4 คลังพระสูตร podcast artwork

PODCAST · religion

4 คลังพระสูตร

ดื่มด่ำ ซึมซาม ด้วยการฟังบทพยัญชนะที่มีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด เป็นข้อมูลโดยตรงจากพระสูตรในพระไตรปิฏก เพื่อให้มีการตกผลึกความคิด เกิดเป็นความคลองปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็นได้. New Episode ทุกวันพฤหัส เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Publisher-supplied feed metadata · PodParley refreshed Jun 13, 2026 · Source feed

  1. 412

    การปฏิบัติธรรม- จูฬธัมมสมาทานสูตรและมหาธัมมสมาทานสูตร [6929-4s]

    สูตร#1 จูฬธัมมสมาทานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน เพื่อให้ภิกษุทราบว่าการสมาทานธรรมมี 4 แบบ ซึ่งการสมาทานธรรม หมายถึง การนำธรรมมาปฏิบัติ โดยทรงอธิบายแต่ละแบบโดยละเอียด และยกอุปมาโวหารประกอบ ทรงถือเอาความทุกข์และความสุขในขณะปฏิบัติ กับความทุกข์และความสุขที่เป็นผลแห่งการปฏิบัติเป็นเกณฑ์ เกณฑ์สูงสุด คือ ความสุขในสุคติโลกสวรรค์สูตร#2 มหาธัมมสมาทานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ทรงยกการสมาทานธรรม 4 แบบ ดังที่แสดงไว้ในจูฬธัมมสมาทานสูตร แต่ทรงแยกอธิบาย คือบุคคลผู้ไม่รู้จักการสมาทานธรรมทั้ง 4 แบบตามความเป็นจริง ชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชาทำให้ไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรเสพ สิ่งไหนไม่ควรเสพ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา เป็นต้น เจริญขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา เป็นต้น เสื่อมไป แต่ถ้ารู้การสมาทานธรรมทั้ง 4 แบบตามเป็นจริง ชื่อว่ามีวิชชา ก็จะเป็นเหตุให้รู้ว่าสิ่งไหนควรเสพ สิ่งไหนไม่ควรเสพ ทำให้ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา เป็นต้น เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา เป็นต้น เจริญขึ้น และทรงอธิบายการสมาทานธรรมทั้ง 4 แบบโดยการปฏิบัติธรรมที่เป็นอกุศลกรรมบท 10 และกุศลกรรมบท 10 หลังจากตายจะได้รับผลเป็นทุคติและสุคติ และทรงยกอุปมาของการสมาทานธรรม 4 ประการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  2. 411

    รักมาก ทุกข์มาก - วิสาขาสูตร, สัลลสูตร และอนมตัคคสังยุต หมวดที่๒[6928-4s]

    สูตร#1 วิสาขาสูตร ทรงตรัสแก่นางวิสาขา ขณะประทับที่บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ เรื่องที่นางวิสาขา กราบทูลเรื่องหลานสาวเสียชีวิต ทำให้มีความเศร้าโศกอย่างมาก และยังปารถนาที่จะมีลูกหลานมาก จึงทรงตรัสเตือนว่า ผู้ที่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ๑๐๐ ก็มีความทุกฃ์ ๑๐๐ … ผู้ไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก จึงไม่ทุกข์สูตร#2 สัลลสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงการรับมือกับความทุกข์ระหว่าง ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ กับพระอริยสาวกผู้ได้สดับ เปรียบเทียบกับการถูกยิงด้วยลูกศรสูตร#3 ทุคคตสูตร (อนมตัคคสังยุต หมวดที่๒) ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงความยาวนานของสังสารวัฏนี้ เมื่อเห็นเราบุคคลผู้มีความทุกข์มีมือและเท้าไม่สมประกอบ พึงสันนิษฐานว่า ‘แม้เราทั้งหลายก็เคยเสวยความทุกข์เช่นนี้มาแล้ว โดยกาลนานสูตร#4 สุขีตสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงความยาวนานของสังสารวัฏนี้ เมื่อเราเห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงสันนิษฐานว่า แม้เราทั้งหลายก็เคยเสวยความสุขเช่นนี้มาแล้ว โดยกาลนานสูตร#5 ติงสมตสูตร ทรงตรัสถึงความยาวนานของสังสารวัฏนี้แก่ภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐ รูป ซึ่งทรงเห็นว่ามีคุณธรรมที่จะหมดสิ้นอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้สูตร#6 อนมตัคคสังยุต หมวดที่ ๒ สูตร๔-๙ ทรงตรัสถึงความเกี่ยวข้องกันของสัตว์ในความยาวนานของสังสารวัฏนี้ ซึ่งสัตว์ผู้ไม่เคยเกี่ยวข้อง เป็นมารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตรธิดา มิใช่หาได้ง่ายเลยสูตร#7 เวปุลลปัพพตสูตร ทรงตรัสเล่าถึงผู้คนในอดีตเคยเรียกภูเขาต่างๆ ในราชคฤห์ด้วยชื่อที่แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันภูเขาเหล่านั้นได้หายไปหมดแล้วสูตร#8 ปัพพโตปมสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตรัสถามถึงกิจที่พระราชาพึงขวนขวาย พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เมื่อมหาภัยอันร้ายกาจที่ทำให้มนุษย์พินาศบังเกิดขึ้น อะไรที่พระองค์จะพึงทรงกระทำในภาวะแห่งมนุษย์ที่ได้แสนยาก พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า สิ่งที่ควรทำคือการประพฤติธรรมการประพฤติสม่ำเสมอ การสร้างกุศล การทำบุญสูตร#9 ภยสูตร ว่าด้วยเรื่องภัยใหญ่ คือ ภัยที่ปุถุชนเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย ได้แก่ภัยจากไฟไหม้ใหญ่ ภัยจากน้ำท่วมใหญ่ และภัยจากโจรปล้นใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุให้บุตรพลัดพรากจากมารดา แต่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภัยใหญ่ดังกล่าวยังเป็น สมาตาปุตติกภัย คือ ภัยที่ยังพอมีโอกาสให้บุตรพบกับมารดาได้บ้าง แต่ภัยใหญ่ต่อไปนี้ มารดาและบุตรไม่สามารถจะห้ามมิให้เกิดขึ้นแก่กันและกันได้เลยคือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย จึงตรัสเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย หนทางที่จะให้ล่วงพ้นภัย 2 อย่างนี้ คืออริยมรรคมีองค์ 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  3. 410

    จิตบริสุทธิ์ -อุปักกิเลสสูตร และวัตถูปมสูตร [6927-4s]

    สูตร#1 อุปักกิเลสสูตร พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายในกรุงโกสัมพี เกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลเรื่องนี้ ได้ทรงเข้าไปห้ามแต่ไม่เชื่อฟัง จึงทรงเสด็จจากมาแล้วเสด็จไปเยี่ยมท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละที่ป่าปาจีนวังสทายวัน ซึ่งอยู่กันด้วยความสามัคคี ได้ทรงสนทนาและตรัสถามถึงญาณทัสสนะของพระเถระทั้ง 3 รูป แล้ว จึงตรัสเล่าการปฏิบัติของพระองค์ ซึ่งทรงพบอุปสรรคเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ทรงพิจารณาจนเห็นอุปกิเลส 11 ประการ ที่เป็นเหตุให้เป็นเช่นนั้น และเมื่อทรงละอุปกิเลสได้ จึงทรงเจริญสมาธิ 3 ประการได้ ญาณทัสสนะจึงเกิดขึ้นแก่พระองค์สูตร#2 วัตถูปมสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เชตวัน ซึ่งมี สุนทริกภารทวาชปริพาชก นั่งฟังอยู่ด้วย และทรงทราบว่าปริพาชกนี้เชื่อถือลัทธินหานสุทธิ คือ เชื่อว่าความบริสุทธิ์มีได้เพราะการอาบน้ำลอยบาป จึงทรงแสดงธรรมให้เป็นไปตามอัธยาศัยของปริพาชกนี้ ซึ่งทรงตรัสสอนปริพาชกนี้ว่า คนที่ทำกรรมชั่วไว้แล้ว ถึงจะไปอาบน้ำที่ไหนก็หาทำให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ไม่ แล้วตรัสสอนให้อาบน้ำในศาสนาของพระองค์ เมื่อตรัสจบ สุนทริกภารทวาชปริพาชกประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ทูลขอบรรพชาอุปสมบทและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อมา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  4. 409

    สังสารวัฏ - อนมตัคคสังยุต (ติณกัฏฐสูตร เป็นต้น) [6926-4s]

    สูตร#1 ติณกัฏฐสูตร ว่าด้วยหญ้าและท่อนไม้ ทรงแสดงว่าสังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบว่า แม้จะเอาหญ้าท่อนไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ในชมพูทวีปมารวมกันแล้วทำเป็นมัด โดยสมมติแต่ละมัดว่าเป็นมารดาบิดา จนกระทั่งใบไม้เหล่านั้นหมดไป ก็ไม่สามารถนับมารดาบิดาเหล่านั้นได้ครบสูตร#2 ปฐวีสูตร ว่าด้วยแผ่นดิน ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับแผ่นดินว่า แม้จะเอาแผ่นดินมาปั้นเป็นก้อนเท่ากับเมล็ดกระเบา จนกระทั่งแผ่นดินนั้นหมดไป ก็ไม่สามารถนับมารดาบิดาเหล่านั้นได้ครบสูตร#3 อสุสูตร ว่าด้วยน้ำตา ทรงแสดงว่า สังสารวัฏเบื้องตันและบื้องปลายรู้ไม่ได้ทรงปรียบเทียบกับน้ำตาที่มนุษย์ร้องไห้เพราะพลัดพรากจากมารดา บิดา เป็นต้นตลอดระยะเวลายาวนาน มีมากว่านํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔สูตร#4 ขีรสูตร ว่าด้วยน้ำนม ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับน้ำนมที่มนุษย์ทั้งหลายดื่มกินตลอดระยะเวลายาวนาน มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔สูตร#5 ปัพพตสูตร ว่าด้วยภูเขา ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอัน มีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับภูเขาศิลาแท่งทึบลูกใหญ่ ทุก ๆ ๑๐๐ ปี จะมีบุรุษเอาผ้าเนื้อละเอียดมาลูบภูเขา๑ ครั้ง ทำอยู่อย่างนี้จนภูเขานั้นราบเรียบเสมอแผ่นดิน ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถเทียบกับกัปหนึ่งได้สูตร#6 สาสปสูตร ว่าด้วยเมล็ดผักกาด ทรงแสดงว่า สังสารวัฏ อันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับนครที่มีความยาว ๑ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ในนครนั้นเต็มไปด้วยเมล็ดผักกาด บุรุษหยิบเมล็ดผักกาดออกจากเมืองนั้น๑๐๐ ปีต่อ๑ เมล็ด ทำอยู่อย่างนั้นจนเมล็ดผักกาดหมด ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถเทียบกับอายุของกัปหนึ่งได้สูตร#7 สาวกสูตร ว่าด้วยพระสาวก ทรงแสดงว่า สังสารวัฏ อันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับสาวก ๔ รูป ซึ่งมีอายุ ๑๐๐ ปี สมมติว่า สาวก ๔ รูปนั้นระลึกย้อนหลังไปได้วันละ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ถึงกระนั้น กัปที่พวกเธอระลึกไปไม่ถึงก็ยังมีอยู่มากสูตร#8 คังคาสูตร ว่าด้วยแม่น้ำคงคา ทรงแสดงว่า สังสารวัฏ อันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับเม็ดทรายในมหาสมุทรที่มนุษย์ถือว่าไม่สามารถนับได้ ถึงกระนั้น ก็ยังนับง่ายกว่าการนับกัปเสียอีกสูตร#9 ทัณฑสูตร ว่าด้วยท่อนไม้ ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ ย่อมตกลงมาไม่แน่นอน คือบางครั้งตกลงทางโคน บางครั้งตกลงทางขวาง บางครั้งก็ตกลงทางปลายชีวิตของสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏก็ไม่แน่นอนเช่นกัน สูตร#10 ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล ทรงแสดงว่า ชีวิตของ สัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ หากนำโครงกระดูกมารวมกันจะมีกองใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละสูตร#11 ปิยชาติกสูตร ทรงแสดงแก่คหบดีคนหนึ่งที่โศกเศร้าอย่างหนักเพราะบุตรชายอันเป็นที่รักได้เสียชีวิตลง จึงได้ตรัสสอนความจริงข้อนี้ ว่า ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นใจ ทั้งหมดนี้มีเกิดมาจากสิ่งเป็นที่รัก มีสิ่งเป็นที่รักเป็นแดนเกิด แต่คหบดีกลับปฏิเสธและเห็นพ้องกับพวกนักเลงการพนันว่าความรักนำมาซึ่งความสุขและความเพลิดเพลิน เรื่องราวดังกล่าวลุกลามไปถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกาเทวี ซึ่งพระนางมัลลิกาเทวีทรงเป็นผู้มีปัญญาและศรัทธา จึงทรงช่วยชี้แนะให้พระสวามีเห็นจริงตามพุทธดำรัส และยอมรับว่า ความรักนำพาทุกข์มาให้สูตร#12 ฐานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ ๕ ประการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  5. 408

    ธรรมที่ไม่มีกิเลส - อรณวิภังคสูตร และนิพเพธิกสูตร [6925-4s]

    สูตร#1 อรณวิภังคสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี โดยมีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่านั้นปฏิบัติตามธรรมที่ไม่มีกิเลส เว้นธรรมที่มีกิเลสสูตร#2 นิพเพธิกสูตร ว่าด้วยธรรมบรรยายที่เป็นเหตุชำแรกกิเลส ทรงสอนให้ภิกษุทั้งหลายทราบสภาวธรรมต่าง ๆ รวม 6 ประการดังนี้ (1) กาม เหตุเกิดแห่งกาม ความต่างกันแห่งกาม ความดับแห่งกาม ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกาม (2) เวทนา... (3) สัญญา... (4) อาสวะ... (5) กรรม... (6) ทุกข์... ทรงอธิบายขยายความแต่ละประการอย่างพิสดาร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  6. 407

    แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม - ทุติยอุคคสูตร ทุติยหัตถกสูตร กามโภคีสูตร อานัณยสูตร อันธสูตร ทุติยปาปณิกสูตร และทุติยสัมปทาสูตร [6924-4s]

