6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก podcast artwork

PODCAST · religion

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  1. 385

    จุดที่สมาธิเปลี่ยนเป็นปัญญาด้วยองค์ 5 [6923-6t]

    หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ข้อที่ 28 ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งหมายถึง การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่ง “ฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต” (การทบทวนองค์ฌานหรือสิ่งที่ตนรู้เห็นด้วยปัญญา) จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว ข้อที่ 29 จังกมสูตร ว่าด้วยการเดินจงกรม “จังกม” แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1. อดทนต่อการเดินทางไกล 2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3. อาหารย่อยได้ง่าย 4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง 5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  2. 384

    มิติแห่งวิมุตติ [6922-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยสามัญญธรรม และเขมวรรค หมวดว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่าเขมะข้อที่ 43-61 เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง พระอุทายี และ พระอานนท์ ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ข้อที่ 43 กายสักขีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นกายสักขี (เด่นด้านสมาธิ/ฌานสมาบัติ) ว่าด้วย "กายสักขีบุคคล" หรือ บุคคลผู้เป็นพยานด้วยนามกาย ซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้จิตหรือนามกายสัมผัสถูกต้องวิโมกข์ (หรือฌาน) ก่อน แล้วจึงบรรลุธรรมด้วยปัญญาในภายหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ โดยปริยาย(ขั้นต้น-ขั้นกลาง/ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ฌาน 1-8 และ โดยนิปปริยาย (ขั้นสูงสุด/ผู้สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ผู้ที่สามารถเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ข้อที่ 44 ปัญญาวิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) หมายถึง ผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้เน้นการเข้าสมาบัติลึกซึ้ง (แช่ในฌาน) แต่เป็นผู้ที่ "ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณาเพื่อตัดขาดกิเลส" (วิป้สสนา) โดยตรง แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โดยปริยาย และ โดยนิปปริยาย ข้อที่ 45 อุภโตภาควิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน / สมถะ&วิปัสสนา) หมายถึง พระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือโดยปริยายและโดยนิปปริยาย เช่นกัน ข้อที่ 46-61 ใช้ระบบองค์ธรรมเดียวกันทั้งหมด คือ “อนุปุพพวิหาร 9” (รูปฌาน อรูปฌาน และ สัญญาเวทยิตนิโรธ) เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า นิพพาน, เขมะ, อมตะ, อภัย, ปัสสัทธิ, และนิโรธ นั้น สามารถสัมผัสได้จริงด้วยนามกายตั้งแต่ขั้นสมาธิระดับฌาน (โดยปริยาย) ไปจนถึงการสิ้นอาสวกิเลสอย่างสมบูรณ์เด็ดขาดด้วยปัญญา (โดยนิปปริยาย) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สามัญญวรรค เขมวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  3. 383

    การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 [6921-6t]

    หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิจนไล่ลำดับไปถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น ข้อที่ 21 ปฐมอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๑ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ เริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ ข้อที่ 22 ทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๒ เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา ข้อที่ 23 อุปกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมอง เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่างของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ ๕ นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ ข้อที่ 24 ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นจะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้ ข้อที่ 25 อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 26 วิมุตตายตนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม ตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา และมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม ข้อที่ 27 สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิเพื่อให้ญาณเกิดขึ้น สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่ ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  4. 382

    ช่องว่างในที่คับแคบ [6920-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค และ สามัญญวรรค ข้อที่ 40 นาคสูตร ว่าด้วยการหาความสงบของพญาช้าง เป็นพระสูตรที่เปรียบเทียบพฤติกรรมของพญาช้างผู้แสวงหาความสงบ กับการปฏิบัติของพระภิกษุ เพื่อเป็นอุบายสอนใจในการละทิ้งความวุ่นวายและเข้าสู่ความสงบวิเวก คือการสอนให้เห็นคุณค่าของการ "ปลีกวิเวก" เมื่อจิตใจถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง การแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพังเพื่อทบทวนตัวเองและทำจิตใจให้สงบ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสติและปัญญา องค์ธรรมในพระสูตรนี้คือ นิวรณ์ ๕ และอนุปุพพวิหาร ๙ ข้อที่ 41 ตปุสสสูตร ว่าด้วยตปุสสคหบดี ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “เนกขัมมะ” ในการพ้นทุกข์ และแสดงขั้นตอนการปฏิบัติโดยละเอียดเพื่อเข้าถึงเนกขัมมะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเห็นโทษในกาม ความเห็นอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ และความเพียรในการฝึกฝนตนเอง (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อความหลุดพ้น โดยแสดงผ่านบทสนทนาระหว่างตปุสสคหบดี ท่านพระอานนท์ และพระพุทธเจ้า ข้อที่ 42 สัมพาธสูตร ว่าด้วยวิธีบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ อธิบายถึง "กามคุณ 5" ว่าเป็น "ที่คับแคบ" และอธิบาย "วิธีบรรลุช่องว่าง (โอกาส) ในที่คับแคบ" โดยการใช้ "สมาธิและการบรรลุฌานทั้ง 9 ลำดับ" (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อสลัดออกจากสภาวะบีบคั้นนั้นทีละขั้นจนถึงนิพพาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค สามัญญวรรค  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  5. 381

    พละ 5 ธรรมที่ทำให้องอาจ [6919-6t]

    หมวดธรรม 5 ประการใน พลวรรค หมวดว่าด้วยพละพระสูตรข้อที่ 11-16 กล่าวถึง กำลัง 5 ประการ (พละ ๕) ซี่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ มาใช้แสดงตามพระสูตรข้อต่างๆได้ดังนี้รูปแบบแรก (ข้อที่ 11-12) ตถาคตพละ ได้แก่1. สัทธาพละ: กำลังคือความเชื่อ2. หิริพละ: กำลังคือความละอายบาป3. โอตตัปปพละ: กำลังคือความเกรงกลัวบาป4. วิริยพละ: กำลังคือความเพียร5. ปัญญาพละ: กำลังคือความรอบรู้ (เป็นยอดของกำลังทั้งหมด)ข้อที่ 11 อนนุสสุตสูตร กล่าวถึง "กำลังของตถาคต" ที่ทำให้ทรงบันลือสีหนาทและประกาศธรรมได้อย่างองอาจข้อที่ 12 กูฏสูตร ทรงเปรียบ "ปัญญา" เป็น "ยอดเรือน" (ปัญญาเป็นยอดแห่งกำลัง) รูปแบบที่สอง (ข้อที่ 13-16) เสขพละ ได้แก่1. สัทธาพละ: เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า2. วิริยพละ: เพียรละอกุศล บำเพ็ญกุศล (สัมมัปปธาน 4)3. สติพละ: มีสติระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดมานานได้ (สติปัฏฐาน)4. สมาธิพละ: การบรรลุฌาน 1-4 เพื่อความอยู่เป็นสุข5. ปัญญาพละ: รู้ถึงความเกิดและความดับ (อริยสัจ 4)ข้อที่ 13 สังขิตตสูตร ทรงแสดงพละ 5 ในฐานะ "เสขพละ" หรือกำลังของผู้ที่ยังต้องศึกษา (พระเสขบุคคล) เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสข้อที่ 14 วิตถตสูตร ทรงขยายความละเอียดของแต่ละข้อเพื่อให้เห็นทางปฏิบัติข้อที่ 15 ทัฏฐัพพสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงเห็น เราจะ "เห็น" พละเหล่านี้ได้ที่ไหนข้อที่ 16 ปุนกูฏสูตร ในบรรดาการปฏิบัติทั้งหมด "ปัญญา" คือจุดรวมยอดที่สำคัญที่สุดพระสูตรข้อที่ 17-20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  6. 380

    พ้นบ่วงแห่งสัญญา [6918-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรคข้อที่ 37 อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ กล่าวถึง “การบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” การค้นพบหนทางแห่งความสว่าง (ความสงบ/นิพพาน) ในขณะที่อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ยังทำงานอยู่ตามธรรมชาติ แต่จิตเลือกที่จะไม่เข้าไปเสวยอารมณ์ เป็นสภาวะที่เรียกว่า "มีสัญญาแต่ไม่รับรู้อายตนะ" ได้ด้วย “สมาธิ” อรูปฌานขั้น 1-3 และ สมาธิขั้นที่ละเอียด (อรหัตตผล) ซึ่งจะมีลักษณะ “ไม่ถูกกิเลสน้อมไป - ไม่มีการข่มห้ามด้วยธรรมปรุงแต่ง - ตั้งมั่นและไม่สะดุ้ง” ข้อที่ 38 โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ชำนาญคัมภีร์โลกายัต พราหมณ์ผู้ชำนาญในตำราทางโลก (วาทศิลป์) ทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับเรื่องโลกและการพ้นไปจากโลก พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า "ที่สุดแห่งโลก" (โลก คือ กามคุณ ๕) ไม่สามารถถึงได้ด้วยการเดินทาง แต่ถึงได้ด้วยการฝึกจิตสู่ความดับตามลำดับ "อนุปุพพวิหาร 9"เพื่อทำลายความยึดมั่น จนก้าวข้ามโลกียะสู่โลกุตตระ ข้อที่ 39 เทวาสุรสังคามสูตร ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสูร พระพุทธองค์ทรงหยิบยกเรื่องราวสงครามระหว่างเทวดาและอสูรมาเป็นบุคลาธิษฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การรบพุ่งภายนอก แต่คือการ "ก้าวข้ามเครื่องผูกพัน" บ่วงแห่งมาร (นิวรณ์และตัณหา) ผ่านลำดับการฝึกจิต 9 ขั้น (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อเข้าสู่สภาวะที่กิเลสไม่สามารถกล้ำกรายได้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  7. 379

    พลังแห่งการละกิเลส [6917-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการใน ราคเปยยาล ว่าด้วยการทำความเข้าใจและการละ "ราคะ" (ความกำหนัดยินดี)ข้อที่ 274-783 ในหมวด "เปยยาล" (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) การนำ “ธรรม 4 ประการ” ใน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และ อิทธิบาท ๔ มาย้ำทำในการจัดการกับกิเลส (อุปกิเลส 16 อย่าง) และสร้างความเจริญในธรรมธรรม 4 ประการที่ต้องทำให้แจ้ง1. สติปัฏฐาน ๔: การตั้งสติพิจารณาใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เท่าทันความจริงของสภาวะธรรม2. สัมมัปปธาน ๔: การเพียรพยายาม 4 ทิศทาง (ระวังไม่ให้บาปเกิด, ละบาปที่เกิดแล้ว, บำเพ็ญบุญที่ยังไม่เกิด, รักษาบุญที่เกิดแล้ว)3. อิทธิบาท ๔: คุณธรรมสู่ความสำเร็จ (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา) เพื่อให้การปฏิบัติมีพลังและต่อเนื่องอานิสงส์การ “ย้ำทำ” ในธรรมที่กล่าวมาทั้ง 3 นัยยะนี้ เพื่อให้เกิด "ปัญญาที่รู้แจ้ง" ในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญา) เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของกิเลสตามความเป็นจริง จนจิตไม่เข้าไปยึดถือ (ปริญญา) และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ราคเปยยาล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  8. 378

