้น ปัญญาของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ของเรา ปัญญาของเราเกิดจากการที่เราเห็นด้วยตัวของเราเอง เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของใจ จิตต้องตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิ ปัญญาถึงจะเกิดได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 มิถุนายน 2569
-
984
ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะเห็นความจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มิ.ย. 2569
"อยู่กับเครื่องอยู่ให้มาก แต่อย่าไปเพ่ง ถ้าไปเพ่งแล้วไม่ใช่เครื่องอยู่แต่เป็นคุก มีเครื่องอยู่เราก็อยู่กับเครื่องอยู่ไป แล้วสติเราก็จะดีขึ้น สัมมาสมาธิจะดีขึ้น เมื่อสัมมาสมาธิเราดีมากแล้ว การเจริญปัญญาจะไม่ยากเลย จะใช้เวลานิดเดียวเลย ใช้เวลาไม่นานก็จะเข้าใจธรรมะ ธรรมะเบื้องต้นก็รู้ตัวเราไม่มี ธรรมะเบื้องปลายก็จะรู้ว่าสิ่งที่มีคือตัวทุกข์ พอรู้อย่างนี้จิตจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะเข้าไปสู่หลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าบอก ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะยึดแล้วทุกข์ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะว่าเห็นความจริง ว่ามันไม่ใช่ของที่น่ายึดมั่นถือมั่น มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 21 มิถุนายน 2569
-
983
รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มิ.ย. 2569
"หัดดูสภาวะไป ดูจิตไม่ได้ ดูร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกไป ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกตัว รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ ถ้าลืมตัวเองไม่มีทางพัฒนาเลย ถ้ารู้สึกจิตได้ รู้สึกจิต มันรู้ได้หลายระดับ รู้ง่ายที่สุดเลย จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆ ก็รู้ อันนี้มีแค่ 3 ตัว ถ้ารู้ได้ละเอียดขึ้น ก็เห็นจิตเป็นกุศลก็รู้ เป็นอกุศลก็รู้ จากกายานุปัสสนา เราเคลื่อนไหว รู้สึก เคลื่อนไหวรู้สึกไป เราก็จะเห็นมีเวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกาย ก็จบอยู่แค่นั้น แต่เวทนาในใจเกิดแล้วก็ดับลงไปเหมือนกัน เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่เวลาเวทนาเกิดขึ้น ไม่ว่าเวทนาทางกายหรือทางใจ จิตจะทำงานต่อ มันก็จะปรุงกุศลอกุศลขึ้นมา จากกายานุปัสสนา ขึ้นมาเวทนานุปัสสนา ขึ้นมาจิตตานุปัสสนา เราจะเห็น จิตเดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล ดูไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็เข้าถึงธัมมานุปัสสนา เรารู้เหตุรู้ผล เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ไม่มี ค่อยๆ ภาวนาจนเรารู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งเท่าธรรมะของพระพุทธเจ้า มันละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องละเอียดมาก แปลกไหม เรามีจิตใจ แต่เราไม่เคยรู้จักจิตใจตัวเองเลย เราถึงต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 มิถุนายน 2569
-
982
มีความเพียรอยู่กับกรรมฐาน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 มิ.ย. 2569
"การที่เราจะอยู่กับกรรมฐานเรา มันก็จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ความเปลี่ยนแปลงของรูปธรรมนามธรรม สัมปชาโน สัมปชัญญะ รู้สึกที่ตัวเอง สติรู้สภาวะทั้งหลาย แต่เริ่มต้นก็ต้องมีอาตาปี มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส จะแผดเผากิเลสก็มีวิหารธรรม มีเครื่องอยู่ที่เหมาะกับตัวเอง แล้วก็อยู่กับเครื่องอยู่อันนั้น ไม่หลงลืม ตรงที่เราไม่หลงลืมสิ่งที่ควรจะทำ เรียกอสัมโมหะ สัมปชัญญะ ตัวนี้ตัวใหญ่เลย อสัมโมหะ แปลว่าสัมปชัญญะที่ไม่ประกอบด้วยโมหะ ไม่มีโมหะ ไม่หลง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 19 มิถุนายน 2569
-
981
มีปัญญาเห็นจิตเป็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 มิ.ย. 2569
"ขั้นแรกเลย อย่าส่งจิตออกนอก ทำกรรมฐานอันหนึ่งถ้าจิตเราไหลออกไปให้รู้ทัน อย่าห้ามจิต จิตไหลแล้วรู้ๆ เราจะได้จิตที่ตั้งมั่น ต่อไปเราก็ดูจิตใจของตัวเอง จิตสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ เราไม่เลือกว่าต้องสุขตลอด ไม่เลือกว่าต้องดี อะไรก็ได้ ถ้าผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของจิต แค่รู้แค่เห็นไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ฝึกเรื่อยๆ แล้วต่อไปจิตก็จะบรรลุมรรคผลได้ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 มิถุนายน 2569
-
980
มรณสติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 มิ.ย. 2569