    สูตร#1 ทุติยอุคคสูตร(เล่มที่ ๒๓) ว่าด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์ของอุคคคหบดี โดยทรงพยากรณ์ว่าอุคคคหบดีเป็นผู้มีความอัศจรรย์และน่าเลื่อมใสในธรรม 8 ประการสูตร#2 ทุติยหัตถกสูตร(เล่มที่ ๒๓) ว่าด้วยการสร้างความสามัคคีและการบริหารบริวารของหัตถกอุบาสก ทรงตรัสถามถึงวิธีที่เขาใช้ผูกใจและดูแลบริวารหมู่ใหญ่จนเกิดความสามัคคี หัตถกอุบาสกราบทูลว่า เขาใช้หลัก สังคหวัตถุ ๔ ในการสงเคราะห์ผู้คน ทรงตรัสรับรองและทรงยกย่องและชื่นชมคุณธรรมอันน่าอัศจรรย์ ๘ ประการของเขาด้วยสูตร#3 กามโภคีสูตร(เล่มที่ ๒๔)กามโภคีบุคคล หมายถึงผู้ครองเรือน หรือคฤหัสถ์ ทรงจำแนกกามโภคีบุคคลที่เป็นอุบาสกออกเป็น ๑๐ ประเภท และทรงแสดงหลักเกณฑ์สำหรับพิจารณาอุบาสกว่าควรติเตียน ๔ ประการ ส่วนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าควรสรรเสริญ มีนัยตรงข้ามกันสูตร#4 อานัณยสูตร(เล่มที่ ๒๑) ทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ว่าด้วยสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ ซึ่งเป็นสุขของคฤหัสถ์อย่างหนึ่งใน ๔ อย่างสูตร#5 อันธสูตร(เล่มที่ ๒๐) ทรงแสดงถึงบุคคล ๓ จำพวกที่มีอยู่ในโลก คือ บุคคลตาบอด บุคคลตาเดียว และบุคคลสองตาทรงตรัสว่า บุคคลควรเว้นให้ห่างไกลจากบุคคลตาบอดและบุคคลตาเดียว แต่ควรคบบุคคลสองตาที่ประเสริฐที่สุดสูตร#6 ทุติยปาปณิกสูตร(เล่มที่ ๒๐) ทรงแสดงคุณสมบัติของพ่อค้า ๓ ประการ ไม่นานนักก็ถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไพบูลย์ในโภคทรัพย์ และเปรียบเทียบคุณสมบัติของภิกษุ ๓ ประการ ที่ไม่นานนักก็บรรลุความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไพบูลย์ในกุศลธรรมสูตร#7 ทุติยสัมปทาสูตร(เล่มที่ ๒๓) ทรงแสดงสัมปทา(ความถึงพร้อม) ๘ ประการโดยพิสดาร Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  7. 406

    ผู้ชำนาญวิถีทางแห่งวิตก-วิตักกสัณฐานสูตรและเทวธาวิตักกสูตร [6923-4s]

    สูตร#1 วิตักกสัณฐานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เชตวัน ว่าด้วยอุบายกำจัดอกุศลวิตก คือวิธีพิจารณาละวิตกฝ่ายอกุศล และตัวอย่างเปรียบเทียบ ๕ ประการ ที่เมื่อละได้แล้ว จะทำให้จิตตั้งมั่น สงบ เกิดสมาธิขึ้น ตัดตัณหา ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้สูตร#2 เทวธาวิตักกสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เชตวัน ว่าด้วยวิตก ๒ ประเภท (ความคิด ๒ ประเภท) คือ กุศลวิตก และอกุศลวิตก ด้วยการมีสติแยกแยะความคิดที่เป็นอกุศล ว่าเกิดขึ้นแล้ว และกำจัดความคิดที่เป็นอกุศลออกไป ตั้งดำรงความคิดที่เป็นกุศลไว้ จะทำให้จิตไปตามทาง คือ มรรค สามารถทำสมาธิ ปัญญาให้แจ้ง และบรรลุธรรมได้สูตร#3 สัจจวิภังคสูตร (เสริม) พระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่าด้วยการอธิบายและจำแนก อริยสัจ ๔ อย่างละเอียด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  8. 405

    ประโยชน์จากโภคทรัพย์ -มุณฑราชวรรค (อาทิยสูตร เป็นต้น)[6922-4s]

    สูตร#1 อาทิยสูตร (ข้อที่ ๔๑)ทรงแสดงแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ว่าด้วยประโยชน์ที่จะพึงถือเอาจากโภคทรัพย์ ๕ ประการ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรและสุจริตชอบธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินชีวิต ต่อให้ทรัพย์นั้นจะต้องหมดสิ้นไป ก็จะไม่เดือดร้อนใจ เพราะได้ใช้ทรัพย์นั้นทำประโยชน์อย่างคุ้มค่าและถูกต้องแล้วสูตร#2 สัปปุริสสูตร (ข้อที่๔๒) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วย การเกิดมาของสัตบุรุษ (คนดี) เพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มากสูตร#3 อิฏฐสูตร (ข้อที่ ๔๓) ทรงแสดงแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา ๕ ประการ และวิธีที่จะได้มาอย่างถูกต้องสูตร#4 มนาปทายีสูตร (ข้อที่ ๔๔) ทรงแสดงแก่อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลี ซึ่งนำสิ่งของอันเป็นที่น่าพอใจและประณีตของตนเองหลายประการมาน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเคารพ ทรงรับเครื่องบริจาคเหล่านั้นด้วยความอนุเคราะห์ และได้ทรงแสดงธรรมเทศนาอนุโมทนาในความเสียสละของคหบดี ทรงตรัสหลักธรรมสำคัญว่า "ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ"สูตร#5 ปุญญาภิสันทสูตร (ข้อที่๔๕) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยเรื่อง "ห้วงบุญกุศล ๕ ประการ" อันเป็นทางมาแห่งความสุข ความเจริญ และการได้ไปบังเกิดในสวรรค์สูตร#6 สัมปทาสูตร (ข้อที่ ๔๖) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยความถึงพร้อม ๕ ประการสูตร#7 ธนสูตร (ข้อที่ ๔๗) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยทรัพย์ ๕ ประการสูตร#8 ฐานสูตร (ข้อที่ ๔๘) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ ๕ ประการสูตร#9 โกสลสูตร (ข้อที่ ๔๙) ทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยที่พระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงฐานะ ๕ ประการนี้ อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้สูตร#10 นารทสูตร (ข้อที่ ๕๐) พระนารทะแสดงธรรมแก่พระเจ้ามุณฑะ ที่ทรงโศกเศร้าอย่างหนักจนไม่ยอมปฏิบัติราชกรณียกิจ หลังจากพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รักได้สวรรคตไป มหาอำมาตย์จึงได้กราบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จไปรับฟังธรรมจากพระนารทะ ณ กุกกุฏาราม เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ใจ พระนารทะได้แสดงธรรมเกี่ยวกับ "ฐานะ ๕ ประการ" ที่ใครๆในโลกไม่พึงได้ โดยให้พิจารณาตามความเป็นจริงเพื่อถอนลูกศรคือความโศกเศร้า ทำให้พระเจ้ามุณฑะทรงคลายทุกข์และกลับมาเข้มแข็งได้ในที่สุด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  9. 404

    ธรรมผู้ครองเรือน - สิงคาลกสูตร , จัมมสาฏกชาดก[6921-4s]

    สูตร#1 สิงคาลกสูตร ทรงแสดงแก่มาณพชื่อสิงคาลกะ ขณะเสด็จออกจากพระเวฬุวันจะเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ เพื่อทรงแนะนำให้ไหว้ทิศตามแบบของอริยวินัย ทรงทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกมาณพกำลังไหว้ทิศอยู่แต่เช้าตรู่ มีผมและผ้าเปียกปอน จึงตรัสถามเพื่อชวนสนทนาว่า กำลังทำอะไร เขากราบทูลว่า กำลังไหว้ทิศตามคำสั่งของบิดาก่อนบิดาจะตาย จึงตรัสว่า ในอริยวินัยเขาไม่ได้ไหว้ทิศกันแบบนี้ เขาทูลถามว่า ในอริยวินัย เขาไหว้ทิศกันอย่างไร ทรงตรัสตอบและอธิบายให้ฟัง จบธรรมบรรยายสิงคาลกมานพมีความเลื่อมใสได้แสดงตนเป็นอุบาสก นับถือพระรัตนตรัยไปตลอดชีวิตสูตร#2 จัมมสาฏกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าบัณฑิต ได้เตือนปริพาชกชื่อ จัมมสาฏกะไม่ให้ยกย่องแพะ ด้วยการเห็นมันเพียงครู่เดียว เพราะเข้าใจว่าการที่มันย่อตัวลง หมายถึงมันแสดงความนอบน้อมต่อตน แต่จริงๆมันกำลังตั้งท่าจะขวิดเต็มที่ ท่านไม่เชื่อจึงถูกแพะขวิดจนตาย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  10. 403

    ธรรมสำหรับผู้ป่วย - มหานามสูตร, คิลานสูตร, ปฐมอุปัฏฐากสูตร, ปฐมอนายุสสาสูตร และธนัญชานิสูตร [6920-4s]

    สูตร#1 มหานามสูตร (เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๒๕) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะซึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเหตุให้ได้ชื่อว่าอุบาสก เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ถือว่ามีศีล เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง แต่ไม่เกื้อกูลผู้อื่น เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและเกื้อกูลผู้อื่น ทรงตรัสแสดงในรายละเอียดสูตร#2 คิลานสูตร (เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๒๒) ว่าด้วยคนไข้ ๓ จำพวก เปรียบเทียบกับบุคคลในโลก ๓ จำพวกสูตร#3 คิลานสูตร (เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๓๗๕) ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระประชวร ขณะเข้าจำพรรษาอยู่ ณ เวฬุวคาม เขตกรุงเวสาลี ทรงประชวรอย่างรุนแรง ท่านพระอานนท์เห็นแล้วกราบทูลว่า รู้สึกหนักใจแต่มาเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า พระองค์ยังไม่ตรัสพุทธพจน์อย่างใดอย่างหนึ่งกับภิกษุสงฆ์ก็คงจักไม่ปรินิพพานเป็นแน่ ทรงตรัสตอบว่า ไม่ควรหวังอะไรในพระองค์เพราะทรงแสดงธรรมไว้แจ่มแจ้งแล้วและทรงสอนให้มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่งด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการสูตร#4 คิลานสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๑๒๑) ว่าด้วยธรรมสำหรับภิกษุไข้ หมายถึงธรรมที่มีผลให้ภิกษุบรรลุเจโตวิมุตติในเวลาไม่นาน มี ๕ ประการสูตร#5 ปฐมอุปัฏฐากสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๑๒๓) ว่าด้วยภิกษุไข้ที่พยาบาลได้ยากและง่าย แต่ละอย่างประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงข้ามกันสูตร#6 ทุติยอุปัฏฐากสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่๑๒๔) ว่าด้วยภิกษุผู้ควรและไม่ควรพยาบาลภิกษุไข้ แต่ละอย่างประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงข้ามกันสูตร#7 ปฐมอนายุสสาสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่๑๒๕) ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้อายุสั้นและอายุยืน แต่ละอย่างประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงข้ามกัน (ในทุติยอนายุสสาสูตร เหตุให้อายุยืนเพิ่ม มีศีล และมีกัลยาณมิตรสูตร#8 คิลานสูตร (เล่มที่ ๑๙ ข้อที่๑๐๕๐) ว่าด้วยอุบาสกป่วย ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ ที่ได้เขาไปทูลถามว่า อุบาสกผู้มีปัญญา (พระโสดาบัน) จะกล่าวสอนอุบาสกผู้มีปัญญาซึ่งเจ็บป่วยได้หรือไม่ ตรัสตอบว่า สามารถปลอบใจได้ด้วยธรรม ๔ ประการสูตร#9 ธนัญชานิสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อธนัญชานิ ผู้ประพฤติมิชอบด้วยการเบียดบังพระราชาและเบียดเบียนประชาชน เมื่อท่านพระสารีบุตรทราบว่าธนัญชานิพราหมณ์เป็นผู้ประมาท ท่านได้ไปโปรดเตือนสติและแสดงธรรมให้ฟังโดยยกธรรมขึ้นมาให้เห็นว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุเงื่อนไขปัจจัยใดในการดำเนินชีวิตก็ตาม ผู้ประพฤติธรรมและประพฤติสม่ำเสมอย่อมประเสริฐกว่าผู้ประพฤติอธรรมและประพฤติไม่สม่ำเสมอ และในตอนจบธนัญชานิพราหมณ์ตายไป สถิตย์ในสวรรค์ชั้นพรหม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  11. 402

    พึ่งตน พึ่งธรรม -จักกวัตติสูตร [6919-4s]

    จักกวัตติสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุ ตรัสสอนให้ พึ่งตนพึ่งธรรม ไม่พึ่งสิ่งอื่น ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 เพราะการพึ่งตนพึ่งธรรม ทำให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ และให้ประพฤติธรรมอันเป็นโคจรที่สืบเนื่องมาจากบิดา (พระองค์เอง) บุญกุศลจะเจริญยิ่งขึ้น มารจะขัดขวางไม่ได้ และได้ตรัสอธิบายถึง การที่จะมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิและความเสื่อมไปของพระเจ้าจักรพรรดิ เหตุความเสื่อมไปของอายุขัยของมนุษย์ถึงสมัยหนึ่งที่มนุษย์มีอายุขัยแค่10 ปี จนกระทั่งถึงคราวที่มนุษย์กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งมีอายุมากขึ้นอีก มีพระพุทธเจ้านามว่า เมตไตรย เสด็จอุบัติขึ้นในโลก จะทรงสั่งสอนธรรมอย่างเดียวกับพระองค์ในบัดนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  12. 401

    เครื่องอยู่ของจิต - ปฐมมหานามสูตร, ทุติยมหานามสูตร, นันทิยสูตร, คิลานสูตร และธัมมทินสูตร [6918-4s]

    สูตร#1 ปฐมมหานามสูตร (เล่มที่ ๒๔) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะชื่อมหานามะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค และทรงตรัสถามพระผู้มีพระภาคว่า พระองค์จะต้องมีธรรมอะไรเป็นเครื่องอยู่ ทรงตรัสตอบว่า ให้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แล้วเจริญธรรม ๖ ประการคือ อนุสสติ ๖ ให้ยิ่งขึ้นไปสูตร#2 ทุติยมหานามสูตร มีหมวดธรรมเดียวกับปฐมมหานามสูตรสูตร#3 นันทิยสูตร (เล่มที่ ๒๔) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่านันทิยะ ซึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค และตรัสถามว่า พระองค์จะต้องมีธรรมอะไรเป็นเครื่องอยู่ ทรงตรัสตอบว่า พึงตั้งอยู่ในธรรม ๖ ประการ คือ ศรัทธา ศีล วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา แล้วตั้งสติมั่นไว้ภายในตนในธรรม ๕ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ กัลยาณมิตตานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ ให้ยิ่งขึ้นไปสูตร#4 คิลานสูตร (เล่มที่๑๙) ว่าด้วยอุบาสกป่วย ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ ที่ได้เขาไปทูลถามว่า อุบาสกผู้มีปัญญา (พระโสดาบัน) จะกล่าวสอนอุบาสกผู้มีปัญญาซึ่งเจ็บป่วยได้หรือไม่ ตรัสตอบว่า สามารถปลอบใจได้ด้วยธรรม ๔ ประการสูตร#5 ธัมมทินสูตร (เล่มที่๑๙) ทรงแสดงแก่ธัมมทินนอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ คน ให้พิจารณาพระสูตรให้ลึกซึ้ง ลุ่มลึก ระดับโลกุตตระ เมื่อธัมมทินอุบาสกกราบทูลว่า พวกตนอยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร ใช้เครื่องประดับและเงินทองคงจะทำได้ยาก พระองค์จึงทรงแสดงธรรม ๔ ประการสูตร#6 มหานามสูตร (เล่มที่๒๓) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ ซึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเหตุให้ได้ชื่อว่าอุบาสก เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ถือว่ามีศีลเหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกลตนเอง แต่ไม่เกื้อกูลผู้อื่น เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและเกื้อกูลผู้อื่น ทรงตรัสแสดงในรายละเอียดสูตร#7 คิลานสูตร (เล่มที่๒๐)ว่าด้วยคนไข้ ๓ จำพวก เปรียบเทียบกับบุคคลในโลก ๓ จำพวก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  13. 400

    การข้ามพ้นภัย - สัมโพธิสูตร, นิสยสูตร, เมฆิยสูตร, นันทกสูตร, พลสูตร, เสวนาสูตร [6917-4s]