    ฉลาดในฌาน [6916-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรคข้อที่ 35 คาวีอุปมาสูตร ว่าด้วยการอุปมาด้วยแม่โค เป็นพระสูตรที่สอนเรื่องความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติสมาธิกับการลำดับจิตในอนุปุพพวิหารธรรม 9 โดยเปรียบเทียบภิกษุกับแม่โคที่หาอาหารบนภูเขา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ1. แม่โคโง่เขลา (ภิกษุผู้ประมาท): เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ชำนาญทาง เมื่อจะก้าวไปหาหญ้าในที่ใหม่ กลับยกเท้าหน้าออกไปโดยที่เท้าหลังยังยันพื้นไม่มั่นคง ผลคือตกลงเหว เสียทั้งหญ้าเก่าและไม่ได้หญ้าใหม่ข้อธรรม: ภิกษุที่ยังไม่ "เสพ เจริญ ทำให้มาก" ในปฐมฌาน (ฌานที่ 1) จนจิตตั้งมั่น แต่กลับรีบร้อนอยากจะได้ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) จิตจะฟุ้งซ่านและเสื่อมจากปฐมฌาน และไม่สามารถบรรลุฌานที่สูงขึ้นไปได้2. แม่โคฉลาด (ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ): เปรียบเหมือนแม่โคที่รู้จักถิ่นและทางขรุขระ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าจะยันเท้าหลังให้มั่นคงเสียก่อน จึงสามารถหาอาหารและน้ำในที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัยข้อธรรม: ภิกษุที่ทำปฐมฌานให้มีความชำนาญ(วสี) จนจิตอ่อนควรแก่การงาน เมื่อฐานเดิมมั่นคงแล้วจึงค่อยน้อมจิตสู่ฌานที่สูงขึ้นตามลำดับ ได้แก่ รูปฌาน 4, อรูปฌาน 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธอานิสงส์: หากภิกษุปฏิบัติได้อย่างแม่โคฉลาด จะสามารถน้อมจิตไปสู่ อภิญญา 6 (ความรู้ยิ่ง) ได้อย่างสำเร็จ ตั้งแต่การแสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติ จนถึงการบรรลุ อาสวักขยญาณ (ความสิ้นไปแห่งกิเลส) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา*ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมทั้ง 9 ลำดับนี้ พระองค์เน้นย้ำหลักการสำคัญคือ "ความฉลาดในฐานะ" และ "ความชำนาญในธรรมที่บรรลุแล้ว" ข้อที่ 36 ฌานสูตร ว่าด้วยฌาน คือ การใช้ฌานลำดับต่างๆ ในอนุปุพพวิหารธรรม 9 เป็น "เครื่องมือ" ในการวิปัสสนาเพื่อละอาสวะ โดยการพิจารณาเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่อยู่ในฌานนั้นว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (ไตรลักษณ์) เมื่อพิจารณาจนเห็นโทษของสังขารแล้ว จึงโน้มจิตไปสู่ "อมตธาตุ" หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง หากประหารกิเลสได้สิ้นเชิงย่อมเป็น “พระอรหันต์” หากยังมีเชื้อเหลือย่อมเป็น “พระอนาคามี” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  9. 377

    กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6915-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถพระสูตรข้อที่ 271-273 เน้นย้ำรากเหง้าของอกุศลทางใจ 3 ประการคือ ความโลภ ความพยาบาท และความเห็นผิด จะเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นจะไปสู่ "นรก" หรือ "สวรรค์" ขึ้นอยู่กับการแสดงออกต่ออกุศลและกุศลใน 4 ด้าน คือ ทำเอง (ปฏิบัติตน), ชวนเขา (ชักชวนผู้อื่น), พอใจ (ยินดีร่วม), สรรเสริญ (กล่าวยกย่อง)ผู้ที่ตกนรก: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นอกุศลผู้ที่ไปสวรรค์: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นกุศล*การจะเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามแนวทางนี้ ต้องไม่ใช่แค่ "ดีคนเดียว" แต่ต้อง "ไม่ชวนคนอื่นทำผิด-ไม่ยินดีในความชั่ว-และไม่สรรเสริญเรื่องที่ผิด" พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  10. 376

    นิพพานเป็นสุข [6914-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค และ มหาวรรคข้อที่ 31 อนุปุพพนิโรธสูตร ว่าด้วยอนุปุพพนิโรธ "ความดับไปตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะที่ธรรมะเบื้องต่ำดับไปเมื่อจิตละเอียดขึ้นสู่สมาธิขั้นสูงพระสูตรนี้เป็นเสมือน "แผนที่" บอกระยะทางว่าจิตของนักปฏิบัติเดินทางถึงจุดใด โดยดูจากสิ่งที่ "ดับ" ไปในขณะนั้นลำดับสมาธิ และ สภาวะที่ดับไป (>)1. ปฐมฌาน > กามสัญญา (ความสำคัญหมายในกาม/รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)2. ทุติยฌาน > วิตกวิจาร (การนึกคิดและประคองความคิด)3. ตติยฌาน > ปีติ (ความอิ่มใจที่ซาบซ่าน)4. จตุตถฌาน > อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)5. อากาสานัญจายตนะ > รูปสัญญา (ความจำหมายในรูปธรรมทั้งหมด)6. วิญญาณัญจายตนะ > อากาสานัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในอากาศที่หาที่สุดมิได้)7. อากิญจัญญายตนะ > วิญญาณัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในวิญญาณที่หาที่สุดมิได้)8. เนวสัญญานาสัญญายตนะ > อากิญจัญญายตนสัญญา (ความจำหมายในความไม่มีอะไรน้อยนิด)9. สัญญาเวทยิตนิโรธ > สัญญาและเวทนา (ความจำและการเสวยอารมณ์ ดับสนิท) ข้อที่ 32 อนุปุพพวิหารสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม "ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะแห่งความสงบประณีตที่จิตเข้าไปตั้งอยู่และเสวยความสุขตามลำดับชั้นของสมาธิ (ดูลำดับขั้นสมาธิใน อนุปุพพนิโรธสูตร) พระสูตรนี้เน้นสิ่งที่จิตเข้าไป "อยู่" วิหารธรรม (เครื่องอยู่) หรือคุณภาพของสมาธิที่ประณีตขึ้น จิตจะค่อยๆ ยกระดับจากสมาธิที่มีรูป (รูปฌาน 1-4) ไปสู่สมาธิที่ไม่มีรูป (อรูปฌาน 5-8) และจบลงที่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ (9) ข้อที่ 33 อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ "การเข้าถึงสมาบัติตามลำดับ" 9 ประการ พระสูตรนี้มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าสองพระสูตรก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึง "ผลลัพธ์" และ "บุคคลผู้เข้าถึง" สภาวะนั้นๆ เป็นการยืนยันว่า "การถึงฝั่ง" (ความพ้นทุกข์) สามารถทำได้เป็นลำดับขั้นผ่านสมาบัติ 9 โดยแต่ละขั้นคือการดับสิ่งรบกวนจิตให้สนิทลงไปเรื่อยๆ จนถึงความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา ข้อที่ 34 นิพพานสุขสูตร ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข เป็นพระสูตรที่โดดเด่นด้วยการตอบคำถามเรื่อง "ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยความรู้สึก (เวทนา)" โดยท่านพระสารีบุตรได้อธิบายลำดับของความสุขที่ประณีตขึ้นจากการ "ดับความกดดัน" 9 ประการแก่นธรรม: นิพพานเป็นสุขได้อย่างไร? นิยามของความสุข: สุขในทางธรรมไม่ได้หมายถึงการเสวยเวทนาที่ดีเท่านั้น แต่ "ความไม่มีเวทนา (ความดับไปของสัญญาและเวทนา) นั่นแลเป็นสุข" เพราะไม่มีสิ่งใดมาบีบคั้นจิตได้อีกความกดดันคือทุกข์: ในแต่ละขั้นของสมาธิ หากยังมี "สัญญา" ของขั้นที่ต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมา ท่านเรียกว่า "ความกดดัน" (ทุกข์) ดังนั้น การข้ามพ้นจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการละทิ้งทุกข์ที่ละเอียดกว่าไปตามลำดับจุดสิ้นสุดของทุกข์: เมื่อบรรลุถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญา จิตจะไม่ถูกความกดดันจากสัญญาใดๆ รบกวนอีกเลยสรุป: นิพพานเป็นสุขเพราะเป็นสภาวะที่ "ปราศจากความกดดัน" จากสัญญาและเวทนาทั้งปวง เป็นความสงบที่อยู่เหนือการเสวยอารมณ์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  11. 375

    กรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6913-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถพระสูตรข้อที่ 264-270 เป็นการขยายความเรื่อง "วิถีแห่งกรรม" (กัมมปถ) โดยเน้นไปที่การจำแนกบุคคลตามระดับความพัวพันกับอกุศลกรรม เพื่อให้เห็นว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียวในแต่ละพระสูตร (ข้อ 264-270) จะวนรอบหัวข้อหลัก 7 ประการ (คือ อกุศลกรรมบถ เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ) โดยแบ่งคนเป็น 4 ประเภท ตามระดับความลึกซึ้งของเจตนา ดังนี้1. ตนเองทำ: เป็นผู้ลงมือกระทำอกุศลนั้นด้วยตนเอง2. ชักชวนผู้อื่น: เป็นผู้ชี้นำ ปลุกปั่น หรือสั่งให้คนอื่นทำ3. พอใจในการทำ: แม้ไม่ได้ทำเองหรือสั่งใคร แต่เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว กลับมีจิตยินดี สนับสนุน หรือเห็นชอบ4. สรรเสริญการทำ: กล่าวชมเชย ยกย่องเชิดชูพฤติกรรมหรือผู้ที่กระทำอกุศลนั้นๆ *บทสรุปและข้อคิดพระสูตรหมวดนี้ชี้ให้เห็นว่า "ความผิด" ในทางพุทธศาสนาไม่ได้นับแค่การลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การขยายผล (ชักชวน) และ ทัศนคติ (ความยินดี) ต่อความชั่วร้ายนั้นด้วยผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการ (ทำเอง / ชวน / ยินดี / สรรเสริญ) ในทางลบ ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในทางตรงกันข้าม หากเปลี่ยนเป็นการ "งดเว้นเอง / ชวนให้เว้น / ยินดีที่เขาเว้น" ย่อมเป็นทางไปสู่สุคติ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  12. 374

    อบรมจิตให้ดีด้วยปัญญา [6912-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาสข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา คือการใช้ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (3 กลุ่มหลัก) ดังนี้1. การสำรอกกิเลสพื้นฐาน (ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” ละได้ชั่วคราว2. การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ (วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ละ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ "ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ" เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก3. การตัดวงจรการเกิดในภพ (ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ และ อรูปภพ *เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตร แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ "ความหนักแน่นมั่นคงของจิต" คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ "เสาหิน" ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุพัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอนสภาวะจิต: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบการรับรู้: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอข้อแตกต่างที่น่าสนใจ ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัตคำของพระเทวทัต ตามที่จันทิกาบุตรจำมา : "อบรมจิตด้วยจิต" (เฉย ๆ)คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ใช้คำว่า "อบรมจิตดีด้วยจิต" ต้องมีคำว่า ดี (สุภาวิตัง) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว*ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 กล่าวถึง คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ การละเวร 5 และ การมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4 รวมเป็น 9 ประการการระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคตองค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึกเมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถพยากรณ์ตนเอง ได้ทันทีว่า นรก/อบายภูมิสิ้นแล้ว และ เป็นผู้เที่ยงแท้*ข้อสังเกต: พระสูตรนี้เน้นว่า ศีลไม่ใช่แค่กฎข้อห้าม แต่คือการระงับภัยเวร ที่จะกัดกินใจเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ข้อที่ 28 ทุติยเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 2 มีเนื้อหาเหมือนกับปฐมเวรสูตร แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มผู้ฟังและนัยสำคัญ เล็กน้อยปฐมเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐี (คฤหัสถ์) เพื่อแนะแนวทางพยากรณ์ตนเองทุติยเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย (นักบวช) เพื่อย้ำเตือนสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากภัยเวร ข้อที่ 29 อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ ระบุถึง "ต้นเหตุหรือเหตุผล" ที่ใจคนเรานำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความโกรธแค้น โดยแบ่งตามบุคคลและกาลเวลา เพื่อให้เราเท่าทันความคิดที่กำลังปรุงแต่งความโกรธขึ้นมาอาฆาตวัตถุ 9 ประการ (เหตุผูกใจเจ็บ) แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักกลุ่มที่ 1 เกี่ยวกับ "ตัวเรา" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (ทำชั่ว) ต่อเรากลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับ "คนที่เรารัก" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เรารักกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับ "คนที่เราไม่ชอบ/ศัตรู" (3 ประการ) กลุ่มนี้จะสลับกัน คือเราโกรธเพราะเห็นศัตรูได้ดี : เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำดี) ให้กับคนที่เราเกลียด*ความน่าสนใจ คือการชี้ให้เห็นว่าความโกรธไม่ได้เกิดจากปัจจุบันเสมอไป แต่เกิดจากการที่ใจเราย้อนไปขุดคุ้ยอดีต หรือระแวงไปถึงอนาคตด้วย การรู้เท่าทันเหตุทั้ง 9 นี้ จะช่วยให้เราหยุดการปรุงแต่่ง และวางใจให้เป็นกลางได้ง่ายขึ้น ข้อที่ 30 อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต คือการใช้ "โยนิโสมนสิการ" เพื่อหยุดความโกรธที่ต้นเหตุ โดยการตั้งสติและพิจารณาว่า การกระทบกระทั่งหรือความไม่พอใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อถอดถอนความยึดมั่นในเหตุการณ์นั้น ๆ ออกไป พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  13. 373

    ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6911-6t]

    ข้อที่ 259 และ ข้อที่ 260 ปฐมและทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย (สูตรที่ 1-2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก1. วรรณะ คือ ศีล2. กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา3. เชาว์ คือ ฝีเท้า (ปัญญา) ในข้อ 259 คือการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “การเป็นโสดาบัน”ส่วนของข้อ 260 คือดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “อรหัตผล” จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง4. ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก “คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน” ข้อที่ 261 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ1. วิริยะพละ: ความเพียร 4 2. สติพละ: สติปัฏฐาน 4 3. สมาธิพละ: ฌานทั้ง 44. ปัญญาพละ: ชำแรกกิเลสพละ4 ต่างจากพละ คือ ไม่มีข้อศรัทธา ข้อที่ 262 อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มี 4 ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ 4 ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ ข้อที่ 264 กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  14. 372

    มูลเหตุแห่งตัณหา [6910-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาสข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง "คุณภาพ" ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้เชาว์อุปมาเปรียบ ระดับมรรคผลวรรณะ อุปมาเปรียบ ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญาความสูงและความใหญ่ อุปมาเปรียบ การได้รับปัจจัย 4โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้1. คนกระจอก 3 จำพวก คือผู้ที่ "รู้เพียงอริยสัจ 4" (ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ)จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจจำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม *คนกระจอก หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป2. คนดี (สัปบุรุษ) คือผู้ที่เป็น "พระอนาคามี" (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก3. บุรุษอาชาไนย (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น "พระอรหันต์" มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี "ตัณหา" เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้1. เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น2. เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น3. เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น4. เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น5. เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น6. เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น7. เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น8. เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น9. เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ)3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ4. กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ5. ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์6. เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 17. เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 28. เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 39. เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 4 (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  15. 371

    การแสวงหาอันประเสริฐ [6909-6t]

    ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ ข้อที่ 258 กุลสูตร ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  16. 370

    ธรรมที่มีอุปการะและธรรมควรรู้ยิ่ง [6908-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการใน อาปัตติภยวรรค และ อภิญญาวรรคข้อที่ 249 พหุการสูตร ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือการคบสัตบุรุษ: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีการฟังธรรม: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญาการโยนิโสมนสิการ: การคิดใคร่ครวญปรับปรุงธัมมานุธัมมปฏิปัตติ: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอนข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร: ว่าด้วย "อนริยโวหาร" หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตาธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกามธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  17. 369

    ระยะเวลา "กัป" [6907-6t]

    “สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว” วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5 ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 – 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส  กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  18. 368

    ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรคข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้) พระองค์ทรงยกตัวอย่าง เวลามพราหมณ์ (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย “มหาทาน 9 อย่าง” ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา”*ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา)·      กลุ่ม       จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ)1) อุตตรกุรุทวีป: เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น" :- ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน 2) เทวดาดาวดึงส์: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :- อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์3) ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :- กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  19. 367

    แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการ ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น ข้อที่ 146-147 ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2 กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล ข้อที่ 148-149 ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร เป็นเรื่องวาจา ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  20. 366
  21. 365

    ผลแห่งการต้อนรับ [6903-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาทข้อที่ 17 กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล กล่าวถึงลักษณะของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าหา (ไม่ควรไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียน) และตระกูลที่ควรเข้าไปหา ดังนี้ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ไม่ควร" เข้าหา 9 ประการ1. ไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ: เมื่อไปถึงแล้วไม่ลุกรับ ไม่แสดงความเคารพ2. ไม่กราบไหว้ด้วยความเต็มใจ: ไม่แสดงความนบนอบตามธรรมเนียม3. ไม่ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ: ไม่จัดที่นั่งให้ด้วยความยินดี4. ปกปิดของที่มีอยู่: มีของอยู่แต่ทำเป็นไม่มี หรือไม่นำออกมาแบ่งปัน5. มีมากแต่ให้น้อย: มีของเหลือเฟือแต่ให้เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สมควร6. มีของประณีตแต่ให้ของเศร้าหมอง: เก็บของดีไว้เอง แต่ให้ของที่ด้อยคุณภาพ7. ให้โดยไม่เคารพ: ให้แบบสักแต่ว่าให้ หรือแสดงอาการดูหมิ่น8. ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม: ไม่สนใจที่จะสนทนาธรรมหรือรับฟังคำสอน9. ไม่ยินดีเมื่อกล่าวธรรม: เมื่อภิกษุแสดงธรรมก็แสดงอาการไม่พอใจหรือไม่เลื่อมใสลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ควร" เข้าหาเยี่ยมเยียน มีลักษณะตรงกันข้ามกับธรรม 9 ประการ ที่กล่าวมาในข้างต้น ข้อที่ 18 นวังคุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถที่มีองค์ ๙ กล่าวถึงการรักษาอุโบสถด้วยองค์ 9 ประการที่บุคคลอยู่จำแล้วย่อมมีอานิสงส์มาก แผ่ไพศาลมาก ได้แก่ การรักษาศีลแปดและการแผ่เมตตาจิต (พรหมวิหารสี่) ทั่วทุกทิศทางอย่างไม่มีประมาณ ข้อที่ 19 เทวตาสูตร ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับของเทวดา กล่าวถึงเทวดา 9 จำพวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ตนได้ไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีความละเอียดประณีตต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญและหลักธรรมดังนี้ประเด็นสำคัญ: กล่าวถึงผลของการต้อนรับและการปฏิบัติต่อบรรพชิต (ผู้ทรงศีล) ในขณะที่เทวดาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ หากปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ประณีต แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแต่จะเป็นชั้นต่ำและมีความเดือดร้อนใจ (วิปปฏิสาร) ภายหลังที่เห็นตนเองมีอานุภาพน้อยกว่าเทวดาอื่น ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ ย่อมได้ไปเกิดในหมู่เทพชั้นประณีตและมีอานุภาพมากหลักธรรม 9 ประการในการต้อนรับบรรพชิต: หลักธรรมนี้เรียงลำดับจากความประณีตเบื้องต้นไปจนถึงการบรรลุธรรม ดังนี้1. การลุกรับ: เมื่อเห็นบรรพชิตมาถึงบ้าน ต้องแสดงความเคารพด้วยการลุกขึ้นต้อนรับ2. การกราบไหว้: แสดงความอ่อนน้อมด้วยการกราบไหว้3. การให้อาสนะ: จัดหาที่นั่งที่เหมาะสมให้แก่ท่าน4. การแบ่งปันลาภ: รู้จักให้ทานหรือแบ่งปันสิ่งของตามกำลังความสามารถ5. การเข้าไปนั่งใกล้: เข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพและเตรียมรับฟังธรรม6. การเงี่ยโสตลงฟังธรรม: ตั้งใจฟังคำสอนของท่านอย่างจดจ่อ7. การทรงจำธรรม: เมื่อฟังแล้วต้องพยายามจดจำหลักธรรมนั้นไว้8. การพิจารณาเนื้อความ: นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เข้าใจความหมาย9. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม: นำความรู้ที่เข้าใจแล้วไปลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการเพื่อให้เกิดผลจริง*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงใช้เรื่องนี้สอนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทและเร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังเหมือนเทวดาจำพวกแรก ๆ ที่ทำบุญมาไม่ครบถ้วน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  22. 364

    อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6902-6t]

    หมวดธรรม 3 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ข้อที่ 65 สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ สรภปริพาชก (ผู้ที่เคยบวชในพุทธศาสนาแล้วสึกออกไป) ไปป่าวประกาศว่าเขารอบรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และที่เขาลาสึกออกมาก็เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเหล่านั้น (ในเชิงสบประมาท) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาเขาถึงที่พักและอนุญาตให้เขาแสดงสิ่งที่เขารู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่บริบูรณ์ พระองค์จะช่วยเติมให้ แต่ถ้าบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงอนุโมทนา ปรากฏว่า สรภปริพาชกกลับนิ่งเงียบ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย จนถูกเพื่อนปริพาชกด้วยกันรุมตำหนิและเปรียบเปรยว่า "อยากจะคำรามเหมือนราชสีห์ แต่ทำได้แค่เห่าหอนเหมือนสุนัขจิ้งจอก"ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง "ความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้" โดยหากใครพยายามจะคัดค้านพระองค์ใน 3 ประเด็นหลัก ที่เมื่อถูกซักถามด้วยเหตุผล ผู้นั้นมักจะแสดงอาการ 3 อย่าง (พูดกลบเกลื่อน โกรธ หรือนิ่งอั้น) ซึ่งประเด็นที่พระองค์ทรงยืนยัน (บันลือสีหนาท) ดังนี้:1. ความเป็นผู้ตรัสรู้ชอบ (สัมมาสัมพุทธะ) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้นั้น พระองค์ยังไม่รู้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ทรงสอนอย่างแท้จริงตามหลักเหตุและผล2. ความเป็นผู้สิ้นอาสวะ (ขีณาสพ) : ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือคัดค้านได้ว่า อาสวะกิเลสของพระองค์ยังไม่สิ้นไป พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิงตามที่ทรงประกาศไว้3. ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม (นิยยานิกธรรม) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่า "ธรรมที่พระองค์แสดงนั้น ปฏิบัติแล้วไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์" หากผู้ใดปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ย่อมถึงความดับทุกข์ได้จริงแน่นอน ข้อที่ 66 เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม ชาวกาลามะเกิดความสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์หลายกลุ่มแวะเวียนมาสอน โดยแต่ละกลุ่มมักจะยกย่องคำสอนตนเองและเหยียดหยามคำสอนของผู้อื่น ชาวกาลามะจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?" พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เชื่อพระองค์ทันที แต่ทรงวางหลักการตรวจสอบความจริงเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทรงชี้ให้เห็นว่า "ความจริง" นั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตผลที่เกิดขึ้นในใจตนเองหลักธรรมสำคัญ:หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ...)การพิจารณา "รากเหง้าของอกุศลและกุศล" เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ "ละ" (โลภะ โทสะ โมห)ะเมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ "เข้าถึง" (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)เจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้เกิดความเบาใจ 4 ประการ (อัสสาสะ 4)1. ถ้าโลกหน้ามีจริง: เราทำดีไว้ ตายไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์2. ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง: ในปัจจุบันนี้ เราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่โดนใครจองเวร3. ถ้าผลกรรมมีจริง: เมื่อเราไม่ได้เจตนาทำชั่ว ความทุกข์ย่อมไม่มาถึงเรา4. ถ้าผลกรรมไม่มีจริง: เราก็เห็นตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ (ภูมิใจในตนเอง) ได้ทั้งสองฝ่าย ข้อที่ 67 สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ นายสาฬหะและนายโรหนะ (หลานเศรษฐี) เข้าไปหาท่านพระนันทกะ ท่านจึงได้แสดงหลักการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ... (หลักกาลามสูตร 10 ประการ) แต่ให้พิสูจน์ด้วยการดูผลที่เกิดขึ้นจริงในใจตนเองว่า สิ่งนั้น (โลภะ โทสะ โมหะ) นำไปสู่ความทุกข์หรือความสุข และสรุปจบด้วยการแผ่เมตตาจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  23. 363