"เราเห็นคนตาย ไปงานศพไปอะไร เราน้อมมาพิจารณา ไม่มีใครหนีพ้นหรอก การที่เราคิดถึงความตายบ่อยๆ เป็นกรรมฐานที่ดีอันหนึ่ง เรียกว่ามรณสติ ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อองค์หนึ่งคือหลวงปู่เทสก์ ท่านเคยบอกว่า มรณสติเป็นไม้ตาย ในการสู้กิเลส ถ้ากรรมฐานตัวอื่น เอาใจเราไม่ลง พิจารณาความตายลงไป เพราะทุกอย่างมันก็แค่ตาย ที่รักกันมากสุดท้ายก็พลัดพราก ต้องตายจากกัน เกลียดกัน สุดท้ายก็ต้องตายจากกัน หาสมบัติไว้เยอะแยะ สุดท้ายก็ต้องตาย สมบัติก็เป็นของคนอื่น ท่านให้พิจารณาความตายเนืองๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 มิถุนายน 2569
-
979
สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 มิ.ย. 2569
"ทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งแล้วรู้ ตัวนี้ฝึกให้มากเลย สำคัญมาก ถ้าเราฝึกตัวนี้ได้จิตเราตั้งมั่นขันธ์จะแยก พอขันธ์แยกแล้ว ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ สุดท้ายมันจะเข้ามาที่จิต เห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ไปดมกลิ่น จิตที่ไปลิ้มรส เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกายเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปคิดนึกทางใจเกิดแล้วก็ดับ เห็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆๆ สุดท้ายมันรู้เลย รู้ด้วยตัวเอง สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ ทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้นเลย 4 ขันธ์แรกดูง่าย ที่ดูยากคือตัวจิตนี่ตัววิญญาณนี้ ฝึกมาตามลำดับให้มันเห็นเลยวิญญาณก็เกิดดับ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 มิถุนายน 2569
-
978
จุดเริ่มต้นคือความรู้สึกตัว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 6 มิ.ย. 2569
"เราภาวนาไปเรื่อยๆ จะเห็นปัญญาเบื้องต้น คือเห็นขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ปัญญาเบื้องกลางจะเห็นว่าตัวตา หู จมูก ลิ้น กาย คือตัวทุกข์ ไม่เป็นเรามาแต่แรกแล้ว แต่มันเป็นตัวทุกข์ มันถึงจะปล่อยวางได้ เห็นทุกข์ถึงจะปล่อยวางได้ แล้วต่อไปปัญญาขั้นสูงสุด จะเห็นว่าจิตเองคือตัวทุกข์ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป ไม่เอาแล้ว โยนจิตทิ้งไปได้ แล้วเกิดจิตอีกชนิดหนึ่ง ที่มันไม่เกาะอะไร ไม่เกาะไม่เกี่ยวอะไรกับโลกอีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดมันมาจากจุดเริ่มต้น คือความรู้สึกตัว รู้สึกตัวแล้วก็รู้สึกบ่อยๆ อดทน ล้มลุกคลุกคลานอะไรนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ต้องอดทน ทำแล้วทำอีก อย่าขี้เกียจ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 มิถุนายน 2569
-
977
รู้ทันใจตัวเองคือการปฏิบัติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 มิ.ย. 2569
"ฝึกตัวเอง ใช้เรื่องการกิน การนอน การเดินทาง การทำงาน การอาบน้ำ การขับถ่ายอะไรใช้เป็นเครื่องมือปฏิบัติทั้งหมดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเราคือการปฏิบัติทั้งสิ้นเลย ให้อ่านใจตัวเองให้ออก การอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ แค่รู้เท่านั้น ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ หรือใจเราเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ อ่านจิตแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องมีอะไรเยอะแยะหรอก ถ้าอ่านตรงนี้ได้ ต่อไปก็อ่านได้ละเอียดขึ้น ใจเราเป็นกุศลก็รู้ ใจเราโลภก็รู้ ใจเราโกรธก็รู้ ใจเราหลงก็รู้ ใจเราฟุ้งซ่านก็รู้ ใจเราหดหู่ก็รู้ ดีใจก็รู้ เสียใจก็รู้ ชอบใจก็รู้ ไม่ชอบใจก็รู้ ค่อยๆ ดูไป แล้วมันจะอ่านใจได้ละเอียดประณีตมากขึ้นๆ อันนี้คือการรวมการปฏิบัติเข้าในชีวิตจริงๆ ของเรา ตัวนี้สำคัญมาก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 มิถุนายน 2569
-
976
มีสติตามรู้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 มิ.ย. 2569
"เรามีสติตามรู้ไปเรื่อยๆ เราก็เห็นจิตใจมัน จิตสุข จิตทุกข์ จิตดี จิตชั่ว ล้วนแต่ไม่เที่ยงทั้งสิ้น เฝ้ารู้เฝ้าดูเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง จิตมันก็แยกสิ่งที่ปรุงแต่งจิตออกไป แยกสุข แยกทุกข์ แยกดี แยกชั่วออกไป เข้ามาที่จิต พอเข้ามาถึงตัวจิตแล้ว เราไม่รักษาตัวจิต เราก็เห็นตัวจิตเกิดดับ เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เกิดที่หูดับที่หู เกิดที่จมูกคือไปรู้กลิ่น จิตไปรู้กลิ่น เกิดที่จมูกก็ดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่กายดับที่กาย เกิดที่จิตดับที่จิต เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น จิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับตลอดเวลา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 มิถุนายน 2569