    สูตร#1 สัมโพธิสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี ทรงปรารภเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการตรัสรู้ (สัมโพธิ) ๕ ประการ ซึ่งการมีกัลยาณมิตร เป็นข้อที่สำคัญที่สุด และทรงตรัสอานิสงส์ของการมีกัลยาณมิตร ที่เมื่อมี "มิตรดี" แล้ว ข้อธรรมอื่นๆ จะตามมาเองโดยธรรมชาติ เพราะมิตรดีจะเป็นแรงผลักดันให้ปฏิบัติในข้อต่อๆ ไปได้ง่ายขึ้น และเมื่อตั้งมั่นในธรรม ๕ ประการข้างต้นแล้ว ควรฝึกฝนเพิ่มเติมอีก ๔ ด้านเพื่อแก้ทางกิเลสสูตร#2 นิสยสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย" ทรงตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่งที่เข้าไปเฝ้าและทูลถามว่าผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ทรงแสดงธรรม ๕ ประการที่เมื่อภิกษุอาศัยธรรมเหล่านี้แล้ว จะละอกุศล และเจริญกุศลได้ และเมื่อภิกษุสามารถดำรงอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้ได้มั่นคงแล้ว ให้เจริญธรรม ๔ ประการเพื่อไม่ให้กิเลสใหม่เกิดขึ้น ผู้ที่ทำได้ครบถ้วนเช่นนี้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย"สูตร#3 เมฆิยสูตร ทรงแสดงแก่พระเมฆิยะ ว่าด้วย ธรรมะที่เป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ พระเมฆิยะ (ซึ่งขณะนั้นเป็นพุทธอุปัฏฐาก) ได้พบป่ามะม่วงริมฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬาที่รื่นรมย์ จึงอยากไปบำเพ็ญเพียรที่นั่นเพียงลำพัง เมื่อพระเมฆิยะไปบำเพ็ญเพียรในป่ามะม่วงตามลำพัง กลับถูก "อกุศลวิตก" (ความนึกคิดที่ไม่ดี) รุมเร้าจิตใจ จึงได้กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม๕ประการที่จะช่วยให้เจโตวิมุตติแก่กล้าขึ้น เมื่อตั้งมั่นในธรรม ๕ ประการข้างต้นแล้ว ควรเจริญธรรมอีก ๔ ประการเพื่อกำจัดกิเลสเฉพาะหน้าสูตร#4 นันทกสูตร ทรงแสดงแก่พระนันทกะ ณ พระเชตวัน ปรารภท่านพระนันทกะกำลังแสดงธรรมให้เหล่าภิกษุฟังในหอฉันอย่างตั้งใจและยาวนาน ทรงชมเชยและตรัสว่านี่คือ "กิจ ๒ อย่างของบรรพชิต" คือ การสนทนาธรรม หรือ การนิ่งอย่างพระอริยะและทรงตรัสองค์ประกอบ ๔ ประการสู่ความสำเร็จ (ความสมบูรณ์ของภิกษุ) ทรงเปรียบเทียบว่า ภิกษุที่ขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง เหมือนสัตว์สี่เท้าที่เท้าข้างหนึ่งพิการ ย่อมไม่สง่างามและไม่สมบูรณ์ หลังจากทรงเสด็จกลับ ท่านพระนันทกะได้ขยายความต่อถึงอานิสงส์ที่ภิกษุจะได้รับจากการฟังธรรมและสนทนาธรรม ซึ่งนำไปสู่การหลุดพ้นสูตร#5 พลสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงกำลัง ๔ ประการที่ช่วยให้พระอริยสาวกสามารถข้ามพ้น "ภัย ๕ ประการ" ได้สูตร#6 เสวนาสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วย "เกณฑ์ในการเลือกเสพหรือเลือกคบ" ว่า มีคน ๔ ประเภทที่เราควรหรือไม่ควรคบ และมีการแบ่งแยกที่คล้ายกันนี้ในเรื่องของเครื่องแต่งกาย อาหาร ที่พัก เมือง และประเทศ โดยวัดจาก กุศล/อกุศลธรรม เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  14. 399

    คุณธรรมแห่งความสำเร็จ-สังขารูปปัตติสูตร,ทักขิณาวิภังคสูตร,อิฏฐสูตร [6916-4s]

    สูตร#1 สังขารูปปัตติสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เชตวัน ทรงตรัสว่าการที่ภิกษุประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ซึ่งเมื่อเจริญและทำให้มากแล้ว เมื่อปรารถนาจะไปเกิดในสิ่งที่ดี ๆ อย่างไร ให้ตั้งจิต อธิษฐานจิต และเจริญจิตนั้น ก็จะเกิดในฐานะนั้น ๆ ได้ตามปรารถนา ตั้งแต่ความเป็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล จนถึงเทพ พรหม ทั้งรูปพรหมและอรูปพรหม และในที่สุดถึงทำอาสวะให้สิ้นได้สูตร#2 ทักขิณาวิภังคสูตร ทรงแสดงแก่พระอานนท์ โดยปรารภการถวายทานของพระนางปชาบดีโคตมี โดยทรงแสดงทาน ๒ ประเภท และความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการ และทรงยกย่องอานิสงส์ของการให้กับหมู่สงฆ์มีมากกว่าให้กับบุคคลสูตร#3 อิฏฐสูตร ทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกคฤหบดี ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา ๕ ประการ ที่หาได้ยากในโลก ที่จะได้ด้วยการกระทำ การปฏิบัติ และปฏิปทาที่ถูกต้องไม่ได้ด้วยการอ้อนวอนร้องขอ เพราะเหตุแห่งความปรารถนานั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  15. 398

    ภัยคือความแก่ ความเจ็บ และความตาย - ปัพพโตปมสูตร, ภยสูตร , ฐานสูตร และจุนทสูตร[6915-4s]

    สูตร#1 ปัพพโตปมสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตรัสถามถึงกิจที่พระราชาพึงขวนขวาย พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เมื่อมหาภัยอันร้ายกาจที่ทำให้มนุษย์พินาศบังเกิดขึ้น อะไรที่พระองค์จะพึงทรงกระทำในภาวะแห่งมนุษย์ที่ได้แสนยาก พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า สิ่งที่ควรทำคือการประพฤติธรรม การประพฤติสม่ำเสมอ การสร้างกุศล การทำบุญสูตร#2 ภยสูตร ว่าด้วยเรื่องภัยใหญ่ คือ ภัยที่ปุถุชนเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย ได้แก่ ภัยจากไฟไหม้ใหญ่ ภัยจากน้ำท่วมใหญ่ และภัยจากโจรปล้นใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุให้บุตรพลัดพรากจากมารดา แต่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภัยใหญ่ดังกล่าวยังเป็น สมาตาปุตติกภัย คือ ภัยที่ยังพอมีโอกาสให้บุตรพบกับมารดาได้บ้าง แต่ภัยใหญ่ต่อไปนี้ มารดาและบุตรไม่สามารถจะห้ามมิให้เกิดขึ้นแก่กันและกันได้เลยคือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย จึงตรัสเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย หนทางที่จะให้ล่วงพ้นภัย 2 อย่างนี้ คือ อริยมรรคมีองค์ 8สูตร#3 ฐานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ มี 5 ประการ คือ อย่าแก่ อย่าเจ็บไข้ อย่าตาย อย่าสิ้นไป และอย่าฉิบหาย ทรงแสดงว่า ฐานะแต่ละอย่างเกิดขึ้นทั้งแก่ปุถุชนและอริยสาวก แต่ปุถุชนไม่มีปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงตรงกันข้ามกลับถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำจนเกิดทุกข์กายและทุกข์ใจ ส่วนอริยสาวกมีนัยตรงกันข้ามกับปุถุชนสูตร#4 โกสลสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ทรงเกิดทุกขโทมนัสเพราะพระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ทรงแสดงฐานะ 5 ประการที่ใครๆไม่พึงได้สูตร#5 นารทสูตร ท่านพระนารทะทรงแสดงฐานะ 5 ประการที่ใครๆไม่พึงได้แก่พระราชานามว่า มุณฑะ ผู้ทรงเกิดทุกขโทมนัสเพราะนางภัททาราชเทวีสวรรคตสูตร#6 จุนทสูตร ท่านจุนทะ สมณุทเทสผู้เป็นน้องชายคนเล็กของท่านพระสารีบุตร เข้าไปบอกข่าวการปรินิพพานของท่านพระสารีบุตรแก่ท่านพระอานนท์ ท่านจึงนำเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลข่าวการปรินิพพานนั้นพร้อมกับแสดงความรู้สึกของตน พระองค์จึงตรัสสอนให้มีตนเป็นที่พึ่งมีธรรมเป็นที่พึ่ง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ประการสูตร#7 อุกกเจลสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภการปรินิพพานของท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะซึ่งเป็นคู่อัครสาวก ทรงสอนให้ภิกษุมีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่งด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ประการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  16. 397

    อินทรีย์ ๕ - พาหิยสูตร,นันทสูตร,ปุพพโกฏฐกสูตร, อาปณสูตร, ฐานสูตร[6913-4s]

    สูตร#1 พาหิยสูตร ทรงแสดงแก่ บุรุษชื่อ พาหิยะ ทารุจีริยะ ขณะกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ท่านพาหิยะได้เข้าไปเฝ้า และกราบทูลขอให้ทรงแสดงธรรมถึง ๓ ครั้ง แม้พระองค์จะทรงทัดทานว่ายังไม่ใช่เวลา แต่ด้วยความตระหนักว่าชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ท่านจึงขอฟังธรรมอย่างเร่งด่วน จึงทรงแสดงธรรมโดยย่อ จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น หลังจากบรรลุธรรมได้ไม่นาน ท่านพาหิยะถูกวัวแม่ลูกอ่อนขวิดจนเสียชีวิตก่อนที่จะได้อุปสมบท พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ภิกษุช่วยกันจัดการสรีระของท่านและประกาศว่าท่านได้ปรินิพพานแล้วสูตร#2 นันทสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภหลักปฏิบัติ ๔ ประการที่ทำให้พระนันทะบรรลุธรรม คือ การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย การรู้จักประมาณในการบริโภค การประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น และการมีสติสัมปชัญญะ: รู้เท่าทันการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของ เวทนา, สัญญา และวิตก อยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้จิตหลงไปกับสภาวะเหล่านั้น ซึ่งบุคคลที่มีราคะจัดอย่างพระนันทะ หากมีความตั้งใจจริงและปฏิบัติตามหลักปฏิบัตินี้ ก็สามารถเปลี่ยนตนเองจนบรรลุถึงความบริสุทธิ์ในธรรมได้สูตร#3 ปุพพโกฏฐกสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตร ณ ปุพพโกฏฐกะ เขตกรุงสาวัตถีทรงตรัสถามท่านพระสารีบุตรว่า เชื่อหรือไม่ว่า อินทรีย์ ๕ ที่บุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะหยั่งลงสู่อมตะ (นิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ท่านสารีบุตรตอบว่า ท่านไม่ได้เชื่อเพียงเพราะพระพุทธเจ้าทรงบอก แต่ท่านได้ รู้ เห็น เข้าใจ ทำให้แจ้ง และสัมผัสได้ด้วยปัญญาของตนเองสูตร#4 อาปณสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตร ณ นิคมของชาวอังคะชื่อ อาปณะ แคว้นอังคะ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอินทรีย์ ๕ โดยมีศรัทธาเป็นรากฐาน พระอริยสาวกที่มีศรัทธามั่นคงในพระองค์ ย่อมไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในพระองค์หรือในพระธรรมคำสอน และศรัทธาที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงความเชื่อลอย ๆ แต่เป็นแรงจูงใจให้เกิดความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา จนกระทั่งเห็นแจ้งในพระนิพพานด้วยตนเองสูตร#5 ฐานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการอันบุคคลพึงรู้ได้ คือ ๑) ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ๒) ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ ๓) กำลังพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย ๔) ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา โดยต้องใช้เวลาการมนสิการ และปัญญาในการสังเกตเพื่อให้รู้จริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  17. 396

    ธรรมเพื่อความสามัคคี - โกสัมพิยสูตร และสามคามสูตร [6913-4s]

    สูตร#1 โกสัมพิยสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพีปรารภภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้แตกสามัคคีกัน รับสั่งให้มาเฝ้าแล้วทรงซักถาม และทรงแนะนำให้ทำ พูด คิดต่อกันด้วยเมตตาจิต ทรงอธิบายสารณียธรรม 6 ประการ ที่ทำให้ระลึกถึงกัน เป็นที่รักเป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์ ไม่วิวาทกันพื่อความสามัคคีเพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และข้อที่เป็นยอด คือ ทิฏฐิความเห็นอันประเสริฐ ได้ทรงอธิบายในรายละเอียดของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ 7 อย่าง ย่อมประกอบด้วยโสดาปัตติผลสูตร#2 สามคามสูตร ทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ และท่านสมณุทเทสจุนทะ ณหมู่บ้านสามคามของชาวศากยะ แคว้นสักกะ ทรงปรารภคำกราบทูลของท่านพระอานนท์ ตามที่ท่านพระจุนทะเล่าให้ฟัง เรื่องการแตกสามัคคีถึงขั้นวิวาทกันของพวกนิครนถ์ หลังจากนิครนถ์นาฏบุตรดับขันธ์ไปไม่นาน เพราะพระธรรมวินัยที่นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวไว้ไม่ดี ไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ทำให้ท่านพระอานนท์ห่วงใยว่าหลังพุทธปรินิพพานอาจมีบุคคลอาศัยพระผู้มีพระภาคก่อการวิวาทขึ้นในสงฆ์ จึงทรงตรัสอธิบายถึงมูลเหตุแห่งการวิวาท 6 ประการ อธิกรณ์ 4 ประการ วิธีระงับอธิกรณ์ 7 ประการ และธรรมสำหรับป้องกันมิให้เกิดอธิกรณ์ (สารณียธรรม 6 ประการ) โดยละเอียด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  18. 395

    โลกธรรม ๘ - ทุติยโลกธัมมสูตร, เทวทัตตวิปัตติสูตร,อุตตรวิปัตติสูตร, การัณฑวสูตร, กกุธเถรสูตร [6912-4s]

    สูตร#1 ทุติยโลกธัมมสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงแสดงโลกธรรม หมายถึง สิ่งที่มีอยู่แน่นอนสำหรับสัตว์โลก มี ๘ ประการคือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งแก่ปุทุชนและพระอริยะ แต่มีผลต่างกัน ผู้มีปัญญาเมื่อเข้าใจความจริงนี้แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง แปรผันไปเป็นธรรมดา ทำให้อารมณ์ที่น่าปรารถนา (อิฏฐารมณ์) และไม่น่าปรารถนา (อนิฏฐารมณ์) ไม่สามารถย่ำยีจิตใจได้สูตร#2 เทวทัตตวิปัตติสูตร ว่าด้วยวิบัติของพระเทวทัต ทรงแสดงแก่ภิกษุโดยทรงแสดงวิบัติของพระเทวทัต ๘ ประการเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ภิกษุพิจารณาเห็นวิบัติและสมบัติของตนและผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อพิจารณาเห็นวิบัติและสมบัติอย่างนี้ ก็จะสามารถครอบงำวิบัติของตนได้ ทั้งอาสวะกิเลสที่ก่อความคับแค้นทางกายและใจก็จะไม่เกิดขึ้น คำว่า "สมบัติ" มีนัยตรงกันข้ามกับคำว่า “วิบัติ”สูตร#3 อุตตรวิปัตติสูตร ว่าด้วยวิบัติที่ท่านพระอุตตระแสดงโดยยกพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคที่ตรัสไว้มาแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ท้าวเวสวัณได้ยินเข้าจึงไปกราบทูลท้าวสักกะ ท้าวสักกะจึงเสด็จมาตรัสถามท่านพระอุตตระว่า ข้อความนี้เป็นปฏิภาณส่วนตัว หรือว่าเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ท่านจึงตอบโดยยกอุปมาโวหารเรื่องคนขนข้าวเปลือกจากกองข้าวใหญ่ เหมือนพระดำรัสที่เป็นสุภาษิตทั้งหมด ที่สาวกกล่าวโดยถือเอาจากภาษิตนั้น และทรงเล่าเรื่องวิบัติของพระเทวทัตสูตร#4 การัณฑวสูตร ว่าด้วยผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ สมณะหยากเยื่อ ซึ่งหมายถึงสมณะผู้มีศีลวิบัติ ในที่นี้หมายถึงภิกษุรูปหนึ่งถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ แต่ไม่รับ กลับพูดกลบเกลื่อน แสดงอาการโกรธ พระผู้มีพระภาคจึงรับสั่งให้ขับออกไป แล้วทรงยกอุปมาเปรียบเทียบสูตร#5 กกุธเถรสูตร ทรงปรารภเรื่องพระเทวทัตคิดจะปกครองสงฆ์ตามที่กกุธเทพบุตรบอกแก่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงทรงแสดงศาสดาผู้ไม่บริสุทธิ์ ๕ จำพวก ได้แก่ (๑)ผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ (๒) ผู้มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ (๓)ผู้มีธรรมเทศนาไม่บริสุทธิ์ (๔) ผู้มีเวยยากรณะไม่บริสุทธิ์(๕) ผู้มีญาณทัสนะไม่บริสุทธิ์ แล้วทรงแสดงว่าพระองค์เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใน ๕ ทางตรงกันข้ามกับศาสดา ๕ จำพวก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  19. 394

    ศาสดาที่ไม่สมควรถูกทักท้วง - โลหิจจสูตร ตอนที่ ๒ [6911-4s]

    โลหิจจสูตร ตอนที่ ๒ ทรงแสดงศาสดาซึ่งไม่สมควรถูกทักท้วง คือผู้ที่บรรลุธรรมแล้วและสอนผู้อื่นจนบรรลุธรรมตามได้ เมื่อทรงแสดงจบ โลหิจจพราหมณ์เข้าใจความจริงและประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนตรัยตลอดชีวิต  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  20. 393

    แก้ความเห็นผิด - โลหิจจสูตร ตอนที่ ๑ [6910-4s]

    โลหิจจสูตร ตอนที่๑ ทรงแสดงแก่โลหิจจพราหมณ์เพื่อแก้ไขความเห็นผิด ที่ว่า "ผู้บรรลุธรรมไม่ควรสอนผู้อื่น" เพราะเชื่อว่าไม่มีใครช่วยใครได้ โดยทรงชี้ว่าเป็นความคิดที่เป็นภัยและขัดขวางการเรียนรู้ของกุลบุตร โดยทรงอุปมาว่าการไม่แบ่งปันธรรมเปรียบเสมือนคนเห็นแก่ตัว ซึ่งนำไปสู่นรกหรือกำเนิดเดรัจฉาน และทรงแสดงศาสดา 3 ประเภทที่ควรถูกทักท้วง และศาสดาที่ไม่ควรถูกทักท้วง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  21. 392

    นักบวชเปลือยชื่อปาฏิกบุตร - ปาฏิกสูตร ตอนที่ ๒ [6909-4s]

    ปาฏิกสูตร ตอนที่๒ ทรงตรัสเล่าเรื่องนักบวชเปลือยชื่อปาฏิกบุตร หลอกลวงประชาชนในลักษณะที่โอ้อวดว่าสามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ได้มากกว่าพระพุทธเจ้าเป็นทวีคูณแต่พอจะให้เกิดการพิสูจน์ ก็ไม่สามารถที่จะทำความชัดแจ้ง ให้ถึงการตรวจสอบที่ถูกต้องได้ ท่านเปรียบเหมือนสุนัขจิ้งจอกที่เห็นราชสีห์มีความสามารถ มีกำลัง มีการคำราม ตัวเองก็เอาอย่างบ้าง แต่ก็ไม่สามารถคำรามให้เสียงเป็นเหมือนอย่างราชสีห์ได้และทรงตรัสทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ซึ่งถ้ามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จะไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ๆ รู้ถึงความดับ และไม่ดำเนินไปสู่ความเสื่อมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  22. 391

    เจ้าสุนักขัตตะลาสิกขา - ปาฏิกสูตร ตอนที่ ๑

    ปาฏิกสูตร ตอนที่๑ พระผู้มีพระภาคทรงปรารถแก่ ภัคควโคตรปริพาชก ได้กราบทูลถามเรื่อง เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรลาสิกขา จึงทรงเล่าสาเหตุที่ เจ้าสุนักขัตตะ ลาสิกขาโดยอ้างเหตุผล 2 ประการ คือ (1) ไม่ทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้ดู (2) ไม่ทรงประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ทรงตรัสเล่าย้อน ตอนที่อบรมภิกษุสุนักขัตตะ ที่ไปเคารพนักบวชเปลือย 3 คน โดยปรารภว่าในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นั้น ทรงแสดงให้เจ้าสุนักขัตตะ ขณะนั้นยังเป็นภิกษุทำหน้าที่อุปัฏฐากพระองค์ ดูถึง 3 ครั้ง และเจ้าสุนักขัตตะก็ยอมรับว่าทรงแสดงแล้ว แต่ก็ยังมีความคิดผิดเพี้ยนไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  23. 390

    ปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์- จูฬมาลุงกยสูตร, มหามาลุงกยสูตร[6907-4s]

    สูตร#1 จูฬมาลุงกยสูตร ทรงแสดงแก่พระมาลุงกยบุตร ณ พระเชตวัน ทรงปรารภเรื่องปัญหาเกี่ยวกับทิฏฐิ 10 ประการ ที่จะทรงตอบรับหรือตอบปฏิเสธ ผู้ฟังก็ไม่สามารถเข้าใจ และไม่มีประโยชน์ พระมาลุงกยบุตรรู้สึกไม่พอใจ ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบอัพยากตปัญหา 10 ประการ จึงเข้าไปถามอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ แต่ปัญหาที่จะทรงตอบ คือ ปัญหาเรื่องอริยสัจ4 เพราะมีประโยชน์ และจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ เมื่อทรงตรัสจบ ท่านพระมาลุงกยบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตนั้นสูตร#2 มหามาลุงกยสูตร ทรงแสดงแก่พระมาลุงกยบุตรพร้อมกับภิกษุหลายรูป ทรงปรารภเรื่อง โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 ประการ (เครื่องร้อยรัดที่ยึดจิตให้อยู่ในภพ) ทรงตรัสถามภิกษุเรื่องสังโยชน์ 5 ประการ ท่านพระมาลุงกยบุตรมีคำตอบที่ถูกต้อง แต่บทพยัญชนะนั้นไม่แยบคาย จะทำให้อัญเดียรถีย์ปริพาชก นำเรื่องเด็กอ่อนที่นอนหงายมาโต้กลับได้ และ เพื่อปรับทิฏฐิของท่านมาลุงกยบุตรให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป จึงทรงอธิบายขยายความถึงอุบายในการนำออกและข้อปฏิบัติเพื่อละสังโยชน์ และทรงแสดงว่า รูปฌาณ 4 และอรูปฌาณ 4 เป็นมรรคและปฏิปทาที่ทำให้ละสังโยชน์ทั้ง 5 ประการได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  24. 389

    การพยากรณ์ว่าบรรลุธรรม - อัตถินุโขปริยายสูตร,โกสัมพิสูตร,ราสิยสูตร [6906-4s]

    สูตร#1 อัตถินุโขปริยายสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับเหตุ ค่าว่า เหตุ ในที่นี้หมายถึงเหตุที่ใช้พยากรณ์อรหัตตผล ทรงตรัสถามพวกภิกษุถึงเหตุที่สามารถพยากรณ์อรหัตตผลโดยเว้นจากความเชื่อ ความชอบใจ การฟังตาม ๆ กันมา การคิดตรองตามแนวเหตุผลการเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้ แล้วสามารถทราบว่าอยู่จบพรหมจรรย์ แล้วทรงแสดงในรายละเอียด ได้แก่ ปัญญา คือ การรู้ชัดราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทบกันของอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกสูตร#2 โกสัมพิสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง ท่านพระมุสิละ ท่านพระปวิฏฐะท่านพระนารทะ และท่านพระอานนท์พักอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี พระปวิฏฐะสอบถามพระมุสิละเกี่ยวกับคุณธรรมที่ท่านบรรลุ แล้วสรุปว่าท่านเป็นอรหันต์ แต่พระนารทะได้อธิบายให้เห็นว่า เป็นไปได้ที่จะเห็นธรรมะโดยไม่ต้องบรรลุอรหันต์อย่างสมบูรณ์สูตร#3 ราสิยสูตร ผู้ใหญ่บ้านชื่อราสิยะ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า พระองค์ทรงตำหนิตบะทุกชนิด ทรงชี้โทษและคัดค้านผู้บำเพ็ญตบะทั้งปวงว่า เป็นผู้เศร้าหมองโดยส่วนเดียว เป็นความจริงหรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่จริง ทรงอธิบาย เรื่องที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิดไม่ควรเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์ ๘ ว่า ควรเสพ ,กามโภคีบุคคล ๓จำพวก ,ผู้บำเพ็ญตบะที่เป็นอยู่อย่างเศร้าหมอง ๓จำพวกและธรรม ๓ ประการที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  25. 388

    ความเชื่อเรื่องกรรมเก่าที่ผิด- เทวทหสูตร [6905-4s]

    พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุ ขณะประทับอยู่ที่เทวทหะนิคม ทรงปรารภหลักคำสอนของพวกนิครนถ์ในเรื่องกรรมเก่า และการสิ้นกรรม ซึ่งพวกนิครนถ์เชื่อว่า กรรมเก่าให้ผลแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น การหมดทุกข์จะมีได้ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างแรงกล้า และการไม่ทำกรรมใหม่เพิ่มเติม ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด และทรงแสดงความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม และผลแห่งความเพียร ตามหลักคำสอนในศาสนาพุทธ โดยทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบไว้ 3 อย่าง คือ บุรุษถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ขายหนุ่มหลงรักหญิงสาว และช่างศรดัดลูกศรที่คดงอให้ตรง ที่เมื่อใคร่ครวญแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาในพระสูตรนี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  26. 387

    เหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิ - ทิฏฐิสังยุติ, ฐานสูตร,เกสปุตติสูตร [6904-4s]

    สูตร#1 ทิฏฐิสังยุติ ประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับทิฏฐิหรือลัทธิต่างๆ มีทั้งหมด ๙๖สูตร แบ่งเป็นวรรคได้ ๔ วรรค วรรคแรก มี ๑๘ สูตร ที่เหลือ วรรคละ ๒๖ สูตร-โสตาปัตติวรรค มี ๑๘สูตร ประกอบด้วย๑ วาตสูตร ว่าด้วยทิฏฐิว่าลมไม่พัดเป็นต้น๒-๑๘ มีความหมายอย่างเดียวกัน เนื้อหาสาระของพระสูตรทั้งหมดทรงแสดงว่า ทิฏฐิหรือลัทธิเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะขันธ์ ๕ และความยึดมั่นขันธ์ ๕ ถ้าพิจารณาเห็นว่าขันธ์ ๕ไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรผันเป็นธรรมดา ทิฏฐิเหล่านั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ และจะทำให้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันสูตร#2 ฐานสูตร วิธีการประเมินคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความอดทน และสติปัญญาของบุคคลสูตร#3 เกสปุตติสูตร ทรงตรัสสอนแก่ชาวกาลามะ ในนิคมชื่อเกสปุตตะ คืออย่าปลงใจเชื่อเพราะเหตุ ๑๐ อย่าง แต่ให้เชื่อต่อเมื่อได้ไตร่ตรองด้วยเหตุผล และเห็นแจ้งด้วยตนเอง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  27. 386

    หนทางสู่พรหมโลก-เตวิชชสูตร [6903-4s]

    เตวิชชสูตร ทรงตรัสแก่ วาเสฏฐะ และภารัทวาชะ ขณะประทับอยู่ ณอัมพวัน แคว้นโกศล ที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อมนสากฏะใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีปรารภเหตุที่ทั้ง 2 ถกเถียงกัน และตกลงกันไม่ได้ว่าทางที่ไปสู่พรหมโลกทางไหนเป็นทางตรง จึงทูลขอพระพุทธเจ้าให้ทรงตัดสินว่าผู้ใดกล่าวถูก ทรงสรุปให้ฟังว่า เป็นไปไม่ได้ว่าผู้ที่ไม่เคยเห็นพรหมจะบอกว่าทางนี้เป็นทางไปสู่พรหมโลก เป็นวาทะที่เลื่อนลอยไม่มีหลักฐาน และตรัสถึงคุณสมบัติของพรหมกับของพราหมณ์ที่ต่างกันและเปรียบเทียบกันไม่ได้เมื่อตายแล้วจะอยู่ร่วมกับพรหมได้อย่างไร ทรงอธิบายวิธีการที่จะไปอยู่กับพรหม มาณพทั้ง 2 เกิดความเลื่อมใส ประกาศตัวเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  28. 385

    อุบายกำจัดอาสวะ-สัพพาสวสังวรสูตร และ ธรรมทายาทสูตร [6902-4s]

    สูตร#1 สัพพาสวสังวรสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ถึงความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะมีได้ เฉพาะผู้รู้ ผู้เห็นเท่านั้น ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย ทรงจำแนกอาสวะออกเป็น 7 ชนิด ตามเหตุเกิดและอุบายวิธีที่จะละให้หมดสิ้นไปได้ คือ อาสวะที่ต้องละด้วย 1. ทัสสนะ (ความเห็น) 2. การสังวร 3. การใช้สอย 4. การอดกลั้น 5. การเว้น 6. การบรรเทา 7. การเจริญ อาสวะเหล่านั้นเมื่อภิกษุละได้แล้วด้วยอุบายนั้นๆ อาสวะนั้นละได้เด็ดขาดสูตร#2 ธรรมทายาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ทรงปรารภลาภสักการะเป็นอันมากที่เกิดขึ้นแก่พระองค์ และภิกษุสงฆ์ในขณะนั้น จะเป็นเหตุให้ภิกษุบางพวกยึดติดในลาภสักการะเหล่านั้น จึงทรงสอนให้ภิกษุเป็นธรรมทายาทของพระองค์ ไม่ให้เป็นอามิสทายาท เพราะถ้าเป็นธรรมทายาท วิญญูชนจะยกย่องสรรเสริญ จากนั้นท่านพระสารีบุตรได้แสดงธรรมต่อถึงหนทางในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความสงัดขึ้นแก่ตน และอริยมรรคมีองค์ 8สูตร#3 มฆเทวสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องของพระองค์เองที่เกิดมาในชาติก่อน เป็นสมัยที่พระองค์เกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวะ ที่มีข้อปฏิบัติอันดี ที่ได้มอบเป็นมรดกไว้ให้รุ่นลูกหลานได้นำไปปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นกัลยาณวัตร และได้เปรียบเทียบถึงวัตรอันงามที่ท่านทิ้งไว้เป็นมรดกในครั้งนี้คือ อริยมรรคมีองค์ 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  29. 384