    ฝีมีปากแผล 9 แห่ง [6901-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาทข้อที่ 14 สมิทธิสูตร ว่าด้วยเรื่องวิตก เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างท่านพระสารีบุตรกับท่านพระสมิทธิในหัวข้อเรื่อง สังกัปปวิตก (วิตกอันเป็นความดำริ) คือ ความนึกคิด ซึ่งในบทสนทนานั้นท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอบถาม แล้วท่านพระสมิทธิเป็นผู้กล่าวตอบ โดยมีใจความสำคัญดังนี้1. วิตกเกิดขึ้นเพราะอะไร: มี "นามรูป" (ร่างกายและจิตใจ/สิ่งที่ถูกรู้) เป็นอารมณ์2. วิตกต่างกันเพราะอะไร: เพราะ "ธาตุ" ต่างๆ (สภาวะทางธรรมชาติ เช่น อกุศลวิตก ได้แก่ กามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก และ กุศลวิตก ได้แก่ เนกขัมมวิตก, อพยาปาทวิตก, อวิหิงสาวิตก)3. วิตกเกิดจากอะไร: มี "ผัสสะ" (การกระทบ) เป็นเหตุเกิด4. วิตกมีอะไรเป็นที่ประชุมลง: มี "เวทนา" (ความเสวยอารมณ์) เป็นที่ประชุมลง5. วิตกมีอะไรเป็นยอด: มี "สมาธิ" เป็นยอด (ประมุข)6. วิตกมีอะไรเป็นใหญ่: มี "สติ" เป็นใหญ่7. วิตกมีอะไรเป็นยิ่ง: มี "ปัญญา" เป็นยิ่ง8. วิตกมีอะไรเป็นแก่น: มี "วิมุตติ" (ความหลุดพ้น) เป็นแก่น9. วิตกหยั่งลงในไหน: มี "อมตะ" (พระนิพพาน) เป็นที่หยั่งลง ข้อที่ 15 คัณฑสูตร ว่าด้วยฝีมีปากแผล 9 แห่ง การเปรียบเทียบ ร่างกายมนุษย์ว่ามีสภาพไม่น่าดู มีแต่ของสกปรกเหมือนฝีมีปากแผลที่น่ารังเกียจ 9 แห่ง (ทวารทั้ง 9 ได้แก่ ตา 2, หู 2, จมูก 2, ปาก 1, ทวารหนัก 1, ทวารเบา 1) มีกลิ่นเหม็นไหลออกมาและไหลเข้าได้เช่นกัน เพื่อให้พระภิกษุเบื่อหน่ายในกามคุณและเห็นโทษของร่างกาย (อสุภกรรมฐาน) ข้อที่ 16 สัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย สัญญา 9 ประการ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (พระนิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ได้แก่1. อสุภสัญญา: การกำหนดหมายความไม่งามในกาย2. มรณสัญญา: การกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา3. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา: การกำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร4. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา: การกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง5. อนิจจสัญญา: การกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (ขันธ์ห้าไม่เที่ยง)6. อนิจเจ ทุกขสัญญา:กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละคือ "ตัวทุกข์" เพราะต้องเสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย)7. ทุกเข อนัตตสัญญา: การกำหนดหมายความความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์ (เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์แล้ว ก็จะเห็นความจริงว่าสิ่งนั้น "ไม่ใช่ตัวตน" เพราะบังคับบัญชาไม่ได้)8. ปหานสัญญา: การกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตก9. วิราคสัญญา: การกำหนดหมายความคลายกำหนัด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  24. 362

    เป้าหมายแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ [6852-6t]

    หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาทข้อที่ 11 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท กล่าวถึงเรื่องราวของท่านพระสารีบุตรที่ได้บันลือสีหนาท (การประกาศอย่างองอาจ) ต่อหน้าพระพุทธเจ้า หลังจากถูกภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่า ท่านพระสารีบุตรกระทบกระทั่งตนแล้วเดินจากไปโดยไม่ขอขมา ท่านพระสารีบุตรได้แสดงความบริสุทธิ์ของจิตตนเอง โดยได้แสดงธรรมกายคตาสติเปรียบเทียบจิตของท่านกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าท่านไม่มีความถือตัวหรือพยาบาท ดังนี้1. ดุจแผ่นดิน: แผ่นดินย่อมรองรับทั้งของสะอาดและของโสโครก (อุจจาระ ปัสสาวะ) โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือระอา2. ดุจน้ำ: น้ำย่อมล้างทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่รังเกียจ3. ดุจไฟ: ไฟย่อมเผาทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่สะทกสะท้าน4. ดุจลม: ลมย่อมพัดผ่านทั้งของหอมและของเหม็นได้โดยไม่หวั่นไหว5. ดุจผ้าเช็ดธุลี: ผ้าที่ใช้เช็ดของสกปรกย่อมไม่รังเกียจสิ่งที่เช็ด6. ดุจเด็กจัณฑาล: เด็กจัณฑาลที่ถือกระเบื้องขอทาน ย่อมมีความอ่อนน้อม ไม่ถือตัวเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน7. ดุจวัวเขาขาด: วัวที่เขาขาด ย่อมมีความเสงี่ยมเจียมตัว ไม่คิดทำร้ายใคร8. ดุจการรังเกียจซากศพ: ท่านระอาและรังเกียจร่างกายของตนเอง เหมือนคนหนุ่มสาวที่รักความสะอาดแต่ต้องแบกซากศพงูหรือซากศพสุนัขไว้ที่คอ9. ดุจมันเหลว: ท่านบริหารร่างกายนี้เหมือนคนที่ต้องถือถาดมันเหลวที่มีช่องทะลุไหลเยิ้มอยู่เสมอ (เปรียบถึงกายที่เป็นของไม่งาม)เมื่อพระสารีบุตรบันลือสีหนาทจบลง ภิกษุผู้กล่าวหาเกิดความสลดใจและยอมรับผิดว่าตนกล่าวตู่พระสารีบุตรด้วยความเท็จ พระพุทธเจ้าจึงให้พระสารีบุตรอดโทษแก่ภิกษุรูปนั้นเพื่อความเจริญในพระธรรมวินัย ข้อที่ 12 สอุปาทิเสสสูตร ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล พระสูตรนี้จำแนกอริยบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ (ยังมีกิเลสเหลือ หรือมีเชื้อแห่งภพเหลือ) ออกเป็น 9 จำพวก ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อตายไปจะ "พ้นจากนรก กำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย" และเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ในอนาคต โดยได้แบ่งบุคคลผู้บรรลุธรรมขั้นต้นและขั้นกลางไว้ 9 จำพวก ดังนี้กลุ่มพระอนาคามี (5 จำพวก): ผู้ที่สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการสิ้นไปแล้ว แต่ยังมีกิเลสละเอียดเหลืออยู่1. อันตราปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสุทธาวาสภูมิ2. อุปหัจจปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งหนึ่งไปแล้ว3. อสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก (บรรลุง่าย)4. สสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความพยายาม (บรรลุด้วยความเพียรแรงกล้า)5. อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี: ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ภพอกนิฏฐะกลุ่มพระสกทาคามี (1 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว6. สกทาคามี: ผู้ทำราคะ โทสะ โมฆะ ให้เบาบาง กลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์กลุ่มพระโสดาบัน (3 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว7. เอกพีชี: ผู้มีพืชคือภพเดียว (เกิดอีกครั้งเดียว)8. โกลังโกละ: ผู้ไปจากตระกูลสู่ตระกูล (เกิดอีก 2-3 ชาติ)9. สัตตักขัตตุปรมัง: ผู้เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน 7 ชาติ ข้อที่ 13 โกฏฐิตสูตร ว่าด้วยพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเพื่อสอบถามปัญหาธรรมะ ท่านถามว่า “บุคคลประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อประโยชน์อะไร คือผลแห่งกรรมหรือไม่อย่างไร” ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า “พรหมจรรย์ที่ประพฤติในพระพุทธเจ้ามีเป้าหมายก็เพื่อทำให้แจ้งในอริยสัจสี่” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  25. 361

    ว่าด้วยศีล [6851-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการ ใน ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลข้อที่ 131 สังโยชนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้ กล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท ที่จำแนกตามความสามารถในการละสังโยชน์ 3 ลักษณะ ได้แก่1. สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ และพยาบาท2. สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิด (กิเลสที่ทำให้ต้องมีการอุบัติขึ้นในภพ)3. สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพ (กิเลสที่ผูกติดอยู่กับภพ)นำมาจำแนกบุคคลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่1. บุคคลผู้ที่ยังละทั้ง 3 ข้อไม่ได้: ปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี2. บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ที่จะไปเกิดในอกนิฏฐภพ3. บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น4. บุคคลผู้ที่ละได้หมด: พระอรหันต์ ข้อที่ 132 ปฏิภาณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง กล่าวถึงบุคคล4 จำพวกในการตอบธรรมะ คือ 1. ตอบถูกแต่ช้า2. ตอบเร็วแต่ไม่ถูก3. ตอบถูกและเร็ว4. ตอบไม่ถูกและไม่เร็ว ข้อที่ 133 อุคฆฏิตัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก ได้แก่1. อุคฆฏิตัญญู (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน): มีปัญญามาก เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมก็เข้าใจได้ทันที.2. วิปจิตัญญู (ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่ออธิบาย): มีปัญญารองลงมา ต้องฟังคำอธิบายขยายความจึงจะเข้าใจ.3. เนยยะ (ผู้พอจะแนะนำได้): ต้องพากเพียรเรียนรู้ เล่าเรียน จึงจะเข้าใจธรรมได้.4. ปทปรมะ (ผู้ที่รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ): บุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้ ข้อที่ 134 อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยมี 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวแปร ได้แก่ 1. ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร (ผลแห่งกรรมในปัจจุบัน) 2. ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม (ผลแห่งกรรมในกาลก่อน) ข้อที่ 135 สาวัชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ โดยการนำเอา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษมาเป็นตัวแปรในบุคคล 4 จำพวก ได้แก่1. บุคคลผู้มีแต่โทษ: คนพาล2. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก: กัลยาณปุถุชน3. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย: โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี44. บุคคลผู้ไม่มีโทษ: อรหันต์ ข้อที่ 136 ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑ กล่าวถึงความบริบูรณ์ของศีล สมาธิ และปัญญาในบุคคล 4 จำพวก คือ1. ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: ปุถุชน2. บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: โสดาบัน สกทาคามี3. บำเพ็ญศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์: อนาคามี4. บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: อรหันต์ ข้อที่ 137 ทุติยสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒ กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยการเคารพในศีล สมาธิ และปัญญามาเป็นตัวแปร ข้อที่ 138 นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก การจำแนกบุคคล 4 จำพวกตามการ “ออก” จากกิเลส คือ1. กายออกแต่จิตยังไม่ออก (อยู่ป่า คืออาศัยเสนาสนะเงียบสงัด แต่ยังคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน)2. กายยังไม่ออกแต่จิตออก (ไม่อยู่ป่า แต่ไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)3. กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (ไม่อยู่ป่า แต่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)4. กายออกจิตออก (อยู่ป่า และไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน) ข้อที่ 139 ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยธรรมกถึก ได้แบ่งธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการสอนและผู้ฟัง ดังนี้1. กล่าวธรรมน้อย และไม่ประกอบด้วยประโยชน์: ทั้งผู้สอนและผู้ฟังไม่ฉลาดในประโยชน์2. กล่าวธรรมน้อย แต่ประกอบด้วยประโยชน์: ผู้สอนกล่าวสิ่งที่มีสาระ และผู้ฟังเป็นผู้ฉลาด3. กล่าวธรรมมาก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวมากแต่หาสาระไม่ได้ และผู้ฟังไม่ฉลาด4. กล่าวธรรมมาก และประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวธรรมได้ละเอียดลึกซึ้งและมีสาระยิ่ง และผู้ฟังก็เป็นผู้ฉลาด ข้อที่ 140 วาทีสูตร ว่าด้วยนักพูด กล่าวถึงนักพูด 4 จำพวก โดยการนำเอาความจนหรือไม่จนใน อรรถ (เนื้อหา/ความหมาย) และ พยัญชนะ (รูปแบบ/ถ้อยคำ) เป็นตัวแปรมาจับคู่กัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่านักพูดผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา 4 ประการจะพึงจนทั้งด้านอรรถหรือด้านพยัญชนะ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุคคลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  26. 360