-
975
ปัญญาคือการเห็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 พ.ค. 2569 (ช่วงบ่าย)
"ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วถ้าจิตเราหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ จิตถลำลงไปแปะอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ ตรงที่เรารู้ถึงจิตที่เคลื่อนไปเคลื่อนมา จิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ นี้เป็นอีกหนึ่งในวิธีหนึ่งที่จะให้ได้จิตที่ตั้งมั่น พวกเราใช้วิธีนี้ง่ายที่สุดแล้ว พอจิตตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราเจริญปัญญาได้แล้ว จิตถอนตัวออกมาเป็นแค่คนเห็น เห็นอะไร เห็นปรากฏการณ์ของรูปธรรม ร่างกายที่มีอยู่ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นของที่ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี้ปัญญาเกิด ปัญญาคือการเห็นไตรลักษณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 พฤษภาคม 2569 (ช่วงบ่าย)
-
974
วางได้เพราะเห็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 พ.ค. 2569
"คอยรู้สึกอยู่ในกายจนเห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ของวิเศษอะไร เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่เห็นความจริง จิตใจก็ไม่ใช่สิ่งที่เราบังคับได้ เดี๋ยวก็กระทบอารมณ์ดี เดี๋ยวกระทบอารมณ์ร้าย กระทบแล้วก็เกิดความเปลี่ยนแปลง ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 พฤษภาคม 2569 (ช่วงเช้า)
-
973
ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 พ.ค. 2569
"ชาวเถรวาทหลักปฏิบัติมันก็อันเดียวกัน คือเรื่องของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีลสิกขา จุดที่ยากที่สุดก็คืออธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิต เตรียมความพร้อมของจิต ให้พร้อมสำหรับการจะไปเจริญปัญญา เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ก็ถึงบทเรียนสุดท้าย อธิปัญญาสิกขา เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือรูปนามกายใจของเรานี้ รู้ไปเพื่ออะไร ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกายใจ ก็คือเข้าใจความจริงของชีวิตตัวเรานี้ มันจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ถ้ารู้ความจริงของกาย ก็จะปล่อยความยึดมั่นในร่างกาย รู้ความจริงของจิตใจ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 พฤษภาคม 2569
-
972
การเดินปัญญา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 24 พ.ค. 2569
"เวลาเราเดินวิปัสสนา ความดีเกิด สิ่งที่ดีเกิด เราก็เห็นมันเกิดแล้วดับ ความชั่วเกิด มันก็เกิดแล้วก็ดับ เห็นมันเกิดดับๆ มันเท่าเทียมกัน จิตก็เลิกยินดียินร้าย ความสุขเกิด จิตก็ไม่ยินดี ความทุกข์เกิด จิตก็ไม่ยินร้าย ความชั่วเกิด จิตก็เป็นกลาง เมื่อจิตหมดความยินดียินร้าย จิตก็จะหมดความดิ้นรน เมื่อจิตหมดความดิ้นรน จิตก็จะรวมลงๆ เข้าอัปปนาสมาธิ แล้วจิตจะไปเดินปัญญาในสมาธิอยู่ 2-3 ขณะ อันนี้สำหรับคนซึ่งใช้ปัญญานำสมาธิ อย่างพวกเรา มีสติ เกิดสมาธิ มีปัญญาเห็นความจริงเป็นขณะๆ ไป จนกระทั่งจิตมันเข้าสู่ความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง จิตก็หยุดความดิ้นรน เมื่อจิตหยุดความดิ้นรน จิตจะเข้าอัปปนาสมาธิด้วยตัวเอง เข้าแล้วจิตจะไปเดินปัญญา อยู่ในสมาธิ 2-3 ขณะเท่านั้น ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ๆ มันจะทวนกระแสเข้ามาหาตัวจิตผู้รู้ เมื่อมันทวนกระแสเข้ามาถึงตัวจิตผู้รู้ อริยมรรคเกิดขึ้น อาสวกิเลสจะถูกแหวกออก แล้วจิตก็เข้าถึงสภาวะที่พ้นจากความปรุงแต่งคือพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 24 พฤษภาคม 2569
-
971
เจริญสติปัฏฐานจนเกิดปัญญา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 23 พ.ค. 2569
"อาศัยการทำสติปัฏฐาน พอเกิดสติบ่อยๆ สัมมาสมาธิก็เกิด เมื่อสัมมาสมาธิเกิด ปัญญาคือการรู้ความจริงของรูปนามกายใจก็เกิด ฉะนั้นการทำสติปัฏฐาน เบื้องต้นได้สติ แล้วมันจะควบสมาธิมาด้วย สมาธิที่ถูกต้องควบมาด้วยกับสัมมาสติ แล้วสิ่งที่จะได้มาในเบื้องปลาย ของการทำสติปัฏฐานคือปัญญา เห็นความจริงของรูปนามกายใจ ถ้าปัญญาเกิด เห็นความจริงของรูปนามกายใจแล้ว จิตจะคลายความยึดถือ กายนี้มันทุกข์ ใครจะไปหยิบเหล็กเผาไฟแดงๆ เล่น จิตใจคือตัวทุกข์ ใครจะไปยึดถ่านไฟแดงๆ ได้ จิตมันเห็นทุกข์เห็นโทษของตัวขันธ์ 5 ตัวกายตัวใจ ตัวรูปตัวนาม แล้วมันจะหมดความยึดถือ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 พฤษภาคม 2569
-
970