    มายาเครื่องกลับใจ - ติตถายตนสูตร และ ภัททิยสูตร [6901-4s]

    ติตถายตนสูตร ว่าด้วยลัทธิใหญ่ ๓ ลัทธิที่บัญญัติเหตุเกิดแห่งสุข ทุกข์ และมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ของคนไว้ต่างกัน คือ ลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เหตุเพราะกรรมเก่าในชาติเก่า ลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เหตุเพราะเทพเจ้าบันดาลหรือสร้างขึ้น และอีกลัทธิหนึ่งบัญญัติว่า เกิดเอง ไม่มีเหตุปัจจัยอื่นใด พระผู้มีพระภาคทรงคัดค้านลัทธิเหล่านี้เพราะเมื่อทรงชักถามว่า ที่บุคคลประพฤติทุจริตทางกายวาจาใจอยู่นี้ เป็นเพราะกรรมเก่าให้ทำ หรือเทพเจ้าให้ทำ หรือว่าไม่มีอะไรให้ทำ อีกประการหนึ่งบุคคลถือเช่นนี้ ฉันทะก็ดี ความพยายามก็ดีว่า "สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ" ย่อมไม่มี ผู้นับถือลัทธินั้นตอบไม่ได้ ต่างอ้างว่าเชื่อถือตาม ๆ กันมาอย่างนั้นพระองค์จึงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า สุขทุกข์เนื่องมาจากธาตุ ๖ อายตนะ ๖ มโปวิจาร ๑๘ (อารมณ์ ๖ x เวทนา ๓) และจบลงด้วยทรงอธิบายแจกแจงอริยสัจ ๔ ตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับแห่งทุกข์ภัททิยสูตร เจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าทรงมีมายาและทรงรู้มายาสำหรับกลับใจของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกใช่หรือไม่ จึงตรัสสอนหลักความเชื่อที่สำคัญ ๑๐ ประการ คือทรงสอนมิให้เชื่อเพียงพราะหลัก ๑๐ ประการนี้ แต่ให้เชื่อต่อเมื่อได้ไตร่ตรองด้วยเหตุผล เห็นแจ้งด้วยตนเองแล้วจากนั้นทรงถามเรื่องโทษและคุณของโลภะ โทสะ โมหะ สารัมภะ (ความแข่งดี) โดยให้เจ้าลิจฉวีนั้นตอบตามที่ประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว เจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะได้สรรเสริญพระองค์ว่าทรงมีมายาและทรงรู้มายาสำหรับกลับใจสาวกของพวกอัญเดียรถีย์ และกราบทูลว่า ถ้าญาติสาโลหิตของตน กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทรทั้งปวงกลับใจได้ด้วยมายาสำหรับกลับใจนี้ ก็จะได้รับประโยชน์สุขตลอดกาลนาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  30. 383

    เห็นตรงตามพระสัทธรรม - สัมมาทิฏฐิสูตร [6852-4s]

    สัมมาทิฏฐิสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ได้อธิบายถึงลักษณะของสัมมาทิฏฐิ ที่อธิบายแต่ละอาการของปฏิจสมุปบาท ไล่เรียงมาตามลำดับ ตามนัยยะของอริยสัจ ๔ จุดที่น่าสนใจคือ ท่านพระสารีบุตรอธิบายเพิ่มเติมที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้สุดจบที่อวิชชา ท่านได้อธิบายต่อถึงอาสวะ ซึ่งอาสวะและอวิชชานั้นมีความเกี่ยวข้องกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  31. 382

    ตำราพิชัยสงคราม - พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๓ [6851-4s]

    พรหมชาลสูตร ตอนจบ พระสูตรนี้นอกจากชื่อ พรหมชาลสูตร (ข่ายแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ) ยังมีชื่ออื่นอีก ๔ ชื่อคือ อัตถชาลสูตร (ข่ายแห่งประโยชน์), ธัมมชาลสูตร (ข่ายแห่งธรรม), ทิฏฐิชาลสูตร (ข่ายแห่งทิฏฐิ) และสังคามวิชยสูตร (ตำราพิชัยสงคราม) ที่ผู้ฟังสูตรนี้จบแล้วจะสามารถพิชิต เทวปุตตมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารได้ ทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย แต่กลับทำให้ผู้ที่เชื่อถือ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงถูกลัทธิเหล่านี้ ซึ่งเป็นดุจตาข่ายครอบคลุมเอาไว้ต้องประสบทุกข์ เปรียบเหมือนปลาที่ถูกแหครอบคลุมไว้ติดอยู่ในแหนี้ เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ มิอาจหลุดพ้นไปได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  32. 381

    ไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น - พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๒ [6850-4s]

    พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๒ พระผู้มีพระภาคตรัสแจกแจงทิฏฐิทั้ง๖๒ ไว้ดังนี้ว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิโดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่าปุพพันตกัปปิกวาทะ มี ๑๘ ลัทธิ และปรารภขันธ์ส่วนอนาคตและปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอปรันตกัปปิกวาทะอีก ๔๔ ลัทธิในตอนนี้ เป็นความเห็นที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และ ได้ทรงตรัสสรุปท้ายพระสูตรว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุแห่งทิฏฐิหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบื้องหน้าเป็นอย่างไร พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายวิธีที่ทำให้สลัดเวทนาออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  33. 380

    ศีลถึง ปัญญาได้ - พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๑ [6849-4s]

    พรหมชาลสูตร ตอนที่ ๑ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุ ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โดยทรงปรารภคำติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกชื่อสุปปิยะและคำสรรเสริญพระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ซึ่งมีถ้อยคำขัดแย้งกัน ในลักษณะตรงข้ามกันและกล่าวถึงปัญญาอันประเสริฐของพระองค์ จากนั้นทรงแสดงในเรื่องทิฏฐิไว้ ๖๒ ทิฏฐิ ซึ่งครอบคลุมทิฏฐิหรือลัทธิทั้งหมดที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น ทรงถือว่า ลัทธิเหล่านั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิในตอนนี้ ทรงตรัสถึงสาเหตุที่คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระองค์ ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในศีลทั้ง ๓ ชั้น และทรงเป็นพระสัพพัญญุตญาณ และ แสดงทิฏฐิ ๖๒ ในความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอดีตที่เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  34. 379

    บุคคลผู้ได้ฌาน -ฌานสังยุต, สังขิตตสูตร, ปฐมวสสูตร, พลสูตร, นิมิตตสูตร [6848-4s]

    สูตร#1 ฌานสังยุต ประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ และวิธีปฏิบัติในฌาน (สมาธิ)ซึ่งทรงแสดงไว้ ๑๑ วิธีคือ การตั้งจิตมั่น การเข้า การตั้งอยู่ การออก ความพร้อม อารมณ์ โคจร อภินิหาร การทำโดยเคารพ การทำความเพียรต่อเนื่อง การทำสัปปายะส่วนผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ ทรงแสดงไว้ในแต่ละสูตร ๔ ประเภท คือ๑. ผู้ฉลาดในวิธีที่ ๑ แต่ไม่ฉลาดในวิธีที่ ๒๒. ผู้ฉลาดในวิธีที่ ๒ แต่ไม่ฉลาดในวิธีที่ ๑๓. ผู้ไม่ฉลาดใน ๒ วิธีนี้๔. ผู้ฉลาดใน ๒ วิธีนี้การตั้งชื่อในพระสูตร ตั้งตามวิธีปฏิบัติทั้ง ๑๑ วิธี สลับกันไปมา รวมเป็นพระสูตรทั้งหมด ๕๕ สูตร เช่น สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร ว่าด้วยการเข้าสมาธิอันเป็นมูล คือ ตั้งวิธีที่ ๑ (การตั้งมั่น) เป็นหลัก สลับกับวิธีที่ ๒ (การเข้า) สมาธิมูลกฐิติสูตร ว่าด้วยการตั้งอยู่ในสมาธิอันเป็นมูล คือ ตั้งวิธีที่ ๑ (การตั้งจิตมั่น) เป็นหลัก สลับกับวิธีที่ ๓ (การตั้งอยู่) จนถึงวิธีที่ ๑๑ รวมเป็น ๑๐ สูตรแรก เรียกว่า สมาธิมูลกะ เมื่อครบหมดทั้ง ๑๑ วิธี ก็เริ่มตั้งวิธีที่ ๒ (การเข้า)เป็นหลักสลับกับวิธีที่ ๓-๑๐ เรียกว่า สมาปัตติมูลกะ รวมเป็น ๙ สูตรและตั้งชื่อพระสูตรอย่างนี้ไปจนครบ ๕๕ สูตร ยกตัวอย่างดังนี้- สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร ว่าด้วยการเข้าสมาธิอันเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก คือ๑. ผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ๒. ผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ๓. ผู้ไม่ฉลาดทั้งการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และในการเข้าสมาธิ๔. ผู้ฉลาดทั้งในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และในการเข้าสมาธิในตอนท้ายพระสูตร ตรัสว่า จำพวกที่ ๔ ดีที่สุด เหมือนยอดเนยใสดีกว่านมสด นมส้ม เนยข้น และเนยใส ในพระสูตรอื่น ๆ พึงเทียบเคียงดังที่กล่าวมานี้สูตร#2 สังขิตตสูตร (เล่มที่ ๒๓) ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อหลีกไปบำเพ็ญเพียรผู้เดียว ทรงตรัสว่า “โมฆบุรุษบางพวกในโลกนี้ ย่อมเชื้อเชิญเราอย่างที่เขาทำกันมา และเมื่อเราแสดงธรรมแล้ว ก็คอยติดตามเราเรื่อยไป” ภิกษุรูปนั้นก็ได้ขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ และทำอย่างไรจึงจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิต และเป็นทายาทแห่งภาษิตของพระองค์ จากนั้นทรงตรัสสอนให้ภิกษุนั้นเจริญสมาธิคือสมถะและวิปัสสนา ภิกษุนั้นรับพระโอวาทแล้วก็หลีกไปอยู่บำเพ็ญเพียร ไม่นานนักได้บรรลุพระอรหัตตผลสูตร#3 ปฐมวสสูตร (เล่มที่๒๓) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมทำจิตไว้ในอำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิตคือ (๑) เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ (๒) ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (๓) ความเป็นผู้ฉลาดในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ (๔) ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ (๕) เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมแห่งสมาธิ (๖) ความเป็นผู้ฉลาดในอารมณ์แห่งสมาธิ (๗) ความเป็นผู้ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิสูตร#4 พลสูตร (เล่มที่๒๒) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ที่ไม่อาจบรรลุความมีกำลังในสมาธิได้ คือ (๑) เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ (๒) ...ในการให้สมาธิตั้งอยู่ใด้ (๓) ...ในการออกจากสมาธิ (๔)เป็นผู้ไม่ทำความเคารพ (๕) …ไม่ทำให้ติดต่อ (๖)…ไม่ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ และภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้อาจบรรลุความมีกำลังในสมาธิได้มีนัยตรงข้ามกันสูตร#5 นิมิตตสูตร (เล่มที่ ๒๐) ว่าด้วยนิมิต ๓ประการที่ภิกษุผู้บำเพ็ญสมาธิ (อธิจิต/พึงใส่พิจารณา (มนสิการ) ตามสมควรแก่เวลา คือ สมาธินิมิต ปัคคหนิมิต และอุเบกขานิมิต ทรงแนะนำว่า ต้องใส่ใจพิจารณานิมิตทั้ง ๓ ประการนี้ไปด้วยกันตามสมควรแก่เวลา จะพิจารณานิมิตใดนิมิตหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล จิตจะไม่อ่อนพอจะใช้งานได้ ทรงอุปมาเหมือนช่างทองที่เตรียมการตีทองตามขั้นตอนจนได้ทองที่อ่อนเหมาะแก่การทำเป็นทองรูปพรรณต่าง ๆ ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  35. 378

    การตามรู้ซึ่งความจริง - จังกีสูตร[6847-4s]

    "จังกีสูตร" เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้ากับกาปทิกมานพ และจังกีพราหมณ์พร้อมด้วยคณะ ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ การปทิกมานพเป็นเด็กหนุ่มที่จังกีพราหมณ์ยกย่องว่า เป็นผู้มีความรู้คัมภีร์ต่างๆอย่างแตกฉาน เป็นพหูสูตรสามารถจะเจรจาโต้ตอบกับพระพุทธเจ้าได้ กาปทิกมานพได้ทูลถามว่าทรงคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทมนตร์โบราณของพวกพราหมณ์ ปฏิบัติอย่างไรจึงจะเป็นการรักษา เป็นการรู้ เป็นการบรรลุสัจจะ และธรรมที่มีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะเป็นอย่างไร ทรงตรัสตอบแต่ละข้อตามลำดับ กาปทิกมานพเกิดความเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  36. 377

    พระมหากัสสปะเถระ - กัสสปสังยุต [6846-4s]