    บุคคล 9 จำพวก [6850-6t]

    หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิข้อที่ 6 เสวนาสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ แสดงโดยท่านพระสารีบุตร สอนหลักการพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น บุคคล (มี 4 ประเภท), จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, หมู่บ้าน, ชนบท มีทั้งส่วนที่ "ควรเสพ" เพื่อให้กุศลธรรมเจริญและอกุศลเสื่อม และส่วนที่ "ไม่ควรเสพ" เพื่อป้องกันอกุศลเพิ่มพูน โดยเน้นให้ใช้ปัญญาพิจารณาตามเหตุปัจจัยว่าสิ่งใดส่งเสริมความดี หรือส่งเสริมความชั่วแก่ตน*สอนให้ใช้ปัญญาใคร่ครวญเลือกเสพสิ่งที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาตนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม และละเว้นสิ่งที่เป็นโทษต่อการพัฒนาตนนั้นเอง ข้อที่ 7 สุตวาสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสุตวา กล่าวถึงเรื่องราวของปริพาชก (นักบวช) ชื่อ สุตวา ที่เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ เพื่อสนทนาปราศรัย และได้ทูลถามเรื่องสำคัญเกี่ยวกับฐานะ 9 ประการที่พระอรหันต์นั้นไม่อาจล่วงละเมิด ได้แก่ไม่อาจจงใจปลงชีวิตสัตว์ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ไม่เสพเมถุนธรรมไม่พูดเท็จไม่สะสมบริโภคกามไม่ลำเอียงเพราะชอบไม่ลำเอียงเพราะชังไม่ลำเอียงเพราะหลงไม่ลำเอียงเพราะกลัว ข้อที่ 8 สัชฌสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสัชฌะ ปรารภปริพาชกชื่อ สัชฌะ มีเนื้อหาคล้าย สุตวาสูตร มีข้อธรรมที่ 1-5 เหมือนกัน แต่แตกต่างกันในข้อที่ 6-9 ได้แก่ ไม่อาจบอกคืน (ไม่ปฏิเสธว่าไม่มี) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่อาจบอกคืนสิกขา  ข้อที่ 9 ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล 9 จำพวก กล่าวถึงบุคคล 9 จำพวกที่มีปรากฎอยู่บนโลก ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก (ขั้นมรรคและผล) และ ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ข้อที่ 10 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย กล่าวถึง บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก และ โคตรภูบุคคล (บุคคลที่อยู่ตรงหัวต่อระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล ซึ่งเป็นช่วงที่จิตกำลังจะก้าวข้ามปุถุชนเข้าสู่โสดาปัตติมรรค) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  27. 359

    เหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน [6849-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน ภยวรรค หมวดว่าด้วยภัยข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย กล่าวถึงภัย 4 ประการ ได้แก่อัตตานุวาทภัย (ภัยที่เกิดจากการติเตียนตนเอง)ปรานุวาทภัย (ภัยที่เกิดจากการที่ผู้อื่นติเตียน)ทัณฑภัย (ภัยที่เกิดจากการลงโทษ)ทุคติภัย (ภัยที่เกิดจากอบายทั้ง 4)*ความกลัวต่อภัยทั้ง 4 ประการนี้ จะทำให้บุคคลนั้นมีสติยับยั้งชั่งใจในการดำเนินชีวิตตามกรอบของศีลธรรมอันดีได้ ข้อที่ 122 อูมิภยสูตร ว่าด้วยภัยจากคลื่น กล่าวถึงภัย 4 ประการ ที่กุลบุตรผู้มีความศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้พึงประสบ โดยทรงเปรียบเทียบกับภัยที่คนลงไปในน้ำจะต้องพบเจอ ได้แก่อูมิภัย (ภัยจากคลื่น): เปรียบเสมือนความไม่อดทนต่อคำสั่งสอนหรือคำตักเตือนพร่ำสอนของเพื่อนภิกษุด้วยกันกุมภีลภัย (ภัยจากจระเข้): เปรียบเสมือนการเห็นแก่ปากแก่ท้องอาวัฏฏภัย (ภัยจากน้ำวน): เปรียบเสมือนความยินดีพอใจในกามคุณทั้ง 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้จมอยู่ในวัฏสงสารสุสุกาภัย (ภัยจากปลาร้าย): เปรียบเสมือนการประพฤติตนไม่เหมาะสม ไปคบหากับมาตุคาม (ผู้หญิง) หรือบุคคลที่เป็นภัยต่อพรหมจรรย์ ข้อที่ 123 ปฐมนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๑ กล่าวถึงความแตกต่างของบุคคล 4 จำพวก โดยจำแนกตามระดับการเข้าถึงฌานและผลที่จะได้รับหลังมรณภาพ ดังนี้บุคคลบางคน บรรลุปฐมฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงเทวดาชั้นพรหมบุคคลบางคน บรรลุทุติยฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสราภูมิบุคคลบางคน บรรลุตติยฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นสุภกิณหาภูมิบุคคลบางคน บรรลุจตุตถฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นเวหัปผลาภูมิ ข้อที่ 124 ทุติยนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๒ กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกเหมือนปฐมนานากรณสูตรแต่เน้นมาที่การเป็นอริยบุคคลขั้นอนาคามี โดยเพิ่มการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ห้าในฌานขั้นนั้นๆ เข้าไปด้วย ข้อที่ 127 -128 ปฐม - ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ว่าด้วยเหตุอัศจรรย์ของพระตถาคต สูตรที่ ๑ และ ๒ กล่าวถึงเหตุอัศจรรย์ 4 ประการที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอุบัติขึ้นของพระตถาคต และเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ข้อที่ 129 อานันทอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์ แสดงถึงอัศจรรย์ 4 ประการของท่านพระอานนท์ ซึ่งเป็นเหตุให้พุทธบริษัท 4 รัก และอยากฟังธรรม ข้อที่ 130 จักกวัตติอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระเจ้าจักรพรรดิ กล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ 4 ประการ คือ เมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัทได้เข้าเฝ้า ได้ปฏิสันถารกับพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าแม้พระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งก็ยังอิ่มใจพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  28. 358

    พระนันทกะแสดงธรรม [6848-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิข้อที่ 4 นันทกสูตร ว่าด้วยพระนันทกะแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท่านพระนันทกะ หลังจากที่พระนันทกะได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเสร็จสิ้น โดยพระองค์ประทับยืนคอยฟังอยู่จนจบกถา ในเนื้อหาได้กล่าวถึงธรรมที่ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์ทั้ง 4 ประการ (ซึ่งเปรียบเหมือนกับสัตว์สี่เท้าที่ขาข้างใดบกพร่องพิการ ย่อมไม่บริบูรณ์) ได้แก่ศรัทธาศีลเจโตสมาธิภายในความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งและอานิสงส์ของการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาล 5 ประการ ได้แก่ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของพระศาสดาโดยวิธีนั้นๆ (วิธีแสดงธรรม)ย่อมเป็นผู้รู้อรรถและรู้ธรรมในธรรมนั้นโดยวิธีนั้นๆย่อมเห็นแจ้งบทที่ลึกซึ้งในธรรมนั้นด้วยปัญญาเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายย่อมยกย่องเธออย่างยิ่งว่า ‘ท่านผู้นี้ได้บรรลุแล้ว หรือกำลังบรรลุแน่แท้’ผู้ที่กำลังบรรลุ - ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง โดยวิธีนั้น ๆผู้ที่บรรลุแล้ว - อยู่เป็นสุข ข้อที่ 5 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” (กำลัง หรือพลัง) ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้ดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรมไปจนถึงความหลุดพ้น ได้กล่าวถึง พละ 4 ประการ ได้แก่ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) - ความรอบรู้ แยกแยะกุศลหรืออกุศได้วิริยพละ (กำลังคือความเพียร) - ทำในสิ่งที่ควรทำ เว้นในสิ่งที่ควรเว้นอนวัชชพละ (กำลังคือกรรมที่ไม่มีโทษ) - ความสุจริตทางกาย วาจา ใจสังคหพละ (กำลังคือการสงเคราะห์) - การช่วยเหลือผู้อื่นผู้ประกอบด้วยพละ 4 ประการนี้ ย่อมข้ามพ้นภัย 5 ประการนี้ได้อาชีวิกภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ)อสิโลกภัย (ภัยคือความเสื่อมเสียชื่อเสียง)ปริสสารัชชภัย (ภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท)มรณภัย (ภัยคือความตาย)ทุคคติภัย (ภัยคือทุคติ) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  29. 357