จิตตั้งมั่นแท้จริงแล้วถึงดูจิตได้ละเอียด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 พ.ค. 2569
"คนทั่วไปเวลาโกรธมันจะรู้สึกว่าเราโกรธ นักปฏิบัติเวลาโกรธเราจะเห็นว่า เออ จิตมันกำลังโกรธ ถ้าเราภาวนาเก่งขึ้นเราจะเห็นว่าจิตไม่ได้โกรธหรอก จิตรู้ว่าความโกรธกำลังเกิดขึ้น ตรงที่เราสามารถแยกได้ว่าจิตกับความโกรธเป็นคนละอัน จิตกับความโลภเป็นคนละอัน จิตกับความหลงเป็นคนละอัน จิตกับสุขกับทุกข์เป็นคนละอัน ตัวจิตมันจะเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ คือจิตมันจะตั้งมั่น บริบทสิ่งแวดล้อมอะไรไม่ใช่จิตทั้งหมดเลย ทีนี้พอจิตเราตั้งมั่นได้แท้จริงแล้ว เราถึงจะเดินปัญญาดูจิตได้ละเอียด เราจะเห็นว่าจิตที่ตั้งมั่นก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปคิดก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปดูรูปก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปฟังเสียงก็อยู่ชั่วคราว จิตที่ไปหลงไปดมกลิ่นก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปรู้รสก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปรู้สัมผัสทางร่างกายก็อยู่ชั่วคราว จิตทุกชนิดชั่วคราว เราภาวนาอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเราดูจิตเป็น ก่อนหน้านี้เรายังดูไม่ถึงจิต เราดูได้แค่ตัวเจตสิกคือสิ่งที่ประกอบกับจิต" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 17 พฤษภาคม 2569
-
969
วัตถุประสงค์ของการฝึกสมาธิ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 พ.ค. 2569
"การที่เราฝึกสมาธิเพื่อให้เรามีจิตที่เป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเป็นวัตถุประสงค์หลัก เพราะฉะนั้นบทเรียนในการฝึกสมาธิ ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสงบสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสมาธิสิกขา แต่เรียนเรื่องจิตตสิกขา ฉะนั้นถ้าเรามีสติ อาศัยสติรู้เท่าทันจิตของเราไป แล้วสมาธิอัตโนมัติจะเกิดเอง เมื่อไรสติอัตโนมัติเกิด เมื่อนั้นสมาธิอัตโนมัติจะเกิด พอจิตเรามีสมาธิ ตื่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ทำบ่อยๆ ฝึกกรรมฐานเดิมนั่นล่ะ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้เรื่อยๆ หลงมี 2 แบบ หลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน กับหลงเข้าไปเพ่ง ไปแนบอารมณ์กรรมฐาน รู้ทันอย่างนี้ แล้วจิตมันจะตื่น พอรู้บ่อยๆ จิตที่ตื่นนี้จะค่อยๆ มีกำลังมากขึ้นๆ จิตผู้รู้นี้ จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ถัดจากนั้นเราจะถึงบทเรียนที่สาม ชื่ออธิปัญญาสิกขา อธิปัญญาสิกขานี้คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 16 พฤษภาคม 2569
-
968
ศาสนาพุทธไม่ได้มองโลกแง่ร้าย : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 พ.ค. 2569
"มีคนบางประเทศๆ ได้ยินว่าศาสนาพุทธสอนให้รู้ทุกข์ ตราหน้าศาสนาพุทธเลยว่าเป็นศาสนาที่มองโลกแง่ร้าย เขาบอกฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วหดหู่ พูดอยู่ได้แต่เรื่องทุกข์ มองโลกแง่ร้าย ถามว่ามองโลกแง่ร้ายจริงไหม ไม่จริง ถ้าพระพุทธเจ้าบอกว่าทุกคนมีความทุกข์ ไม่มีทางออกจากทุกข์ นี่มองโลกแง่ร้าย แต่ท่านบอกเลยมีความทุกข์เพราะมีเหตุอย่างนี้ เราสามารถละเหตุตรงนี้ได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ท่านบอกทางออกไว้ให้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องการมองโลกแง่ร้าย แต่มองโลกตามความเป็นจริง เราฝึกๆ ไป ค่อยๆ พัฒนาตัวเองไป มีทาน มีศีล เราก็ได้รับความสุข มีสติปัญญารู้ไป ความสุขก็เป็นของไม่ยั่งยืน สิ่งที่จะยั่งยืนก็คือธรรมะ พยายามมาเจริญสติเจริญปัญญาเรียนรู้ความจริง ของรูป นาม กาย ใจไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่ง จิตมันปล่อยวางกายได้ มันจะไม่ทุกข์เพราะกาย อะไรเกิดขึ้นในกาย จิตไม่ทุกข์ จิตปล่อยวางจิตได้ จิตจะไปกระทบอารมณ์อะไร จิตก็ไม่ทุกข์ ฉะนั้นเราฝึก สุดท้ายจิตมันจะเข้าถึงการปล่อยวาง แล้วก็เข้าถึงความสงบสุขที่แท้จริง นี่คือเส้นทาง ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องมองโลกแง่ร้าย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 พฤษภาคม 2569
-
967
กรรมแก้ไม่ได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 พ.ค. 2569