    สูตร#1 สันตุฏฐสูตร(ความสันโดษ)ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เขตกรุงสาวัตถี ทรงตรัสสรรเสริญท่านพระมหากัสสปะว่า พระมหากัสสปะนี้เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่หลงติดใจในปัจจัย ๔ มองเห็นโทษและใช้สอยปัจจัย ๔ อย่างรู้คุณค่าด้วยปัญญญา ทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามท่านพระมหากัสสปะสูตร#2 อโนตตัปปิสูตร(ความไม่สะดุ้งกลัว) การสนทนาธรรมระหว่าง ท่านพระมหากัสสปะและท่านพระสารีบุตร ขณะอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี เกี่ยวกับบุคคล ๒ ประเภท ๑) บุคคลผู้ไม่มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ไม่มีความสะดุ้งกลัวบาป เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน ๒) บุคคลผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความสะดุ้งกลัวบาป จึงเป็นผู้ควรเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพานสูตร#3 จันทูปมาสูตร (การเปรียบเทียบภิกษุกับดวงจันทร์) ทรงแสดงวิธีเข้าไปสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยึดติดในตระกูล เข้าไปสู่ตระกูลโดยมุ่งประโยชน์สุข ไม่เข้าไปเพื่อหวังลาภสักการะ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ไม่ติดในนภากาศ เมื่อทำได้อย่างนี้การเข้าไปสู่ตระกูลก็ไม่มีโทษ การแสดงธรรมก็บริสุทธิสูตร#4 กุลูปกสูตร (ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล) ทรงแสดงวิธีการเข้าสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยืดติดในปัจจัย ๔ และทรงแสดงคุณสมบัติของภิกษุผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูลและภิกษุผู้ไม่สมควรเข้าสู่ตระกูล คือ ไม่มุ่งหวังหรือมุ่งหวังในลาภและความเคารพนับถือของทายก และทรงแนะนำให้ภิกษุปฏิบัติตามพระมหากัสสปะสูตร#5 ชิณณสูตร (ความแก่) ทรงสนทนากับพระมหากัสสปะ ณ เวฬุวัน ทรงปรารภความแก่ชราของท่านพระมหากัสสปะ จึงทรงแนะนำให้ท่านพระมหากัสสปะรับคหบดีจีวร รับโภชนะในที่นิมนต์และอยู่ในสำนักของพระองค์ แต่ท่านพระมหากัสสปะยืนยันที่จะอยู่ในป่าและถือธุดงควัตรเหมือนเดิม ด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ การอยู่เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่ออนุเคราะห์หมู่ชนในภายหลังสูตร#6 โอวาทสูตร (การให้โอวาท) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอน เพราะได้เห็นสัทธิวิหาริกของพระอานนท์และสัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธะกล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะ พระผู้มีพระภาคจึงทรงเรียกสัทธิวิหาริกนั้นมา ทรงไตร่ถามข้อเท็จจริง ภิกษุนั้นยอมรับ และขอให้ทรงให้อภัยโทษ ทรงตรัสยกโทษให้ เพราะเหตุที่เห็นความผิดเป็นความผิด แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อความเจริญในธรรมวินัยต่อไปสูตร#7 ทุติยโอวาทสูตร (การให้โอวาท สูตรที่ ๒) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอน ทั้งไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรม จึงหวังความเจริญในธรรมไม่ได้ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ข้างแรมที่อับแสง ไม่เต็มดวง ไร้รัศมี การที่บุคคลไม่มีศรัทธานับเป็นความเสื่อม แต่ถ้ามีศรัทธา นับว่าเป็นความเจริญ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญเปล่งรัศมีเจิดจ้า ทรงอนุโมทนาภาษิตของท่านพระมหากัสสสปะสูตร#8 ตติยโอวาทสูตร (การให้โอวาท สูตรที่ ๓) ทรงรับสั่งให้ท่านพระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุทั้งหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหาทัสสปะกราบทูลว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอนโดยเคารพ ทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวของท่านพระมหากัสสปะ แล้วทรงแสดงความประพฤติที่แตกต่างกันของภิกษุในครั้งก่อนกับภิกษุในสมัยปัจจุบันสูตร#9 ปรัมมรณสูตร (ตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิด) พระมหากัสสปะสนทนาธรรมกับพระสารีบุตร โดยพระสารีบุตรเป็นผู้ถามท่านพระมหากัสสปะเกี่ยวกับอัตตา(ตัวตน)ตั้งเป็นคำถามได้ ๔ ประเด็น คือตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือ ตถาคตตายแล้วไม่เกิดอีกหรือ ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ ท่านพระมหากัสสปะตอบว่า ปัญหาเหล่านี้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบเพราะทรงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ปัญหาที่พระองค์ทรงตอบคือ ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับทุกข์ เพราะธรรมเหล่านี้มีประโยชน์ สงบระงับ ตรัสรู้ และเพื่อนิพพานสูตร#10 สัทธรรมปฏิรูปกสูตร (สัทธรรมปฏิรูป) ทรงแสดงต้นเหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญแห่งสัทธรรมแก่ท่านพระมหากัสสปะว่า เหตุที่ทำให้สัทธรรมเสื่อมสูญมี ๕ ประการ คือ บริษัท ๔ ในธรรมวินัยนี้ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา และในสมาธิ ส่วนเหตุที่ทำให้สัทธรรมเจริญตั้งมั่นก็มีนัยตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  37. 376

    ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ - มาคัณฑิยสูตร [6845-4s]

    มาคัณฑิยสูตร ทรงแสดงแก่มาคัณฑิยปริพาชก ขณะประทับอยู่ที่โรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร ในนิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ มาคัณฑิยปริพาชกเข้าไปขออาศัยโรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร และเมื่อปริพาชกทราบว่าทรงประทับอยู่ก่อนแล้วจึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า การเห็นที่นอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอัปมงคล และกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้ทำลายความเจริญ พระพุทธเจ้าทรงสดับการสนทนานั้นด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์จึงเสด็จกลับมายังโรงบูชาไฟ ทรงตรัสถามมาคัณฑิยปริพาชกเรื่องการสำรวมอินทรีย์ และทรงเล่าถึงเมื่อยังทรงเป็นคฤหัสถ์ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 ประการ ต่อมาทรงรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากกามทั้งหลาย ละตัณหาได้ บรรเทาความเร่าร้อนที่เกิดเพราะกามได้ มีจิตสงบ เพราะได้รับสุขระดับสุขทิพย์จากนั้นทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบผู้บริโภคกามเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน เหมือนคนตาบอด ทรงตรัสว่าการที่มาคัณฑิยปริพาชกกล่าวว่า ร่างกายที่ไม่มีโรค เป็นความไม่มีโรค เป็นนิพพานนั้น เป็นการกล่าวโดยไม่มีจักษุอย่างที่พระอริยบุคคลมี มาคัณฑิยปริพาชกจึงกราบทูลให้ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตนไม่เป็นคนตาบอด ทรงตรัสแนะนำให้คบสัตบุรุษ ฟังธรรมจากท่านและปฏิบัติตาม เมื่อทรงแสดงธรรมจบ มาคัณฑิยปริพาชกจึงขออุปสมบท และต่อมาท่านพระมาคัณฑิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  38. 375

    การตายของคหบดี - จิตตสังยุต ตอนที่ ๒ [6844-4s]

    สูตร#1 อิสิทัตตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยพระบวชใหม่ชื่ออิสิทัตตสูตร จิตตคหบดีถามพระเถระทั้งหลายว่า เมื่อมีอะไร ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรจึงมี เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มี พระอิสิทัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า เมื่อมีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ จึงมี เมื่อไม่มี สักกายทิฏฐิจึงไม่มี พร้อมทั้งอธิบายว่า สักกายทิฏฐิมีได้เพราะเห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา สักกายทิฎฐิก็มีไม่ได้ คำตอบนี้ทำให้จิตตคหบดีพอใจ จึงได้รู้จักกันว่า ทั้งสองเป็นสหายกันมานแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นกันสูตร#2 มหกปาฏิหาริยสูตร ว่าด้วยพระมหกะแสดงปาฏิหาริย์ คือพระมหกะผู้เป็นพระบวชใหม่ในคณะสงฆ์ที่มาพักในอัมพาฎกวันของจิตตคหบดี แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ให้มีลมเย็นและฝนตกลงมาขจัดความร้อนในขณะนั้นได้ จิตตคหบดีเห็นแล้วนิมนต์ให้แสดงฤทธิ์ให้ดูบ้าง โดยได้บันดาลฤทธิ์ให้เปลวไฟออกทางช่องลูกดาลและระหว่างกลอนประตู ให้ไหม้หญ้า แต่ไม่ให้ไหม้ผ้าห่ม จิตตคหบดีตกใจสลัดผ้าห่ม และกล่าวว่า พอได้แล้ว และถวายตัวเป็นอุปัฏฐากสูตร#3 โคทัตตสูตร ท่านพระโคทัตตะขณะพักอยู่ที่อัมพาฏกวันถามจิตตคหบดีว่า อัปปมาณาเจโตวิมุตติ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ สุญญตาเจโตวิมุตติ และอนิมิตตาเจโตวิมุตติมีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกันหรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ จิตตคหบดีตอบแยกเป็น ๒ ประเด็นคือ เหตุที่ทำให้ธรรม ๔ ประการนี้ต่างกันทั้งธรรถและพยัญชนะก็มีอยู่ และหตุที่ทำให้มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะก็มีอยู่ แล้วอธิบายเหตุเหล่านั้นโดยละเอียดสูตร#4 นิคัณฐนาฏปุตตสูตร นิครนถ์นาฏบุตรขณะไปพักที่อัมพาฎกวัน พร้อมด้วยนิครนถบริษัท ได้ถามจิตตคหบดีว่า "ท่านเชื่อหรือไม่ว่า สมณโคดมมีสมาธิที่ไม่มีวิตก วิจาร มีความดับวิตก วิจาร" เมื่อจิตตคหบดีตอบว่า ไม่เชื่อ นิครนถ์ นาฏบุตรจึงกล่าวยกย่องชมเชยให้บริษัทของตนฟังว่า คหบดีนี้เป็นคนตรง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา แต่เมื่อจิตตคหบดีขยายความว่า ที่ไม่เชื่อพระสมณโคดมอย่างนั้น เพราะตัวเองก็ได้บรรลุฌานเหล่านั้นแล้ว จึงไม่ต้องเชื่อสมณพราหมณ์ใด ๆนิครนถ์ นาฏบุตรจึงพูดกลับคำว่า จิตตคหบดีเป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยาสูตร#5 อเจลกัสสปสูตร อเจลกัสสปะผู้เป็นสหายเก่า ของจิตตคหบดีได้มาพักที่อัมพาฎกวัน จิตตคหบดีทราบ จึงไปสนทนาธรรมด้วยความสนิทสนมยิ่ง อเจลกัสสปะยอมรับว่าได้บวชเป็นนักบวชเปลือยมา ๓๐ ปีแล้วไม่ได้ญาณทัสสนะอันประเสริฐอะไรเลย ซึ่งต่างกับจิตตคหบดีที่ยืนยันว่าได้เป็นอุบาสกของพระพุทธเจ้ามา ๓๐ ปี และได้บรรลุฌานสมาบัติชั้นสูง ในที่สุดจิตตคหบดีนำสหายเก่าไปขอบรรพชาอุปสมบทกับพระรูปหนึ่ง และไม่นานท่านพระกัสสปะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์สูตร#6 คิลานทัสสนสูตร ขณะนั้นจิตตคหบดีป่วยหนัก มีเทวดาจำนวนมากที่สถิตอยู่ในป่า ที่ต้นไม้ ต้นหญ้า และต้นไม้ที่เป็นเจ้าป่าได้มาเยี่ยมไข้ และได้กล่าวแนะนำให้จิตตคหบดีปรารถนาขอไปเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งจิตตคหบดีตอบว่า ไม่ต้องการ เพราะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ต้องละจากไป พวกญาติมิตรสหายที่มาเยี่ยมเข้าใจว่าจิตตคหบดีบ่นเพ้อเพราะพิษไข้ จึงพูดปลอบใจ จิตตคหบดีจึงเล่าเรื่องให้คนเหล่านั้นฟัง และสอนให้คนเหล่านั้นมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและการให้ทาน จากนั้นท่านจิตตคหบดีได้ตายไป  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  39. 374

    ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะ - มหาอัสสปุรสูตร และ มหาสกุลุทายิสูตร [6843-4s]

    สูตร#1 มหาอัสสปุรสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ที่อัสสปุรนิคมของราชกุมารชาวอังคะ แคว้นอังคะ ชาวนิคมนั้นมีความศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงตรัสสอนภิกษุเรื่อง ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะ และเป็นพราหมณ์ ได้แก่ หิริโอตตัปปะ(ความละอายและความเกรงกลัวต่อความชั่ว) กายสมาจารบริสุทธิ์ วจีสมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธิ์ การสำรวมอินทรีย์ การรู้จักประมาณในโภชนะ ตื่นบำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่อง เจริญสติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ 5หลักธรรมนี้ ทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากต่ำไปหาสูงที่ทรงเรียกว่า กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งถึงสมาธิและปัญญาสูตร#2 มหาสกุลุทายิสูตร ตอน ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพประการอื่น ๆ คือ ทรงมีอธิศีล ทรงมีญาณทัสสนะ ทรงมีอธิปัญญา ทรงสามารถตรัสตอบปัญหาเรื่องอริยสัจ 4 ทรงสามารถตรัสบอกข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุที่สุดแห่งอภิญญา และอภิญญาบารมี (อรหัตตผล) คือ โพธิปักขิยธรรม 37 วิโมกข์ 8 อภิภายตนะ 8 กสินายตนะ 10 ฌาน 4 และวิชชา 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  40. 373

    ปัญญาจิตตคหบดี - จิตตสังยุต ตอนที่ ๑ [6842-4s]

    สูตร#๑ สัญโญชนสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างจิตตคหบดีกับภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลาย ณ อัมพาฏกวัน เรื่องสังโยชน์กับธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ว่าต่างกันหรือไม่ จิตตคหบดีเห็นว่าต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ โดยอุปมาเรื่องโค ๒ ตัว คือ โคดำกับโคขาวที่เขาผูกเชือกรวมกันไว้ โคทั้งสองเเม้จะเกี่ยวเนื่องกันเพราะเชือก แต่จริงๆไม่เหมือนกันเลย ข้อนี้ฉันใด อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกต่างกัน แต่เพราะอาศัยอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก ฉันทราคะจึงเกิด อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกจึงเกี่ยวเนื่องในฉันทราคะนั้นก็ฉันนั้นสูตร#๒ ปฐมอิสิทัตตสูตร อิสิทัตตะ สูตรที่ ๑ จิตตคหบดีได้เข้าไปหาพระเถระ และได้เรียนถามพระเถระทั้งหลายว่า ธาตุ คืออะไร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าธาตุต่างๆไว้เพียงเท่าไร พระเถระนิ่งไม่ตอบ ขณะนั้นท่านพระอิสิทัตตะซึ่งเป็นพระบวชใหม่ขออนุญาตตอบแทนว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสธาตุต่างๆไว้ดังนี้ คือ ธาตุ ๑๘ มี จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้นสูตร#๓ อิสิทัตตะสูตรที่ ๒ จิตตคหบดีได้เข้าไปหาพระเถระอยู่ที่อัมพาฏกวัน ถามพระเถระทั้งหลายว่า เมื่อมีอะไร ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรจึงมี เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มี พระเถระนิ่งไม่ตอบ ขณะนั้นพระอิสิทัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า เมื่อมีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ จึงมี เมื่อไม่มีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ๖๒ จึงไม่มี พร้อมทั้งอธิบายว่า สักกายทิฏฐิมีได้เพราะเห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา สักกายทิฎฐิก็มีไม่ได้ คำตอบนี้ทำให้จิตตคหบดีพอใจ จึงได้รู้จักกันว่า ทั้งสองเป็นสหายกันมานแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นกันสูตร#๔ มหกปาฏิหาริยสูตร ว่าด้วยพระมหกะแสดงปาฏิหาริย์ คือ พระมหกะผู้เป็นพระบวชใหม่ในคณะสงฆ์ที่มาพักในอัมพาฎกวันของจิตคคทบดี แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ให้มีลมเย็นและฝนตกลงมาขจัดความร้อนในขณะนั้นได้จิตตคหบดีเห็นแล้วนิมนต์ให้แสดงฤทธิ์ให้ดูบ้าง โดยได้บันดาลฤทธิ์ให้เปลวไฟออกทางช่องลูกดาลและระหว่างกลอนประตู ให้ไหม้หญ้า แต่ไม่ให้ไหม้ผ้าห่มสูตร#๕ ปฐมกามภูสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างท่านพระกามภูและจิตตคหบดีที่อัมพาฎกวัน โดยท่านพระกามภูยกพระคาถาพุทธภาษิตบทหนึ่งขึ้นถามจิตตคหบดีเกี่ยวกับอุปมา "รถ" ว่า เข้าใจว่าอย่างไร จิตตคหบดีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงอธิบายความหมายของพระคาถานั้นสูตร#๖ ทุติยกามภูสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างท่านพระกามภูและจิตตคหบดีที่อัมพาฎกวัน โดยท่านจิตตคหบดีเป็นผู้ถามปัญหาธรรม ท่านพระกามภูเป็นผู้ตอบ เรื่องสังขาร ๓ ประเภทคือ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร การถามตอบเป็นไปอย่างละเอียดลึกซึ้ง ด้วยการถามปัญหาที่ยิ่งๆขึ้นไปสูตร#๗ โคทัตตสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระโคทัตตะและจิตตคหบดี ขณะพักอยู่ที่อัมพาฏกวัน ถามจิตตคหบดีว่า อัปปมาณาเจโตวิมุตติ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติสุญญตาเจโตวิมุตติ และอนิมิตตาเจโตวิมุตติมีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ จิตตคหบดีตอบแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ เหตุที่ทำให้ธรรม ๔ ประการนี้ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะก็มีอยู่ และเหตุที่ทำให้มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะก็มีอยู่ แล้วอธิบายเหตุเหล่านั้นโดยละเอียด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  41. 372