    ความไม่ประมาท [6847-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน เกสิวรรค หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้าข้อที่ 115 ฐานสูตรว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ คือ หลักธรรมที่สอนให้พิจารณาการกระทำของตนเอง โดยจำแนกเป็น 4 ฐานะ ดังนี้1.      กระทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและเป็นไปเพื่อความฉิบหาย2.      กระทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์3.      กระทำสิ่งที่น่าพอใจแต่เป็นไปเพื่อความฉิบหาย4.      กระทำสิ่งที่น่าพอใจและเป็นไปเพื่อประโยชน์*การปฏิบัติธรรมตามหลักนี้จะช่วยให้ละเว้นความเสื่อมและส่งเสริมความเจริญ บัณฑิตจะทราบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ โดยดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์ ข้อที่ 116_อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาท เมื่อมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ประการนี้แล้ว ย่อมไม่กลัวต่อความตายที่จะมาถึง ได้แก่ การละกาย-วาจา-ใจทุจริตและมิจฉาทิฏฐิ แล้วมาเจริญกาย-วาจา-ใจสุจริตและสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 117 อารักขสูตร ว่าด้วยสติเครื่องรักษา เมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ การไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ เป็นการเบรคจิตด้วยสติ ข้อที่ 118 สังเวชนียสูตร ว่าด้วยสังเวชนียสถาน กล่าวถึงสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า สังเวชนียสถานเหล่านี้มีความหมายว่า "สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช" และเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดความระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีและความเพียรในการปฏิบัติตามมรรคแปด ข้อที่ 119 ปฐมภยสูตร ว่าด้วยภัยภายใน สูตรที่ ๑ กล่าวถึงภัยที่เกิดจาก การเกิด (การที่ต้องเกิดใหม่) ความแก่ชรา ความเจ็บ และ ความตาย ซึ่งเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้*การตระหนักถึงภัยทั้ง 4 นี้ทำให้เข้าใจถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากสังขารที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ข้อที่ 120 ทุติยภยสูตร ว่าด้วยภัยภายนอก สูตรที่ ๒ ภัยจากภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้ 4 ประการ ได้แก่ 1. อัคคีภัย (ภัยจากไฟ) 2. อุทกภัย (ภัยจากน้ำ) 3. ราชภัย (ภัยจากพระราชา) และ 4. โจรภัย (ภัยจากโจร)*ภัยจากภายนอกนี้ เป็นภัยที่ยังพอจะช่วยกันได้ ขึ้น ภยวรรค หมวดว่าด้วยภัยข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงภัย 4 ประการ ได้แก่1.      อัตตานุวาทภัย: ภัยคือการติเตียนตนเอง2.      ปรานุวาทภัย: ภัยคือการที่ผู้อื่นติเตียน3.      ทัณฑภัย: ภัยคืออาชญา (การถูกลงโทษทางโลก เช่น ถูกปรับ ถูกจำคุก)4.      ทุคติภัย: ภัยคือทุคติ (การไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดีหลังความตาย)*สอนให้มีความละอายแก่ใจและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) จนสามารถควบคุมตนเองไม่ให้กระทำความชั่วได้ แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นหรือไม่มีใครมาลงโทษในทันทีก็ตาม พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เกสิวรรค ภยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  30. 356

    ธรรมแห่งการตรัสรู้ชอบ [6846-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการ เริ่มพระสูตรแรกใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิข้อที่ 1 สัมโพธิสูตร ว่าด้วยสัมโพธิ (การตรัสรู้ชอบ) กล่าวถึง เหตุที่ทำให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้เจริญขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า หากปริพาชก (นักบวชนอกศาสนา) ถามว่า อะไรเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ ? ภิกษุทั้งหลายพึงตอบว่า เหตุนั้นคือ1. การมีมิตรดี2. การเป็นผู้มีศีล3. การได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา (ธรรม) อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต ได้แก่ อัปปิจฉกถา (ความมักน้อย) สันตุฏฐิกถา (ความสันโดษ) ปวิเวกกถา (ความสงัด) อสังสัคคกถา (ความไม่คลุกคลี) วิริยารัมภกถา (การปรารภความเพียร) สีลกถา(ศีล) สมาธิกถา(สมาธิ) ปัญญากถา(ปัญญา) วิมุตติกถา(วิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา(ความรู้ความเห็นในวิมุตติ)4. การปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีความมั่นคง ไม่ท้อถอย5. การเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ (เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบเมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม 4 ประการให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้แก่1. เจริญอสุภะ (ความไม่งามของกาย) เพื่อละราคะ2. เจริญเมตตา เพื่อละความพยาบาท3. เจริญอานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) เพื่อตัดวิตก (ความคิดฟุ้งซ่าน)4. เจริญอนิจจสัญญา (ความหมายรู้ในความไม่เที่ยง) เพื่อถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)*ผู้ที่เจริญอนิจจสัญญาได้แล้ว อนัตตสัญญาก็จะปรากฏ (เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน) และจะบรรลุนิพพานในปัจจุบันข้อที่ 2 นิสสยสูตร ว่าด้วยนิสสัย กล่าวถึง ลักษณะของภิกษุที่เรียกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย" (ที่พึ่งอาศัย) โดยมีใจความสำคัญดังนี้• ภิกษุจะชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัยได้ เมื่อเธออาศัยธรรม 5 ประการต่อไปนี้ แล้วสามารถละอกุศลธรรม (ความชั่ว) และเจริญกุศลธรรม (ความดี) ได้1. อาศัยศรัทธา (พระรัตนตรัย)2. อาศัยหิริ (ความละอายแก่ใจ)3. อาศัยโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)4. อาศัยวิริยะ (ความเพียร)5. อาศัยปัญญา (ปัญญาอันเป็นอริยะ)• ภิกษุนั้นเมื่อดำรงอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ควรอาศัยธรรมอีก 4 ประการในการปฏิบัติ1. พิจารณาแล้วเสพ: พิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะบริโภคหรือใช้สอยปัจจัย 42. พิจารณาแล้วอดกลั้น: อดทนต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ความหนาว ความร้อน3. พิจารณาแล้วเว้น: เว้นจากสิ่งที่เป็นโทษหรืออกุศล4. พิจารณาแล้วบรรเทา: กำจัดหรือบรรเทาอกุศลวิตกหรือบาปธรรมที่เกิดขึ้นในใจ*เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีที่พึ่งทางใจและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง (พึ่งตน พึ่งธรรม) โดยการอาศัยหลักธรรมสำคัญ เช่น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรม เพื่อขจัดกิเลสและบรรลุความดีงามในที่สุดข้อที่ 3 เมฆิยสูตร ว่าด้วยพระเมฆิยะ กล่าวถึง พระเมฆิยะ และธรรมสำหรับแก้อกุศลวิตก 3 ประการ (กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก) โดยพระเมฆิยะได้เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเมื่อถูกอกุศลวิตกครอบงำ และพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรม 5 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) ได้แก่1. มีมิตรดี2. มีศีล3. ได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา4. มีความเพียรเพื่อละอกุศลและเจริญกุศล5. มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับเมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ก็พึงเจริญธรรมอีก 4 ประการเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นไป คือ1. เจริญอสุภสัญญา เพื่อละราคะ2. เจริญเมตตา เพื่อละพยาบาท3. เจริญอานาปานสติ เพื่อตัดอกุศลวิตก4. เจริญอนิจจสัญญา เพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ*เน้นความสำคัญของการมีกัลยาณมิตร การตั้งมั่นในศีล ความเพียร และการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยเฉพาะการเจริญสติและกรรมฐานเพื่อกำจัดอกุศลวิตกและกิเลสพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  31. 355

    บุรุษอาชาไนย [6845-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน วลาหกวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆข้อที่ 107 มูสิกสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนหนู เปรียบบุคคลไว้กับหนู 4 จำพวก ได้แก่หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ - ได้ศึกษาปริยัติแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่หนูอยู่แต่ไม่ขุดรู - รู้แจ้งอริยสัจสี่แต่ไม่ได้ศึกษาปริยัติหนูไม่ขุดรูและไม่อยู่ - ไม่ได้ศึกษาปริยัติและไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่หนูขุดรูและอยู่ - ได้ศึกษาปริยัติและรู้แจ้งอริยสัจสี่โดยเปรียบการ “ขุดรู” ของหนู คือการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ และ เปรียบการ “อยู่” ของหนู คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 * ความสำคัญจึงอยู่ที่การปฏิบัติ หากไม่ได้นำมาปฏิบัติก็จะไม่เกิดผล ข้อที่ 108 พลิวัททสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนโคผู้ เปรียบบุคคลไว้กับโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง ข้อที่ 109 รุกขสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนต้นไม้ เปรียบบุคคลไว้กับต้นไม้เนื้ออ่อนและต้นไม้เนื้อแข็ง ซึ่ง “ไม้เนื้อแข็ง” เป็นไม้มีแก่นเปรียบไว้กับคนมีศีล และ “ไม้เนื้ออ่อน” เป็นไม้ไม่มีแก่นเปรียบกับคนไม่มีศีล เราเป็นคนประเภทไหนและแวดล้อมด้วยคนชนิดใด ข้อที่ 110 อาสีวิสสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนอสรพิษ เปรียบบุคคลเหมือนอสรพิษ เอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง “พิษแล่น” คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความโกรธง่ายหรือยาก และ “พิษร้าย” คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่าหายเร็วหรือช้า ขึ้นวรรคใหม่ เกสิวรรค หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้าข้อที่ 111 เกสิสูตร ว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า เปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้ามีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน “การฆ่าในธรรมวินัยนี้ คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต” เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว ข้อที่ 112 ชวสูตร ว่าด้วยความว่องไวของม้าต้นและของภิกษุ คุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร ซื่อตรง คือ ศรัทธา ว่องไว คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน อดทนต่อทุกขเวทนา สงบเสงี่ยม คือ มีฌาน 4 ข้อที่ 113 ปโตทสูตร ว่าด้วยปฏักของสารถี ม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ คือ เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้หรือได้เห็นการตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนมาถึงความเจ็บป่วยของตนเองแล้วจึงค่อยเร่งปฏิบัติ ข้อที่ 114 นาคสูตร ว่าด้วยองค์ของช้างต้น คุณสมบัติช้างที่ดีในหนึ่งตัวมีครบสี่ กับบุคคลที่ถ้ามีครบก็เป็นอริยบุคคลรู้ฟัง: ใครกล่าวธรรมเงี่ยโสตฟังรู้ประหาร: รู้จักละอกุศลรู้อดทน: อดทนต่อทุกขเวทนา รู้ไป: ไปนิพพาน ทิศที่ไม่เคยไปตลอดกาลอันยาวนาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วลาหกวรรค เกสิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  32. 354

    การประพฤติชอบ [6844-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 10 ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะข้อที่ 90 สัมมาวัตตนสูตร ว่าด้วยการประพฤติชอบ ว่าด้วยเรื่อง "วัตรปฏิบัติ" หรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษ (ตัสสปาปิยสิกากรรม) จะต้องประพฤติชอบในธรรม 8 ประการนี้ไม่พึงให้อุปสมบท: งดเว้นจากการเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ผู้อื่นไม่พึงให้นิสสัย: งดเว้นจากการรับภิกษุอื่นไว้ในความดูแล (เป็นอาจารย์)ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก: งดเว้นจากการให้สามเณรมาปรนนิบัติรับใช้ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี: ไม่รับตำแหน่งผู้สอนภิกษุณีแม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี: หากเคยได้รับสมมติแล้ว ก็ต้องงดการสอนภิกษุณีไม่พึงรับสมมติอะไรๆ จากสงฆ์: ไม่ยอมรับตำแหน่งหรือภารกิจใดๆ ที่สงฆ์มอบหมาย ไม่รับตำแหน่งทางสงฆ์อื่นใดอีกไม่พึงดำรงอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าอะไรๆ: ไม่แสวงหาหรือรับตำแหน่งผู้นำไม่พึงให้ประพฤติวุฏฐานพิธี (พิธีออกจากกรรม) เพราะตำแหน่งเดิมนั้น: ไม่ใช้สิทธิจากตำแหน่งเดิมเพื่อทำพิธีการทางสงฆ์ (เช่น การสวดถอนอาบัติสังฆาทิเสส) พระสูตรที่ 1-26 (ข้อที่ 91-116) ใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยธรรมที่เหมือนกัน ใน 26 พระสูตรนี้มีข้อธรรม 8 ประการที่เหมือนกัน คือ ศีล 8 แตกต่างกันที่หัวข้อเป็นการปรารภถึงอุบาสิกา 26 ท่าน โดยใช้พระสูตรข้อที่ 43 วิสาขาสูตร ในการเทียบเคียง โดยปรารภถึง โพชฌาอุบาสิกา สิริมาอุบาสิกา ปทุมาอุบาสิกา สุธัมมา อุบาสิกา มนุชาอุบาสิกา อุตตราอุบาสิกา มุตตาอุบาสิกา เขมาอุบาสิกา รุจีอุบาสิกา จุนทีราชกุมารี พิมพีอุบาสิกา สุมนาราชกุมารี มัลลิกาเทวี ติสสาอุบาสิกา ติสสมาตาอุบาสิกา โสณาอุบาสิกา โสณมาตาอุบาสิกา กาณาอุบาสิกา กาณมาตาอุบาสิกา อุตตรานันทมาตาอุบาสิกา วิสาขามิคาร-มาตาอุบาสิกา ขุชชุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา สุปวาสาโกฬิยธิดา สุปปิยาอุบาสิกา นกุลมาตาคหปตานี  ข้อที่ 117-626 ใน ราคเปยยาล (เบ็ดเตล็ด)โดยการนำเอาหัวข้อหลักธรรมเหล่านี้ ได้แก่ ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ (ความโกรธ) ... อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ... มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปลาสะ (ความตีเสมอ) ...อิสสา (ความริษยา) ... มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ... มายา (มารยา) ... สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ (ความแข่งดี) ... มานะ (ความถือตัว)... อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ (ความมัวเมา) ... ปมาทะ (ความประมาท) มาแยกย่อยโดยมีรูปแบบที่เหมือนกัน คือ เพื่อรู้ยิ่งราคะ ... เพื่อกำหนดรู้... เพื่อความสิ้น ... เพื่อละ ... เพื่อความสิ้นไปแห่ง ... เพื่อความเสื่อมไปแห่ง ... เพื่อความคลายไปแห่ง ... เพื่อความดับไปแห่ง ... เพื่อความสละ ... เพื่อความสละคืนราคะ โทสะ โมหะ...ฯลฯในแต่ละข้อย่อยก็จะมีรายละเอียดย่อยอีก 3 นัยยะ คือ มรรคแปด ฌาน และ สมาธิในขั้นต่างๆ  พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค สามัญญวรรค ราคเปยยาล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  33. 353