"เราเป็นชาวพุทธ เราได้ศึกษามาแล้ว กรรมมันแก้ไม่ได้ ถ้าทำกรรมไว้แล้ว ก็ต้องรับผล อย่างเราซุ่มซ่ามเดินหัวไปชนเหลี่ยมเสา หัวแตก จะมาทำพิธีแก้กรรมให้ไม่ชนเสา ก็มันชนไปแล้ว จะไปแก้อะไร มันเป็นอดีต อดีตมันผ่านไปแล้ว มันแก้ไม่ได้ หลวงพ่อได้ยินเรื่องแก้กรรม หลวงพ่อไม่เอาแล้ว รู้ว่าไม่ใช่ชาวพุทธหรอก ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม ใครมาชวนไปแก้กรรม ไม่แก้ ทางที่จะดีสำหรับเรา ที่เวลาอกุศลให้ผล คือทำความดีให้มากขึ้น ทำความดีให้เยอะขึ้น ไม่ใช่หาทางแก้กรรม การที่เราทำกรรมดีให้มากขึ้น มันก็จะเจือจางผลของกรรมเก่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ เหมือนเรามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง เราเอาเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในแก้ว เราชิมน้ำ โอ๊ย น้ำนั้นเค็มมาก ถ้าเราเติมน้ำลงไป เปลี่ยนไปใส่เกลือกำมือหนึ่ง ลงไปในถังน้ำใหญ่ๆ เกลือก็จำนวนเท่าเดิม ไม่ได้ลดจำนวนลง แต่เรากินน้ำนั้นได้ อันนี้ลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่การแก้กรรม เกลือคือกรรมเก่าไม่ได้ลดลง แต่เราทำกรรมใหม่ที่ดีขึ้น เหมือนเราเติมน้ำลงไปเยอะๆ มันก็เจือจางรสของเกลือลงไปก็สามารถกินได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 พฤษภาคม 2569
-
966
การเจริญปัญญา 3 ลักษณะ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 พ.ค. 2569
"การเจริญปัญญาเราทำได้ 3 ลักษณะ อันหนึ่ง ทำสมาธิในขั้นอัปปนาสมาธิ เข้าฌาน แล้วถอยออกจากฌานมาแล้ว มาเดินปัญญา อันที่สอง ใช้สมาธิกับปัญญาควบกัน เราเข้าฌานแล้วไปเจริญปัญญาในฌาน อันที่สาม เราเจริญปัญญาไปด้วยจิตที่มีสมาธิพื้นฐานนี่ล่ะ เจริญปัญญาไปเรื่อยๆ เรียนรู้ความจริงของรูปนามกายใจไป ถึงจุดหนึ่งจิตจะเข้าฌาน อันนี้เป็นปัญญานำสมาธิ ในขณะที่อริยมรรคเกิดไม่ได้เกิดลอยๆ อริยมรรคจะเกิดในฌาน จะต้องมีฌานประกอบ ฉะนั้นคนไหนทำสมาธิระดับฌานได้ก็ทำไป ถ้าชำนิชำนาญในสมาธิอย่างมาก แล้วชำนาญในการดูจิตก็สามารถทำสมาธิกับปัญญาควบกัน แต่คนทั่วไปแบบพวกเรานี้ไม่มีฌาน เราอาศัยสมาธิพื้นฐานที่จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นนี่ล่ะไปเจริญปัญญา เมื่อสติ สมาธิ ปัญญาแก่กล้าพอแล้ว จิตจะเข้าฌานด้วยตัวเอง เราไม่ต้องเข้าฌาน จิตมันเข้าเอง แล้วอริยมรรคก็จะไปเกิดขึ้น มันมี 3 แนวทางในการปฏิบัติ แต่รุ่นนี้มันก็เหลือแต่ทางสุดท้าย คนรุ่นนี้เป็นยุคสมาธิสั้น อาศัยขณิกสมาธิที่จิตตื่นขึ้นเป็นขณะๆ เดินปัญญาไป หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 พฤษภาคม 2569
-
965
วิธีฝึกจิตให้สงบและตั้งมั่น : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 พ.ค. 2569
"หลักของการปฏิบัติ จนเราได้จิตที่ตั้งมั่นอย่างแท้จริงขึ้นมาแล้ว เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง วิธีฝึกจิตให้สงบแล้วก็ตั้งมั่น จิตที่สงบจะมีกำลัง จิตที่ตั้งมั่นจะพร้อมสำหรับการเจริญปัญญา เมื่อจิตตั้งมั่นแต่ไม่สงบเลย ไม่มีแรง มันตั้งได้แวบเดียวก็ล้มไปแล้ว เหมือนเราตั้งไข่ เอาไข่มาตั้ง ตั้งปุ๊บก็ล้ม ฉะนั้นกรรมฐานที่ฝึกจิตทั้ง 2 อย่าง คือฝึกจิตให้สงบ มันจะเกิดกำลัง กับฝึกจิตให้ตั้งมั่น จะพร้อมที่เดินปัญญา 2 อย่างนี้จำเป็นทั้งคู่" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 พฤษภาคม 2569
-
964
ต้องซ้อมในรูปแบบถึงสู้กิเลสไหว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 พ.ค. 2569
"การที่เราทำในรูปแบบ เหมือนเราเข้าค่ายชกมวยเข้าค่ายซ้อม อยู่ๆ ไม่เคยซ้อมมวย ไม่เคยเรียนมวย ไม่เคยเรียนกังฟู ไปชกกับเขาก็ตายเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่เคยฝึกกรรมฐานในรูปแบบ ออกไปอยู่กับในชีวิตจริง กิเลสก็ซัดเราตายเลย เพราะฉะนั้นเวลาการทำในรูปแบบเหมือนเราเข้าค่ายซ้อม เข้าค่ายซ้อมกังฟู พอเราซ้อมเก่ง เรามาอยู่ ชกที่ไหนก็ได้ ต่อยที่ไหนก็ได้ ไม่เลือกที่แล้ว เรียกว่าเราทำในรูปแบบจนเราชำนิชำนาญจิตเราตั้งมั่นแล้ว พอจิตเราตั้งมั่น เราพร้อมที่จะลงสนามรบจริงแล้ว คือมาอยู่ในชีวิตจริงนี้ เวลาเราอยู่ในชีวิตจริงกับอยู่ในการทำกรรมฐานในรูปแบบนี้จะต่างกัน เวลาทำในรูปแบบ เราจะมีอายตนะเล็กน้อยเท่านั้น มีกายกับใจ ส่วนใหญ่มีแค่ร่างกายกับใจ ร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน ใจเป็นคนดู ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง ใจเป็นคนดู มีแค่ร่างกายกับใจส่วนใหญ่ พอในชีวิตจริงมี 6 ช่อง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้า 2 ช่องยังสู้ไม่ไหวเลย 6 ช่องจะไปสู้ได้อย่างไร ศัตรูแค่ 2 ทิศทางเอง สู้ไม่ได้ ไปเจอรอบตัว 6 ทางสู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการทำในรูปแบบถึงสำคัญ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ Eco Hotel by Thammasat 1 พฤษภาคม 2569
-
963
ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 เม.ย. 2569