    มายาเครื่องกลับใจ - อุปาลิวาทสูตร [6841-4s]

    อุปาลิวาทสูตร ทรงแสดงแก่นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสี และอุบาลีคหบดี ขณะประทับ ณ ป่าวาริกัมพวัน เขตเมืองนาลันทา ในตอนต้น ทรงแสดงแก่นิครนถ์ทีฆตปัสสี ที่ได้เข้าไปสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาค ทรงตั้งคำถาม ถามทีฆตปัสสีเรื่อง นิครนถ์ นาฏบุตร บัญญัติกรรมในการทำชั่ว ประพฤติชั่วไว้เท่าไร และอย่างไหนมีโทษมากกว่ากัน ทีฆตปัสสีทูลตอบว่า ไม่ได้บัญญัติเรื่องกรรมแต่บัญญัติทัณฑะ(อาญา) มี3 อย่าง และกายทัณฑะมีโทษมากกว่า จากนั้นตปัสสี ได้ทูลย้อนถามว่า พระองค์บัญญัติทัณฑะในการทำชั่ว ประพฤติชั่วไว้เท่าไร และอย่างไหนมีโทษมากกว่ากัน ทรงตอบว่า ไม่ได้บัญญัติทัณฑะ แต่บัญญัติ กรรม มี 3 อย่าง และมโนกรรมมีโทษมากกว่าจากนั้นทีฆตปัสสี ได้นำเรื่องไปเล่าให้นิครนถ์ นาฏบุตร และนิครนถ์บริษัทฟัง ทุกคนเห็นว่าทีฆตปัสสีกล่าวถูกต้อง อุบาลีคหบดีจึงรับอาสานำเรื่องนั้นไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงย้อนถามปัญหาอุบาลี 4 ข้อ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาจบลง อุบาลีคหบดียอมรับว่า มโนกรรมมีโทษมากกว่าจริง และได้แสดงตนเป็นอุบาสกถึง 3 ครั้ง จากนั้นทรงแสดงอนุปุพพิกถา จนอุบาลีคหบดี บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  42. 371

    บุคคลที่ควรคบ - หมวดธรรม 3 ประการ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต [6840-4s]

    สูตร#1 ปุคคลวรรค หมวดธรรม 3 ประการ พระไตรปิฏกเล่มที่ 20 ข้อที่ 23-30 ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยเรื่องของบุคคล ประเภทต่างๆ ประกอบด้วยสูตร1) สังขารสูตร ว่าด้วยบุคคลที่มีการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ ไปในทาง เบียดเบียน(พวกสัตว์นรก) ไม่เบียดเบียน(พวกสุภกิณห)หรือ เบียดเบียนบ้างไม่เบียดเบียนบ้าง (มนุษย์ เทวดาบางพวก และเปรตบางพวก)2) พหุการสูตร ว่าด้วยบุคคลที่มีอุปการะมากแก่บุคคล3) วชิรูปมสูตร ว่าด้วยบุคคลที่มีจิตเหมือนเพชร คือ บุคคลที่ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ4) เสวิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ คือ บุคคลที่เสมอตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา5) ชิคุจฉิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรรังเกียจ คือ เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ฯลฯ6) คูถภาณีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้พูดภาษาคูถ คือ บุคคลผู้กล่าวเท็จ7) อันธสูตร ว่าด้วยบุคคลตาบอด คือ บุคคลไม่มีนัยน์ตาเป็นเครื่องรู้ธรรม(ปัญญาจักษุ)8) อวกุชชสูตร ว่าด้วยบุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ คือ บุคคลที่ไปฟังธรรมเป็นประจำ แต่จำอะไรไม่ได้เลยสูตร#2 โจทนาสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้เป็นโจทก์ แสดงว่า ภิกษุผู้เป็นโจทก์ควรมีธรรม 5 ประการ เพื่อไม่ให้มีวิปปฏิสาร (ความเดือดร้อนใจ) แก่ทั้งผู้โจทก์และผู้ถูกโจทก์ ธรรม 5 ประการได้แก่ กล่าวในกาลอันควร กล่าวถ้อยคำจริง กล่าวถ้อยคำอ่อนหวาน กล่าวถ้อยคำมีประโยชน์ และกล่าวด้วยเมตตาจิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  43. 370

    ธรรมของพระเถระ - หมวดธรรม 5 ประการ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต [6839-4s]

    ชุดพระสูตรหมวดธรรม 5 ประการ พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย สูตร#1 ทีฆจาริกวรรค ว่าด้วยการจาริกไปนาน ข้อที่ 221-227 ประกอบด้วยปฐมทีฆจาริกสูตร,ทุติยทีฆจาริกสูตร, อตินิวาสสูตร, มัจฉรีสูตร, ปฐมกุลุปกสูตร, ทุติยกุลุปกสูตร,โภคสูตร ทรงตรัสถึงโทษของการจาริกไปไม่มีกำหนด และอานิสงส์ของการจาริกไปมีกำหนด, การอยู่ประจำที่นานมีโทษและการอยู่กำหนดพอดีมีอานิสงส์, การเข้าไปสู่ตระกูลและอยู่คลุกคลีในตระกูลนานเกินเวลามีโทษ, เรื่องโทษและอานิสงส์ของโภคทรัพย์สูตร#2 อาวาสิกวรรค ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส ข้อที่ 231-240 ประกอบด้วย อาวาสิกสูตร, ปิยสูตร, โสภณสูตร, พหูปการสูตร, อนุกัมปสูตร, ปฐมอวัณณารหสูตร, ทุติยอวัณณารหสูตร, ตติยอวัณณารหสูต, ปฐมมัจฉริยสูตร, ทุติยมัจฉริยสูตร ทรงตรัสถึงพระสูตรที่ประกอบด้วยธรรม 5 ประการ ที่ว่าด้วยธรรมของเจ้าอาวาส, ธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นที่รัก, ธรรมที่เป็นเหตุให้อาวาสงดงาม, ธรรมที่เป็นเหตุให้มีอุปการะมากแก่อาวาส, ธรรมที่เป็นเหตุอนุเคราะห์คฤหัสถ์, ธรรมว่าด้วยคนที่ควรติเตียน,ธรรมว่าด้วยความตระหนี่สูตร#3 เถรวรรค ว่าด้วยธรรมของพระเถระและธรรมของพระเสขะ ข้อที่ 81-90 ประกอบด้วยรชนียสูตร, วีตราคสูตร, กุหกสูตร, อัสสัทธสูตร, อักขมสูตร, ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร, สีลวันตสูตร, เถรสูตร, ปฐมเสขสูตร, ทุติยเสขสูตร ทรงตรัสถึงธรรมของพระเถระที่เป็นเหตุให้กำหนัด, ธรรมของผู้ปราศจากราคะ, ธรรมว่าด้วยผู้หลอกลวง, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้ไม่มีศรัทธา, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้ไม่อดทน, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทา, ธรรมว่าด้วยภิกษุผู้มีศีล, ว่าด้วยธรรมของพระเถระและของพระเสขะ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  44. 369

    อายตนะและการพัฒนาอินทรีย์ - อินทริยภาวนาสูตร , ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร และ สาเกตสูตร [6838-4s]

    สูตร#1 อินทริยภาวนาสูตร ทรงแสดงแก่อุตตรมาณพซึ่งเป็นศิษย์ของปาราสิริยพราหมณ์ ขณะประทับอยู่ ณ เวฬุวัน ในกัชชังคลานิคม ทรงปรารภคำกราบทูลของอุตตรมาณพเรื่องการเจริญอินทรีย์ของปาราสิริยพราหมณ์ ซึ่งปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวก คือแสดงว่า อย่าดูรูปทางตา อย่าฟังเสียงทางหู ทรงตรัสว่า ผู้เจริญอินทรีย์ตามคำสอนของปาราสิริยพราหมณ์ จักเป็นคนตาบอด หูหนวก จากนั้นทรงเรียกพระอานนท์มาแล้ว ทรงแสดงเรื่องการเจริญอินทรีย์ตามหลักคำสอนของพระองค์สูตร#2 ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ทรงแสดงแก่ท่านพระสารีบุตร ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภวิหารธรรมที่ทำให้พระสารีบุตรมีอินทรีย์ผ่องใส มีผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ต้องการอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมนั้นต้องพิจารณาว่า ขณะกลับจากบิณฑบาต มีอกุศลธรรมที่อาศัยอายตนะภายในเกิดขึ้นแก่ตนหรือไม่ ถ้ามีให้พยายามละเสีย ถ้าไม่มี ให้ยินดีศึกษาในกุศลธรรมต่อไป นอกจากนี้ ผู้อยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมควรพิจารณา กามคุณ 5 นิวรณ์ 5 และอุปาทานขันธ์ 5 เป็นต้น ทรงสรุปว่า ในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ผู้พิจารณาเช่นนี้ จึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ได้สูตร#3 สาเกตสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ ป่าอัญชนวัน สถานที่พระราชทานอภัยแก่หมู่เนื้อ เขตเมืองสาเกต ทรงแสดงเหตุที่ทำให้อินทรีย์ 5 ประการอาศัยแล้วกลายเป็นพละ 5 ประการ และเหตุที่พละ 5 ประการอาศัยแล้วกลายเป็นอินทรีย์ 5 ประการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  45. 368

    ภูมิของผู้ที่ได้รับการฝึก - ทันตภูมิสูตรและภูมิชสูตร [6837-4s]

    สูตร#1 ทันตภูมิสูตร ทรงแสดงแก่สามเณรอจิรวตะ ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภคำกราบทูลของสามเณรเรื่องที่ ชยเสนราชกุมาร(พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร) ไม่ทรงเชื่อว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรอุทิศกายและใจอยู่ จะบรรลุเอกัคคตาจิต(สภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียว)ได้ พระผู้มีพระภาคตรัสกับสามเณรอจิรวตะว่าชยเสนราชกุมารยังบริโภคกาม จักทรงรู้เห็นสภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียวได้อย่างไร เหมือนช้าง ม้า โค ที่ไม่ได้ฝึกก็ไม่สำเร็จภูมิของสัตว์ที่ฝึกแล้ว เหมือนผู้ยืนอยู่ที่เชิงภูเขามองไม่เห็นสิ่งที่ผู้ยืนอยู่บนยอดภูเขามองเห็น แล้วทรงยกอุปมาขึ้นแสดง สูตร#2 ภูมิชสูตร ทรงแสดงแก่ท่านพระภูมิชะ ขณะประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ โดยทรงปรารภคำกราบทูลของท่านพระภูมิชะ เรื่องวาทะของสมณพราหมณ์พวกหนึ่งที่ชยเสนราชกุมารนำมาตรัสถามท่าน ท่านพระภูมิชะกราบทูลว่า ราชกุมารมาตรัสถามท่านว่า พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไรเกี่ยวกับวาทะของสมณพราหมณ์พวกหนึ่งที่ว่า บุคคลจะตั้งความหวัง ไม่ตั้งความหวัง ทั้งตั้งความหวังและไม่ตั้งความหวัง ตั้งความหวังก็มิใช่ ไม่ตั้งความหวังก็มิใช่ แล้วประพฤติพรหมจรรย์ พวกเขาก็จะไม่สามารถบรรลุผลอะไรได้เลย ท่านตอบราชกุมารไปว่า ท่านยังมิได้สดับรับฟังมาจากพระองค์โดยตรง แต่คิดว่าพระองค์คงจะตรัสตอบโดยใช้ “ความแยบคายและความไม่แยบคาย “ เป็นเครื่องตัดสิน ราชกุมารจึงตรัสว่า ถ้าพระองค์ตรัสตอบอย่างนั้น ก็จะทรงมีความรู้เหนือสมณพราหมณ์พวกอื่น พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองว่าท่านพระภูมิชะตอบถูกแล้ว จากนั้นทรงอธิบายว่าความแยบคาย หมายถึงอริยมรรคมีองค์ 8 ความไม่แยบคายหมายถึงมิจฉามรรคมีองค์ 8และทรงยกอุปมาขึ้นมาแสดง  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  46. 367

    อุปมาเปรียบเทียบบุคคล - ปฐมวลาหกสูตร,กุมภสูตร อุทกรหทสูตร,อัมพสูตร,มูสิกสูตร,ปุคคลัปปสาทสูตร, สีวถิกสูตร, ทุจจริตสูตร,ทุติยโยธาชีวสูตร [6836-4s]

    สูตร 1 #ปฐมวลาหกสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับเมฆ 4 ชนิด คือ 1) เมฆที่คำรามแต่ฝนไม่ตกเปรียบเหมือนบุคคลที่พูดแต่ไม่ทำ 2) เมฆที่ให้ฝนตกแต่ไม่คำรามเปรียบเหมือนบุคคลที่ทำแต่ไม่พูด 3) เมฆที่ทั้งไม่คำรามทั้งให้ฝนไม่ตกเปรียบเหมือนบุคคลที่ทั้งไม่พูดและไม่ทำ 4) เมฆที่ทั้งคำรามและให้ฝนตกเปรียบเหมือนบุคคลที่ทั้งพูดและทำสูตร 2 #กุมภสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับหม้อ 4 ชนิด คือ 1) หม้อเปล่าแต่ปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใสแต่ไม่รู้อริยสัจ 2) หม้อเต็มแต่เปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใสแต่รู้อริยสัจ 3) หม้อเปล่าและเปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใสและไม่รู้อริยสัจ 4) หม้อเต็มและปิดฝาเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใสและรู้อริยสัจสูตร 3 #อุทกรหทสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับห้วงน้ำ 4 ชนิด คือ 1) ห้วงน้ำตื้นแต่เงาลึกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส แต่ไม่รู้อริยสัจ 2) ห้วงน้ำลึกแต่เงาตื้นเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส แต่รู้อริยสัจ 3) ห้วงน้ำตื้นและเงาตื้นเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส และไม่รู้อริยสัจ 4) ห้วงน้ำลึกและเงาลึกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส และรู้อริยสัจสูตร 4 #อัมพสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับมะม่วง 4 ชนิด คือ1) มะม่วงดิบแต่ผิวสุกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส แต่ไม่รู้อริยสัจ 2) มะม่วงสุกแต่ผิวดิบเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส แต่รู้อริยสัจ 3) มะม่วงดิบและผิวดิบเปรียบเหมือนบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใส และไม่รู้อริยสัจ 4) มะม่วงสุกและผิวสุกเปรียบเหมือนบุคคลที่น่าเลื่อมใส และรู้อริยสัจสูตร 5 #มูสิกสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับหนู 4 ชนิด คือ 1) หนูขุดรูแต่ไม่อยู่เปรียบเหมือนบุคคลเรียนธรรมแต่ไม่รู้อริยสัจ 2) หนูอยู่แต่ไม่ขุดรูเปรียบเหมือนบุคคลไม่เล่าเรียนธรรมแต่รู้อริยสัจ 3) หนูไม่ขุดรูและไม่อยู่เปรียบเหมือนบุคคลไม่เล่าเรียนธรรมและไม่รู้อริยสัจ 4) บุคคลเปรียบเหมือนหนูขุดรูและอยู่เปรียบเหมือนบุคคลเรียนธรรมและรู้อริยสัจสูตร 6 #ปุคคลัปปสาทสูตร ได้แก่ 1) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ต้องอาบัติเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัตร จึงไม่เลื่อมใสภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 2) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ต้องอาบัติเป็นเหตุให้สงฆ์สั่งให้เขานั่งท้าย จึงไม่เลื่อมใสภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 3) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่หลีกไปสู่ทิศ จึงไม่คบภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 4) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ลาสิกขา ทำให้ไม่คบภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรม 5) บุคคลผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ตายแล้ว ทำให้ไม่คบภิกษุอื่นและไม่ศึกษาธรรมสูตร 7 #สีวถิกสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับป่าช้ามีโทษ 5 คือ 1) คนชั่วเปรียบเหมือนป่าช้าที่ไม่สะอาด 2) คำเล่าลือของคนชั่ว เปรียบเหมือกลิ่นเหม็นของป่าช้า 3) ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่ห่างไกลจากคนชั่วเนื่องจากมีภัย 4) กลุ่มคนชั่วอยู่รวมกันเป็นที่อยู่ของอมนุษย์ดุร้าย 5) ผู้ประพฤติธรรมที่ต้องอยู่กับคนชั่วเป็นที่คร่ำครวญของคนจำนวนมากสูตร 8 ทุจริตสูตร (พระไตรปิฏกเล่มที่ 22 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อที่ 241-248) ทรงแสดงถึงทุจริตมีโทษและสุจริตมีอานิสงส์ ใน 2 นัยยะโทษเพราะทุจริต 5 คือ 1) แม้ตนเองย่อมติเตียนตนได้ 2) วิญญูชนพิจารณาแล้วย่อมติเตียนได้ 3) กิตติศัพท์อันชั่วย่อมฟุ้งไป 4) ย่อมเป็นผู้หลงกระทำกาละ 5) เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อานิสงส์เพราะสุจริต 5 คือ 1) แม้ตนเองย่อมไม่ติเตียนตนได้ 2) วิญญูชนพิจารณาแล้วย่อมสรรเสริญ 3) กิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งไป 4) ย่อมไม่เป็นผู้หลงกระทำกาละ 5) เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อีกนัยยะ ข้อ 245 แตกต่างที่ข้อ 4 และ 5 คือ ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม  และ ย่อมตั้งอยู่ในอสัทธรรม / ย่อมเสื่อมจากอสัทธรรม และ ย่อมตั้งอยู่ในสัทธรรมสูตร 9 #ทุติยโยธาชีวสูตร ทรงเปรียบเทียบบุคคลกับนักรบอาชีพ 5 จำพวก คือ ถูกข้าศึกฆ่าตาย บาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างทาง บาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างการรักษา บาดเจ็บและรักษาหาย และนักรบอาชีพผู้พิชิตสงคราม โดยเปรียบภิกษุในธรรมวินัยเหมือนนักรบอาชีพที่ไม่รักษากายวาจาใจ มีสติไม่ตั้งมั่น ทำให้ถูกราคะครอบงำ แต่หากภิกษุนั้นสำรวมอินทรีย์ ละอภิชฌา ละนิวรณ์ 5 เปรียบเหมือนนักรบอาชีพนักรบอาชีพนั้นถือดาบและโล่ผูกสอดธนูแล้วเข้าสู่สมรภูมิ เขาชนะสงครามนั้นแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  47. 366