"ใจเรามีความทุกข์ เพราะใจเราไปแบก ไปหาม ไปยึด ไปถือ มีภาระขึ้นมา มันก็หนัก กลุ้มอกกลุ้มใจ หนักอกหนักใจ ทำอย่างไรมันจะไม่แบก มันจะไม่เข้าไปแบก ไม่หาม ไม่เข้าไปหาม ถ้ามันมีปัญญาเห็นความจริง พระพุทธเจ้าท่านสอน ถ้าเราเข้าไปยึดถือเราก็จะมีความทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่ทุกข์ ทำอย่างไรจะไม่ยึดถือ ก็ต้องเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่น่ายึดถือ ไม่น่ายึดถือ เพราะมันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ไม่น่ายึดถือ เพราะเราบังคับอะไรมันไม่ได้จริง ทำอย่างไรเราจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายมันไม่น่ายึดถือ เราก็ต้องเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง คือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ต้องเห็นความจริงของมัน ถึงจะรู้ว่ามันไม่น่ายึดถือ พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีให้เราแล้ว ให้เราเจริญสติ ทำสติรู้กาย ทำสติรู้ใจเนืองๆ สติคอยรู้กาย สติรู้ใจ เรียกว่าสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นเราต้องทำสติปัฏฐาน คือการเรียนรู้ แล้วเราจะได้เรียนรู้กายใจของตัวเอง ถ้าเรียนรู้ได้ใจก็จะปล่อยวาง ไม่ยึดถือ เมื่อใจปล่อยวางได้ ไม่ยึดถือได้ ใจก็จะไม่ทุกข์ ใจทุกข์เพราะใจยึด ใจยึดเพราะใจมันวางไม่ได้ มันก็จะไปหยิบฉวยเอาไว้ มันวางไม่ได้ เพราะมันไม่มีปัญญาเห็นความจริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 เมษายน 2569
-
962
การศึกษาธรรมะมีบทเรียน 3 บท : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 เม.ย. 2569
"อยากพ้นโลกอยากเหนือโลกเข้าถึงโลกุตตรธรรม เราต้องศึกษาธรรมะ การศึกษาธรรมะมีบทเรียน 3 บท เรื่องของอธิศีลสิกขา เรียนเรื่องศีล เรียนเรื่องจิต เรียนเรื่องการเจริญปัญญา บางทีพูดง่ายๆ บอกศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้คือสิ่งที่ต้องมี แต่อย่างเราจะมีศีล เราก็ต้องมีบทเรียนรู้วิธีรักษาศีล เรียนที่จะรักษาศีลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป บทเรียนที่สอง ชื่ออธิจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิต แล้วสิ่งที่เราได้จากการเรียนเรื่องจิต อันแรกเลยเราได้ความสุขได้ความสงบ อันที่สอง เราได้ความตั้งมั่นของจิต ถ้าจิตเราไม่ตั้งมั่น จิตเราไหลไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา หลงอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันจะไปเจริญปัญญาได้อย่างไร การเจริญปัญญาคือการเรียนรู้ความจริงของชีวิต สิ่งที่เป็นชีวิตของเราก็มีร่างกายกับจิตใจของเรา ฉะนั้นการเจริญปัญญาก็คือการเรียนรู้ความจริงของรูปนามกายใจ มีวิธีการที่เราจะต้องปฏิบัติคือการทำวิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาไม่ใช่การคิด มันมาจากคำว่า "วิ" กับคำว่า "ปัสสนะ" ปัสสนะแปลว่าการเห็น วิแปลว่าแจ้ง เห็นแจ้ง เห็นแจ้งคือ เห็นความจริงอย่างถ่องแท้ของรูปนามกายใจ เรียกว่าเรียนรู้ตัวเองจนสำเร็จแล้ว ถ้าเรียนรู้ตัวเองจนสำเร็จ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองได้ พอไม่ยึดกายไม่ยึดจิต ต่อไปอะไรเกิดขึ้น ในกายเราก็ไม่ทุกข์ อะไรเกิดในจิตใจเราก็ไม่ทุกข์ นี่คือบทเรียนที่เราจะต้องเรียนทั้ง 3 บท" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 19 เมษายน 2569
-
961
เจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้อง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 18 เม.ย. 2569
"ถ้าไม่ได้เจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้อง ไม่รู้สึกตัวหรอก ในโลกมีแต่คนหลง เราเคยชินที่จะหลง จะให้เรามารู้สึก ทำยาก ก็ต้องฝึก ทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่ง ที่เนื่องด้วยกายด้วยใจของเรา ฉะนั้นมีสติ พูดถึงสติเข้าใจยากอีกแล้ว ใครๆ ก็ว่าตัวเองมีสติ มันไม่ใช่หรอก สติทั่วไปกับสัมมาสติไม่เหมือนกัน ความรู้สึกตัวเป็นสภาวะที่จิตตั้งมั่น โดยไม่ได้เจตนา จิตตั้งมั่น มีสติที่เป็นสัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติที่ระลึกรู้รูปนามกายใจ ถ้าไปรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลอันอื่นๆ ก็ยังไม่จัดว่าเป็นสัมมาสติ พระพุทธเจ้าอธิบายสัมมาสติด้วยสติปัฏฐาน 4 เลือกเอา ถนัดอันไหนเอาอันนั้น ที่ง่ายที่สุดคือรู้กาย กายเป็นของหยาบ กายไม่เคยหายไปไหน ไม่เคยหนีไปไหน กายอยู่กับเราทั้งวัน ไม่เหมือนจิต จิตหนีเก่ง ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ไปได้รวดเร็ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 18 เมษายน 2569
-
960
วัตถุประสงค์ของสมถะและวิปัสสนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 เม.ย. 2569