    รอยพระตถาคต -จูฬหัตถิปโทปมสูตร , ชาณุสโสณิสูตร [6835-4s]

    สูตร #1 จูฬหัตถิปโทปมสูตร ทรงแสดงแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ ณ เชตวัน เรื่องรอยของพระตถาคต 4 รอย ที่ปิโลติกปริพาชกใช้เป็นเครื่องพิสูจน์เหตุที่ตนเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้า ทรงตรัสแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ว่า อุปมาด้วยรอยเท้าช้างของปิโลติกปริพาชกยังไม่สมบูรณ์ จึงทรงยกอุปมาขึ้นเพื่อไม่ให้ด่วนตัดสินว่า ช้างตัวนี้ใหญ่เพียงเพราะเห็นรอยเท้า แต่ทรงเน้นให้เห็นตัวจริง รอยของพระพุทธเจ้าก็ฉันนั้น แม้ภิกษุจะได้เห็นรอยทั้ง 4 รอยนี้ ก็ไม่ด่วนตัดสินว่า “พระผู้มีพระภาคเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี จนกว่าจะได้บรรลุอาสวักขยญาณด้วยตนเองฯลฯ จึงตัดสินใจดังกล่าว ตรัสจบ ชาณุสโสณิประกาศตนเป็นอุบาสกสูตร#2 ชาณุสโสณิสูตร (อังคุตตรนิกาย #24) พราหมณ์ทูลถามเรื่องทานว่า พวกตนได้ให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว พวกเขาจะได้รับหรือไม่ พระองค์จึงตรัสเรื่องฐานะและอัฏฐานะของผู้จะได้รับส่วนกุศล คือผู้ไปเกิดในภูมิที่เป็นฐานะเท่านั้นจึงควรได้รับส่วนกุศล ซึ่งได้แก่ ปรทัตตูปซีวีเปต (เปรตผู้ต้องอาศัยส่วนกุศลของผู้อื่นเป็นอยู่) ส่วนภูมิอื่นมีมนุสสภูมิเป็นต้น เป็นภูมิที่ไม่ได้ส่วนกุศลเพราะต่างก็มีอาหารของตน ชื่อว่า อัฏฐานะ และทรงตรัสว่า อกุศลกรรมบถ 10 ประการ และกุศลกรรมบถ 10 ประการ เป็นเหตุจำแนกสัตว์ให้ไปเกิดในภูมิต่างๆ และทรงย้ำว่า การให้ทาน ย่อมไม่เสียผล เป็นความดีความเจริญของทายกผู้ให้แน่นอน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  48. 365

    อุปมากองไฟ และนักรบอาชีพ- อัคคิกขันโธปมสูตร ปฐมโยธาชีวสูตร และทุติยโยธาชีวสูตร [6834-4s]

    สูตร 1 # อัคคิกขันโธปมสูตร พระผู้มีพระภาคเสด็จเดินทางไกลไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ได้ทอดพระเนตรเห็นกองไฟใหญ่ที่กำลังลุกโชนโชติช่วงอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เสด็จแวะลงข้างทางประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง จึงตรัสถามเหล่าภิกษุด้วยอุปมา 7 อย่าง และให้โอวาทแก่เหล่าภิกษุว่าการที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติสกปรกน่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะมิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน มีความกำหนัดกล้า เป็นดังหยากเยื่อบริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธาจะดีอย่างไร การที่บุรุษมีกำลัง เอาขอเหล็กแดงไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงเกี่ยวปากอ้าไว้ แล้วกรอกก้อนเหล็กแดงเข้าในปากก้อนเหล็กแดงนั้นจะพึงไหม้ริมฝีปาก แล้วออกทางทวารเบื้องต่ำนี้ดีกว่าเพราะผู้นั้นพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย แต่ผู้นั้นเมื่อตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีลบริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธาย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เมื่อตรัสให้โอวาทจบมีพระภิกษุจำนวน 60 รูป กระอักเป็นเลือดและได้บอกคืนสิกขากลับเป็นคฤหัสถ์ และพระภิกษุอีกประมาณ 60 รูปมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายสูตร 2 #ปฐมโยธาชีวสูตร ได้ให้โอวาทเรื่องนักรบอาชีพ 5 จำพวก คือ ที่หวั่นไหวต่อการเข้าสนามรบเมื่อเห็นฝุ่นฟุ้ง เห็นยอดธงของข้าศึก เสียงกึกก้องของข้าศึก การประหารของข้าศึก และนักรบอาชีพที่ไม่หวั่นไหวต่อการเห็นฝุ่นฟุ้ง เห็นยอดธง เสียงกึกก้อง และการประหารของข้าศึกซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม โดยเปรียบภิกษุในธรรมวินัยเหมือนนักรบอาชีพ และเปรียบข้าศึกเหมือนหญิงสาวที่ไม่ว่าจะได้พบเจอ ในลักษณะหรือเหตุการณ์ใดก็ตาม แต่หากจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’เมื่อเธอรู้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะและอวิชชาสวะสูตร 3 # ทุติยโยธาชีวสูตร ได้ให้โอวาทเรื่องนักรบอาชีพ 5 จำพวก คือที่ถูกข้าศึกฆ่าตาย บาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างทางบาดเจ็บเสียชีวิตระหว่างการรักษา บาดเจ็บและรักษาหาย และนักรบอาชีพผู้พิชิตสงคราม โดยเปรียบภิกษุในธรรมวินัยเหมือนนักรบอาชีพที่ไม่รักษากายวาจาใจ มีสติไม่ตั้งมั่น ทำให้ถูกราคะครอบงำ แต่หากภิกษุในธรรมวินัยสำรวมอินทรีย์ ละอภิชฌา ละนิวรณ์5 เปรียบเหมือนนักรบอาชีพนักรบอาชีพนั้นถือดาบและโล่ผูกสอดธนูและแล่งแล้วเข้าสู่สมรภูมิ เขาชนะสงครามนั้นแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  49. 364

    อุบายกำจัดอาสวะ - สัพพาสวสังวรสูตร และ ธรรมทายาทสูตร [6833-4s]

    สูตร#1 สัพพาสวสังวรสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะมีได้เฉพาะผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย ทรงจำแนกอาสวะออกเป็น 7 ชนิด ตามเหตุเกิดและอุบายวิธีที่จะละให้หมดสิ้นไปได้ คือ อาสวะที่ต้องละด้วย 1. ทัสสนะ (ความเห็น) 2. การสังวร 3. การใช้สอย 4. การอดกลั้น 5. การเว้น 6. การบรรเทา 7. การเจริญ อาสวะเหล่านั้นเมื่อภิกษุละได้แล้วด้วยอุบายนั้น ๆ อาสวะนั้นละได้เด็ดขาดสูตร#2 ธรรมทายาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ทรงปรารภลาภสักการะเป็นอันมากที่เกิดขึ้นแก่พระองค์และภิกษุสงฆ์ในขณะนั้น จะเป็นเหตุให้ภิกษุบางพวกยึดติดในลาภสักการะเหล่านั้น จึงทรงสอนให้ภิกษุเป็นธรรมทายาทของพระองค์ ไม่ให้เป็นอามิสทายาท เพราะถ้าเป็นธรรมทายาท วิญญูชนจะยกย่องสรรเสริญ จากนั้นท่านพระสารีบุตรได้แสดงธรรมต่อถึงหนทางในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความสงัดขึ้นแก่ตน และอริยมรรคมีองค์ 8สูตร#3 มฆเทวสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องของพระองค์เองที่เกิดมาในชาติก่อน เป็นสมัยที่พระองค์เกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวะ ที่มีข้อปฏิบัติอันดี ที่ได้มอบเป็นมรดกไว้ให้รุ่นลูกหลานได้นำไปปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นกัลยาณวัตร และได้เปรียบเทียบถึงวัตรอันงามที่ท่านทิ้งไว้เป็นมรดกในครั้งนี้คือ อริยมรรคมีองค์ 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  50. 363

    ธรรมสมาธิทำให้หายสงสัย - ปาฏลิยสูตร และ คันธภกสูตร [6832-4s]

    สูตร#1 ปาฏลิยสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อปาฏลิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามว่า ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า"พระสมณโคดมทรงรู้จักมารยา" นั้น เป็นความจริงหรือไม่ ตรัสตอบว่า เป็นความจริง ทรงอธิบายว่า คำว่า "รู้จักมารยา" กับคำว่า "มีมารยา"โดยทรงยกตัวอย่างประกอบว่า ผู้ใหญ่บ้านชื่อ ปาฏลิยะรู้จักทหารผมยาวชาวโกฬิยะดีว่าเป็นคนทุศีล เป็นคนเลว แต่ผู้ใหญ่บ้านก็พูดไม่ได้ว่า ทหารผมยาวเป็นคนทุศีลส่วนผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่คนทุศีล ทรงอธิบายต่อไปว่า ทรงรู้ชัดกุศลกรรมบถ 10 ประการ และผลของอกุศลกรรมบถเหล่านั้น และทรงรู้ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ผู้มีอกุศลกรรมบถเหล่านั้นหลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ผู้มีมีทิฏฐิว่า "ผู้ฆ่าสัตว์ ผู้ลักทรัพย์ ผู้ประพฤติผิดในกามและผู้พูดเท็จ ทั้งหมดเสวยทุกขโทมนัสในปัจจุบัน ชื่อว่าเป็นผู้พูดเท็จ เพราะผู้ฆ่าสัตว์ ผู้ลักทรัพย์ ผู้ประพฤติผิดในกาม และผู้พูดเท็จ บางคนได้รับพระราชทานรางวัลอย่างดี มีสุข แต่บางคนได้รับพระราชอาชญา มีทุกข์ผู้ใหญ่บ้านปาฏลิยะได้กราบทูลว่า มีศาสดา 4 จำพวกมาพักที่บ้านพัก คือ(1) ผู้มีทิฏฐิว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล(2) ผู้มีทิฏฐิว่า ทานมีผล(3) ผู้มีทิฏฐิว่า บาป บุญไม่มี(4) ผู้มีทิฏฐิว่า บาป บุญมีแล้วทูลถามว่า ผู้ใดพูดจริง ผู้ใดพูดเท็จ จึงทรงแนะนำวิธีละความสงสัย คือให้ปฏิบัติธธรรมสมาธิ สูตร#2 คันธภกสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อคันธภกะ ชาวอุรุเวลกับปนิคม แคว้นมัลละ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลขอให้ทรงแสดงธรม พระองค์จึงทรงแสดงเหตุเกิดแห่งโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ว่า ได้แก่ ฉันทะ เช่น เพราะชาวอุรุเวลกัปปนิคมถูกประหาร ถูกจองจำ ถูกปรับไหมหรือถูกตำหนิโทษ คันธภกะในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะคันธภกะมีฉันทะในคนเหล่านั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Type above to search every episode's transcript for a word or phrase. Matches are scoped to this podcast.

Searching…

We're indexing this podcast's transcripts for the first time — this can take a minute or two. We'll show results as soon as they're ready.

No matches for "" in this podcast's transcripts.

Showing of matches

No topics indexed yet for this podcast.

Loading reviews...

ABOUT THIS SHOW

ดื่มด่ำ ซึมซาม ด้วยการฟังบทพยัญชนะที่มีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด เป็นข้อมูลโดยตรงจากพระสูตรในพระไตรปิฏก เพื่อให้มีการตกผลึกความคิด เกิดเป็นความคลองปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็นได้. New Episode ทุกวันพฤหัส เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

HOSTED BY

ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

Produced by webmaster

Frequently Asked Questions

How many episodes does 4 คลังพระสูตร have?

4 คลังพระสูตร currently has 50 episodes available on PodParley. New episodes are automatically indexed when they're published to the podcast feed.

What is 4 คลังพระสูตร about?

ดื่มด่ำ ซึมซาม ด้วยการฟังบทพยัญชนะที่มีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด เป็นข้อมูลโดยตรงจากพระสูตรในพระไตรปิฏก เพื่อให้มีการตกผลึกความคิด เกิดเป็นความคลองปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็นได้. New Episode ทุกวันพฤหัส เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ...

How often does 4 คลังพระสูตร release new episodes?

4 คลังพระสูตร has 50 episodes. Check the episode list to see recent publication dates and frequency.

Where can I listen to 4 คลังพระสูตร?

You can listen to 4 คลังพระสูตร on PodParley by clicking any episode. We provide an embedded audio player for direct listening, and you can also subscribe via your preferred podcast app using the RSS feed.

Who hosts 4 คลังพระสูตร?

4 คลังพระสูตร is created and hosted by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana.
URL copied to clipboard!