"วัตถุประสงค์ของสมถกรรมฐาน มุ่งไปที่ความสุข ความสงบ ต่อไปก็ตั้งมั่น แล้วก็ใช้เป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนา ส่วนวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เรารู้ถูกเข้าใจถูกเกี่ยวกับชีวิตเราเอง ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ถ้าเข้าใจรูปธรรมนามธรรม ที่ประกอบเป็นกายใจเรา เราก็เข้าใจโลกข้างนอกด้วย โลกข้างนอกก็เป็นรูปธรรมนามธรรม ฉะนั้นเรียนรู้เข้าใจตัวเองได้ เข้าใจชีวิตได้ ก็เข้าใจโลกด้วย เราจะเกิดความปล่อยวาง ความไม่ยึดถือ เมื่อเราไม่ยึดถือ ใจเราก็ไม่มีภาระ ไม่ต้องแบกภาระ ไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ ทั้งสิ้น จิตใจจะมีความสุขอย่างแท้จริง การที่เราทำวิปัสสนา จนเห็นความจริงของรูปนามกายใจ เห็นความจริงของชีวิตเรา ปล่อยวางได้ มันมีความสุขที่อมตะ ถาวร ใจมันเข้าถึงความสุขที่มันไม่หวั่นไหวอะไรอีกแล้ว ความสุขของสมถะเป็นของชั่วคราว ทำแล้วก็ต้องทำอีก มันสุขชั่วคราว เดี๋ยวมันก็วุ่นวายขึ้นมาอีก ก็ต้องฝึกอีก แต่การเจริญปัญญานั้น เมื่อปัญญาเราเกิดแล้ว มันก็ล้างกิเลสไป แล้วไม่ต้องล้างอีกแล้ว ไม่มีกิเลสจะให้ล้างอีกแล้ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 เมษายน 2569
-
959
เห็นทุกข์จนไม่อยากไปเกิดแล้ว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 เม.ย. 2569
"ค่อยๆ ภาวนา เริ่มต้นก็เตาะแตะๆ ล้มลุกคลุกคลานเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครไม่ล้มลุกคลุกคลานหรอก ลำบากไปก่อน ฝึกมากๆ ไป ต่อไปจิตมันก็พัฒนาสูงขึ้นๆ ไป ความทุกข์จะลดลง น้อยลงๆ แล้วมันไปเห็นทุกข์สาหัสอีกทีหนึ่ง ตรงที่มันเห็นจิตเป็นทุกข์ ทุกข์สาหัส ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยเล่าว่า ท่านเห็นกายนี้คือตัวทุกข์ มันทุกข์ขนาดว่าเหมือนภูเขาทั้งลูกลงมาทับ บดขยี้ลงมา มันทุกข์ขนาดนั้นท่านถึงวางได้ บางท่านท่านเห็นจิตคือตัวทุกข์ ทุกข์เหมือนถูกภูเขาลงมาบดขยี้แล้วเลยวางได้ เห็นทุกข์ถึงจะปล่อยวาง ไม่เห็นทุกข์ไม่ปล่อยวาง ไม่เห็นทุกข์เห็นโทษหรอก ภาวนาสู้ตาย สู้จนเห็นทุกข์ เห็นทุกข์แล้วไม่ต้องเรียกร้องหามรรคผลนิพพาน มันเป็นเอง รู้ทุกข์เมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น สมุทัยก็คือตัวตัณหา ตัวอยาก อยากไปเกิด ไม่อยากไปเกิดแล้ว ไม่มีตัณหา เพราะรู้ทุกข์ ไปเกิดที่ไหนก็ทุกข์ทุกที เห็นอย่างนี้มันก็ไม่ยอมไปเกิดแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็จะละสมุทัย ละความอยากได้ สิ้นความอยากเมื่อไรนั่นล่ะ คือนิโรธ นิโรธหรือนิพพาน คือสภาวะที่สิ้นตัณหา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 เมษายน 2569
-
958
นิโรธคือความดับทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 เม.ย. 2569
"นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเราก็เจอปัญหาหนัก มีกุศลวิบากมา เราก็สบายหน่อย ช่วงนี้ชาวโลกเราก็มีอกุศลพร้อมๆ กัน ที่มาเกิดยุคเดียวกัน ก็คงทำกรรมมาร่วมกัน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 เมษายน 2569
-
957
ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 เม.ย. 2569
"ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ ไม่เสียชาติเกิด เราไม่เสียชาติเกิด สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 เมษายน 2569
-
956
กรรมฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 เม.ย. 2569
"การภาวนาไม่เห็นมันจะยากอะไรเลย ทำอย่างนี้ก็ได้ ทำอย่างนี้ก็ได้ ที่ทำไม่ได้ มันทำไม่ถูกเรื่อง อย่างทำสมถะอย่างนี้ ไม่รู้จักเลือกอารมณ์ที่เหมาะกับตัวเอง เห็นเพื่อนเขาทำอย่างนี้ เราก็จะทำตามเขา เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ที่นี่หลวงพ่อเลยไม่เคยจัดคอร์ส เพราะหลวงพ่อสอนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จัดคอร์สมันก็ต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน ตอนนี้นั่งสมาธิ ตอนนี้เดินจงกรม ตอนนี้ทำอย่างนั้น ตอนนี้ทำอย่างนี้ ทุกคนทำแบบเดียวกัน มันไม่ได้ผลจริง เพราะจริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน ทำอย่างนี้บางคนดี ทำอย่างนี้บางคนไม่ดี ทำแล้วไม่ดี หลวงพ่อก็เลยไม่ได้สอนให้มีคอร์ส ครูบาอาจารย์รุ่นก่อน ที่หลวงพ่อศึกษาเล่าเรียนด้วย ท่านก็ไม่ได้จัดคอร์ส เพราะท่านก็เข้าใจอยู่ จริตนิสัยคนมันแตกต่างกัน ไปเอามาทำแบบเดียวกัน มันไม่ได้ผล ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง กรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา สังเกตตัวเองไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 เมษายน 2569
-
955
รากของตัณหาคือความไม่รู้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 มี.ค. 2569
"การที่จิตเราเที่ยวแสวงหาภพไปเรื่อยๆ แล้วก็ก่อภพ ก่อชาติ ก่อทุกข์ไปเรื่อยๆ เพราะความอยากมันผลักดัน ตัณหาคือความอยากเป็นตัวสร้างภพ สร้างชาติ สร้างทุกข์ วิธีที่เราจะจัดการกับตัณหาไม่ใช่ไปห้ามมัน รากของตัณหาคือความไม่รู้ความจริง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 หรือตัวอวิชชา เพราะฉะนั้นรากของตัณหารากของความอยากก็คือตัวอวิชชา เราไม่รู้ความจริง ฉะนั้นอยากทำลายความอยากถาวรก็ต้องเรียนรู้ความจริง จนจิตเกิดวิชชาขึ้น รู้แจ้งอริยสัจรู้ความจริง ถ้าจิตรู้แจ้งอริยสัจแล้ว ตัณหาจะไม่เกิดอีก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 มีนาคม 2569
-
954
นิพพานมีจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 มี.ค. 2569
"พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 มีนาคม 2569
-
953
ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มี.ค. 2569
"พวกเราก็ต้องดูตัวเอง เราควรทำสมถะด้วยอะไร ควรทำวิปัสสนาแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า "ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการ คือสมถะและวิปัสสนา" ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเรื่อยๆ แล้วนึกว่าจะดี ไม่ได้มีปัญญาประกอบ ไม่ได้มีปัญญาตัวนี้ เป็นสัมปชัญญะ รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง หลักของสมถะ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ อารมณ์อะไรที่จิตไปอยู่แล้วมีความสุข เอาอารมณ์อันนั้นมาให้จิตรู้ เป็นเครื่องให้จิตรู้ แล้วรู้อย่างไร รู้ไปสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก รู้อย่างเดียว รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคิด หลวงพ่อพุธท่านบอก "สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" ฉะนั้นอย่างเราจะทำสมถะ แล้วเราจงใจจะให้สงบ รับรองว่าไม่สงบ ตรงที่จงใจทำอันนั้น จงใจทำอันนี้ จิตมันมีโลภะ มันไม่เกิดสติจริง แล้วพอมันมีโลภะ มันก็จะเกิดการแสวงหา เกิดความดิ้นรนของจิต ที่จะให้จิตสงบ ก็เมื่อตั้งหน้าตั้งตาดิ้นรนแล้ว มันจะสงบได้อย่างไร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 มีนาคม 2569
-
952
หมดอยากก็หมดทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มี.ค. 2569
"ต้นตอรากเหง้าของความอยากที่แท้จริง คือการไม่รู้ความจริงของชีวิต เพราะเราไม่รู้ความจริงของชีวิต เราไม่ยอมรับความจริงของชีวิต เราก็เกิดความอยาก ทันทีที่เกิดความอยาก จิตใจก็ไม่สงบแล้ว จิตใจก็ดิ้นรนวุ่นวาย ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา ฉะนั้นการที่เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ตัวนี้เรียกว่าอวิชชา เป็นรากเหง้าทำให้เกิดตัณหา เกิดความอยาก ความอยากก็ทำให้เกิดความดิ้นรนของจิตใจ ความดิ้นรนของจิตใจเกิดขึ้น จิตใจก็มีความทุกข์ ถ้าเราภาวนาเยอะๆ เวลาที่เรามีความสุข หรือเราสนุกสนานอะไรขึ้นมา ถ้าเราสังเกตใจของเราให้ดี เราจะเห็นว่าใจเรากระเพื่อมหวั่นไหว เวลาที่มีความสุข ใจยังมีภาระเกิดขึ้นเลย ใจไม่ได้มีความสุขจริง ใจทำงานทั้งวันทำงานทั้งคืน เหน็ดเหนื่อยที่สุดเลย ร่างกายเราทำงาน 8 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง เราก็ได้พักแล้ว แต่จิตใจทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดเลย นอนหลับไปยังฝันเลย ฉะนั้นจิตใจมันทุกข์สาหัส" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มูลนิธิเพื่อการเผยแผ่ธรรมภาคภาษาจีน 20 มีนาคม 2569
-
951
จิตผู้รู้คือตัวทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 มี.ค. 2569
"วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือ จิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระดับหนึ่ง จิตจะปล่อยวางจิตได้ แล้วก็จะหยิบฉวยจิตอีก ต้องเห็น ทุกข์ ทุกขสัจ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน เห็นทุกขสัจ จิตคือตัวทุกข์ ถ้าภาวนาเราจะพบครูบาอาจารย์ท่านสอน ท่านไม่เห็นตัวไหนมีความทุกข์เหมือนตัวจิตผู้รู้เลย จิตผู้รู้เป็นตัวที่ทุกข์ที่สุด ถ้าพวกเราภาวนา เราจะพบจิตผู้รู้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป คือจะทิ้งขันธ์ทั้งหมดได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 15 มีนาคม 2569
We're indexing this podcast's transcripts for the first time — this can take a minute or two. We'll show results as soon as they're ready.
No matches for "" in this podcast's transcripts.
No topics indexed yet for this podcast.
Loading reviews...
ABOUT THIS SHOW
ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.
HOSTED BY
dhamma.com
CATEGORIES
Loading similar podcasts...