    บุคคลผู้รู้อริยสัจสี่ [6843-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน อสุรวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา และ วลาหกวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆฉวาลาตสูตร ราควินยสูตร ขิปปนิสันติสูตร อัตตหิตสูตร และสิกขาปทสูตร มีหัวข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันใน 5 นัยยะ เหมือนกันตรงที่แบ่งบุคคลตามการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นมาจับคู่กัน ความประณีตไล่ไปตามลำดับนัยยะที่ 1 ฉวาลาตสูตรเปรียบบุคคลที่ไม่ปฏิบัติเพื่อใครเลย เป็นเหมือนไม้ที่ตรงกลางเปื้อนอุจจาระ ปลายทั้งสองข้างลุกเป็นไฟหาค่าไม่ได้ ในขณะที่บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น ดุจดั่งรสที่ได้จากวัวนม จนได้ยอดเนยใสในที่สุดนัยยะที่ 2 ราควินยสูตรมีตัวแปร คือ ราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นว่าแม้คนที่มือถือสากปากถือศีล ก็ยังนับว่าเป็นคนดี เพราะอย่างน้อยก็พูดดี แม้จะทำเองยังไม่ได้ก็ตาม เขาสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้นัยยะที่ 3 ขิปปนิสันติสูตร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตรัสรู้นี้เพื่อตัวเอง และบอกสอนนี้เพื่อผู้อื่น เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนัยยะที่ 4 อัตตหิตสูตรมีแต่หัวข้อนัยยะที่ 5 สิกขาปทสูตรเอาศีล 5 มาเป็นตัวแปร ซึ่งจะเป็นคนละมุมกับราควินยสูตรโปตลิยสูตร บุคคลที่ติเตียน หรือสรรเสริญตามกาลอันควรจึงจะประเสริฐสุด ไม่ใช่บุคคลที่อุเบกขาไปซะหมด จบอสุรวรรค เริ่มวลาหกวรรค ปฐมวลาหกสูตร เปรียบ เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ การพูด และ ฝนตก คือ ลงมือทำ ทุติยวลาหกสูตร เปรียบเทียบ เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ คนที่เรียนธรรม (นวังคสัตถุศาสน์) และ ฝนตก คือ รู้ชัดในอริยสัจ 4กุมภสูตร อุทกรหทสูตร และอัมพสูตร มีหัวข้อต่างกันแต่ไส้ในเหมือนกัน เป็นการรู้อริยสัจ 4 ภายในกับลักษณะภายนอกที่เห็น อาจเป็นดุจหม้อเปล่าหรือเต็ม และเปิดหรือปิดฝา หรือดุจความตื้นลึกของห้วงน้ำเงาที่เห็นกับความจริง และการสุกหรือดิบของมะม่วง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อสุรวรรค วลาหกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  34. 352

    เหตุแห่งการคว่ำบาตร [6842-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะข้อที่ 86 ยสสูตร ว่าด้วยยศ ชาวบ้านอิจฉานังคละทราบข่าวการมาของพระพุทธเจ้า ต่างพากันส่งเสียงเพื่อมารอเข้าเฝ้าถวายข้าวของแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบความนั้น จึงได้กล่าวแสดงธรรมกับท่านพระนาคิตะโดยปรารภเรื่อง “ยศ” ไว้ 2 ลักษณะ คือ การเสพสุขจากยศ ชื่อว่า สุขที่ไม่สะอาด (×) และ การไม่เสพติดยศ คือ สุขจากเนกขัมมะ (ü) โดยได้แสดงไว้ 8 ประการดังนี้ผู้ยังสัพยอกเล่นหัวกันอยู่ ×ฉันอาหารจนอิ่มท้อง แล้วหมั่นประกอบความสุขในการนอน ×ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ×ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร นั่งโงกง่วงอยู่ในป่า üผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ไม่มีสมาธินั่งอยู่ในป่า üผู้อยู่ป่าเป็นวัตร มีสมาธินั่งอยู่ในป่า üผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ได้ลาภปัจจัยสี่ ละทิ้งการหลีกเร้น ×ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ได้ลาภปัจจัยสี่ ไม่ละทิ้งการหลีกเร้น ü ข้อที่ 87 ปัตตนิกุชชนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งการคว่ำบาตรและหงายบาตร “การคล่ำบาตร” เป็นการลงโทษของภิกษุสงฆ์ที่กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาโดยการประกาศไม่รับไทยธรรมจากอุบาสกหรืออุบาสิกานั้น และเหตุที่คว่ำบาตรมีดังนี้ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของภิกษุ (ขัดลาภ)ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของภิกษุ (ประโยชน์ในปัจจุบัน = ปัจจัยสี่ / ในเวลาต่อมา = การศึกษาพระธรรม / ประโยชน์อย่างยิ่ง = มรรค ผล นิพพาน)ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้ของภิกษุ (ทำความเดือดร้อนต่อเสนาสนะและเพศบรรพชิต)ด่าบริภาษภิกษุยุยงภิกษุให้แตกกันกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้ากล่าวติเตียนพระธรรมกล่าวติเตียนพระสงฆ์และในทางตรงข้าม “การหงายบาตร” กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมตรงกันข้ามกับธรรมที่กล่าวมาแล้ว ข้อที่ 88 อัปปสาทปเวทนียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรประกาศว่าไม่ควรเลื่อมใส อุบาสกและอุบาสิกาจะประกาศความไม่เลื่อมใสต่อภิกษุด้วยเหตุที่ว่าขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของคฤหัสถ์ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของคฤหัสถ์ด่าบริภาษคฤหัสถ์ยุยงคฤหัสถ์ให้แตกกันกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้ากล่าวติเตียนพระธรรมกล่าวติเตียนพระสงฆ์อุบาสกและอุบาสิกาเห็นภิกษุนั้นในที่อโคจร ข้อที่ 89 ปฏิสารณียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรลงปฏิสารณียกรรม “ลงปฏิสารณียกรรม” คือ หมู่สงฆ์มีคำสั่งลงโทษภิกษุที่ประพฤติผิดให้ไปขอขมาคฤหัสถ์ที่ตนเองได้ด่าว่าไว้ ซึ่งมีข้อธรรมเหมือนใน อัปปสาทปเวทนียสูตร ต่างกันในประการที่ 8 คือ รับคำที่ชอบธรรมของคฤหัสถ์แต่ไม่ทำตาม พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  35. 351

    สมาธิสูตร [6841-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน มจลวรรค หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว และ อสุรวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดาปุตตสูตร สังโยชนสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร และขันธสูตร เป็นการแบ่งบุคคล 4 จำพวก ที่ปรากฏอยู่ในโลก ได้แก่บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวบุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปุณฑริกบุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปทุมบุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะโดยทั้ง 4 พระสูตรนี้ มีข้อธรรมที่กล่าวไว้ในข้างต้นเหมือนกัน แต่มีนัยยะต่างกันไปตามชื่อหัวข้อพระสูตร ในสังโยชนสูตรแบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ไล่ไปตามอริยบุคคลแต่ละขั้น ส่วนในสัมมาทิฏฐิสูตรมีมรรคแปดประกอบรวมอยู่ด้วย และขันธสูตรเป็นนัยยะแห่งขันธ์ห้า จบมจลวรรค เริ่มอสุรวรรค อสุรสูตร เป็นการจับคู่ระหว่างเจ้านายและลูกน้องที่มีความเป็นอสูรหรือเทวดา ที่น่าสนใจ คือไม่ว่าเราเป็นอะไร เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ในปฐม/ทุติย และตติยสมาธิสูตร คือการมีหรือไม่มีของสมถะและวิปัสสนา ซึ่งในสูตร 1-3 ของสมาธิสูตรมีข้อธรรมที่เหมือนกัน โดยเพิ่มนัยยะของความเพียรและการเข้าไปหาบุคคลเพื่อให้มีการพัฒนาเกิดขึ้น*ประเด็นคือเอาที่ได้ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดโดยการเข้าไปหาผู้ที่มีในส่วนนั้น พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มจลวรรค อสุรวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  36. 350

    มูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง [6840-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะข้อที่ 81 สติสัมปชัญญสูตร ว่าด้วยผลแห่งสติสัมปชัญญะ กล่าวถึงธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยมี “สติสัมปชัญญะ” เป็นตัวตั้งต้นแล้วมีผลของธรรมอย่างอื่นตามมา โดยแสดงแยกเป็น 2 ลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน คือ “เมื่อไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี และ เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี” โดยมีลำดับของธรรมดังนี้ 1. สติสัมปชัญญะ -> 2. หิริและโอตตัปปะ -> 3. อินทรียสังวร -> 4. ศีล -> 5. สัมมาสมาธิ -> 6. ยถาภูตญาณทัสสนะ -> 7. นิพพิทาและวิราคะ -> 8. วิมุตติญาณทัสสนะเมื่อเหตุคือไม่มีสติสัมปชัญญะ -> ผลจึงไม่มี หิริและโอตตัปปะ ... ฯลฯ “เปรียบได้กับต้นไม้ที่มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่น ของต้นไม้นั้น ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์”และในทางตรงข้าม เมื่อเหตุแห่งความบริบูรณ์มี ผลแห่งความบริบูรณ์ย่อมมี ข้อที่ 82 ปุณณิยสูตร ว่าด้วยพระปุณณิยะ โดยปรารภท่านพระปุณณิยะที่ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึง “อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งในบางคราว แต่ในบางคราวกลับไม่แจ่มแจ้ง” พระองค์ได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนาไม่แจ่มแจ้งไว้ดังนี้1.      เป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่เข้าไปหา2.      เป็นผู้มีศรัทธา และเข้าไปหา แต่ไม่เข้าไปนั่งใกล้3.      เป็นผู้มีศรัทธา..ฯ และเข้าไปนั่งใกล้ แต่ไม่สอบถาม4.      เป็นผู้มีศรัทธา...ฯและสอบถาม แต่ไม่เงี่ยโสตฟังธรรม5.      เป็นผู้มีศรัทธา....ฯ และเงี่ยโสตฟังธรรม แต่ไม่ทรงจำธรรมไว้ได้6.      เป็นผู้มีศรัทธา.....ฯ และทรงจำธรรมไว้ได้ แต่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม7.      เป็นผู้มีศรัทธา......ฯ และพิจารณาเนื้อความแห่งธรรม แต่หาใช่รู้อรรถรู้ธรรม8.      เป็นผู้มีศรัทธา.......ฯ และรู้อรรถรู้ธรรม แต่ไม่ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม และได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งไว้ดังนี้ คือ (1.) เป็นผู้มีศรัทธา -> (2.) เข้าไปหา -> (3.) เข้าไปนั่งใกล้ -> (4.) สอบถาม -> (5.) เงี่ยโสตฟังธรรม -> (6.) ทรงจำธรรมไว้ -> (7.) พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม -> (8.) รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ข้อที่ 83 มูลกสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง กล่าวถึงต้นกำเนิดของธรรมทั้งปวงมีอะไรบ้าง1. มีฉันทะ (ศรัทธา) เป็นมูล (รากพื้นฐาน) 2. มีมนสิการ (คิดตามแบบอริยสัจสี่) เป็นแดนเกิด 3. มีผัสสะเป็นเหตุเกิด 4. มีเวทนา (สัญญา->เวทนา) เป็นที่ประชุม (รวมลง)5. มีสมาธิเป็นประมุข (หัวหน้า-สั่งการ)   6. มีสติเป็นใหญ่ (อธิบดี-มีอยู่ตลอด) 7. มีปัญญา (เห็นไตรลักษณ์) เป็นยิ่ง (ยอดสูงสุด) 8. มีวิมุตติเป็นแก่น ข้อที่ 84 โจรสูตร ว่าด้วยเหตุเสื่อมของมหาโจร กล่าวถึงธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมของโจรเหตุเสื่อมของโจร คือ 1. ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ 2. ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ 3. ฆ่าผู้หญิง 4. ข่มขืนเด็กหญิง 5. ปล้นนักบวช 6. ปล้นท้องพระคลัง 7. ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป 8. ไม่ฉลาดในการเก็บเหตุไม่เสื่อมของโจร – กล่าวตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมา ข้อที่ 85 สมณสูตร ว่าด้วยพระนามของพระพุทธเจ้า กล่าวถึงคำที่แสดงถึงพระนามของพระพุทธเจ้า ได้แก่ สมณะ (ผู้สงบ) พราหมณ์ (ลอยบาป) เวทคู (บรรลุความรู้) ภิสักกะ (หมอ) นิมมละ (สะอาด) วิมละ (ปราศจากมลทิน) ญาณี (ฉลาด) และวิมุตตะ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  37. 349

    ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา [6839-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด และ มจลวรรค หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหวข้อที่#78_ทักขิณสูตร ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ผลของการให้ทานที่จะให้ผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้และผู้รับ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายจึงจะดี นอกนั้นจะมีความเศร้าหมอง ข้อที่ #79_วณิชชสูตร ว่าด้วยเหตุให้การค้าขายขาดทุนหรือได้กำไร การค้าขายจะขาดทุนหรือได้กำไรมากน้อย ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามที่ได้ปวารณาไว้หรือไม่ แต่ทั้งนี้อย่ากลัว เพราะสามในสี่ข้อได้กำไร ดังนั้นแม้น้อยก็ควรทำ เป็นช่องบุญ ข้อที่ #80_กัมโพชสูตร ว่าด้วยเหตุให้มาตุคามไปแคว้นกัมโพชะไม่ได้ คุณสมบัติของสตรีที่ไม่ควรเป็นใหญ่ ข้อที่ #81_ปาณาติปาตสูตร ว่าด้วยผู้ฆ่าสัตว์และผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ และ ข้อที่ #82_มุสาวาทสูตร ว่าด้วยผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นเรื่องของศีล ที่จะแยกบุคคลไปสวรรค์หรือนรก ข้อที่ #83_อวัณณารหสูตร ว่าด้วยผู้กล่าวสรรเสริญผู้ควรติเตียนและผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียน การกล่าวสรรเสริญ หรือติเตียน หรือการเลื่อมใสไม่เลื่อมใส ที่ไม่ถูกจะพาไปนรกได้ ข้อที่ #84_โกธครุสูตร ว่าด้วยผู้มักโกรธและผู้ไม่มักโกรธ ถ้าเราเห็นแก่ธรรมะ ความมักโกรธ มักลบหลู่ ความเห็นแก่ลาภ และสักการะย่อมไม่เกิดขึ้น ข้อที่ #85_ตโมตมสูตร ว่าด้วยผู้มืดมาและมืดไป และ ข้อที่ #86_โอณโตณตสูตร ว่าด้วยผู้ต่ำมาและต่ำไป เกี่ยวกับการมา การไป มืดสว่าง สูงต่ำ “มาคือเกิดมา ไปคือตายไป” จะไปที่ไหนหรือเกิดมาอย่างไรอยู่ที่การสร้างเหตุ เพราะเกิดมาไม่สำคัญเท่าจะไปอย่างไร จะไปอย่างไรก็ยังไม่สำคัญเท่าตอนนี้คุณทำอะไรพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อปัณณกวรรค มจลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  38. 348

    เหตุแห่งความเกียจคร้าน [6838-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 9-10 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กันข้อที่ #79_ปริหานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้พระเสขะเสื่อม ธรรม 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ (คือ ผู้ยังต้องศึกษาด้วยการปฏิบัติอยู่ เป็นผู้ที่กำลังก้าวไปสู่การหลุดพ้น) ได้แก่เป็นผู้ชอบการงาน – หางานทำอยู่เรื่อย (งานที่ไม่ใช่กิจของการภาวนา)เป็นผู้ชอบการพูดคุยเป็นผู้ชอบการนอนหลับเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่เป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคเป็นผู้ชอบธรรมเป็นเครื่องข้อง – สิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส ตัณหา ความยึดมั่นเป็นผู้ชอบปปัญจธรรม – ธรรมให้เนิ่นช้า (ทำให้การภาวนาล่าช้า) หมายถึงตัณหา มานะ และทิฏฐิและได้แสดงธรรมเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมาข้างต้น ข้อที่ #80_กุสีตารัมภวัตถุสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งความเกียจคร้านและเหตุปรารภความเพียร โดยกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างเดียวกันทำให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกันโดยแยกแสดงได้ดังนี้เหตุ 8 ประการ >> กุสีตวัตถุ (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ≠ อารัมภวัตถุ (เหตุปรารภความเพียร)เมื่อจะต้องทำการงาน >> ก็นอนเสีย ไม่ปรารภความพียร≠ ปรารภความพียร เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้งเมื่อเสร็จจากการงาน >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อจะต้องเดินทาง >>ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อเดินทางแล้ว >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อบิณฑบาตไม่ได้เพียงพอ >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อบิณฑบาตได้เพียงพอ >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย >> ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อหายจากเจ็บป่วยไม่นาน >> ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  39. 347

    ธรรมของสัตบุรุษ [6837-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-7 ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดข้อที่ #71_ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรเป็นเหตุสิ้นอาสวะ คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ 1) มีศีล 2) เป็นพหูสูต 3) ปรารภความเพียร 4) มีปัญญา ข้อที่ #72_สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุสิ้นอาสวะ คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่เนกขัมมวิตก (ความตรึกปลอดจากกาม)อพยาบาทวิตก (ความตรึกปลอดจากพยาบาท)อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน)4. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) ข้อที่ #73_สัปปุริสสูตร ว่าด้วยธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ เป็นธรรมของคนพาลและของบัณฑิตที่แสดงไว้ตรงข้ามกันมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่·      ธรรมของอสัตบุรุษ (คนพาล คนไม่ดี) ≠ ธรรมของสัตบุรุษ (บัณฑิต คนดี)แม้ไม่ถูกถามก็ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น หากถูกถามก็แจงเสียละเอียด ≠ ไม่ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น แม้ถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ไม่ละเอียดแม้ถูกถามก็ไม่ยอมเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น กล่าวอ้อม ๆ ไม่ละเอียด ≠ แม้ไม่ถูกถามก็ชอบเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียดไม่ยอมเปิดเผยข้อเสียของตน หากถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ≠ แม้ไม่ถูกถามก็ยินดีเปิดเผยข้อเสียของตน แม้ถูกถามก็รีบตอบไม่อ้อมค้อมแม้ไม่ถูกถามก็ชอบเปิดเผยข้อดีของตนเอง หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียด ≠ ไม่ชอบเปิดเผยข้อดีของตน หากถูกถามก็กล่าวแบบอ้อม ๆ ข้อที่ #74_ปฐมอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 1 กล่างถึง ธรรมอันเลิศ 4 ประการ ได้แก่ 1) อริยศีล 2) อริยสมาธิ 3) อริยปัญญา 4) อริยวิมุตติ ข้อที่ #75_ทุติยอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 2 ธรรมอันเลิศ 4 ประการได้แก่ รูป (รูปฌาน) เวทนา (เวทนาจากสมาธิ) สัญญา (อรูปฌาน) ที่พิจารณาแล้วบรรลุอรหัตตผล และภพ (ไม่แสวงหาภพ) คือ นิพพาน ข้อที่ #76_กุสินารสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในกรุงกุสินารา ในสมัยที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในป่าสาลวัน กรุงกุสินารา พระองค์ทรงรับสั่งตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “มีผู้ใดสงสัย เคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ มรรคหรือปฏิปทาหรือไม่ ถ้ามีจงถามเถิด” พระองค์ทรงตรัสถามถึงสามครั้งแต่ก็ไม่มีภิกษุรูปใดกราบทูลถาม จนกระทั่งท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย” แล้วพระองค์ทรงตรัสตอบกลับ ว่า “ในภิกษุ 500 รูปนี้ ภิกษุผู้มีคุณธรรมชั้นต่ำสุดเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิ (คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) ในวันข้างหน้า” ข้อที่ #77_อจินเตยยสูตร ว่าด้วยอจินไตย อจินไตย (เรื่องไม่ควรคิด) 4 ประการนี้ บุคคลไม่ควรคิด ใครคิดพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ความเดือดร้อน ได้แก่พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายฌานวิสัยของผู้ได้ฌานวิบากแห่งกรรมความคิดเรื่องโลก เช่น ใครสร้างโลก (ภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร) ใครสร้างจักรวาล พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อปัณณกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  40. 346

    สติในความอยาก [6836-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-8 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กันข้อที่ #75_ปฐมสัมปทาสูตร และข้อที่ #76_ทุติยสัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา สูตรที่ 1 และ 2 ว่าด้วยเรื่อง สัมปทา (ความถึงพร้อม) 8 ประการ ได้แก่อุฏฐานสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น) เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการทำงานอารักขสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการรักษา) ไม่ประมาท รักษาทรัพย์ที่หามาได้กัลยาณมิตตตา (ความเป็นผู้มีมิตรดี) คบหาศึกษาบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร คือบุคคลที่มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา เพื่อให้เกิดกัลยาธรรม คือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาสมชีวิตา (ความเป็นอยู่เหมาะสม) รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีวิตแต่พอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า “รายจ่ายจะไม่ท่วมรายรับ และรายรับจะต้องท่วมรายจ่าย”สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ถึงพร้อมด้วยศีลห้าจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยจาคะ) มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการสละออกปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) มีปัญญาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ให้ถึงความสิ้นทุกข์ธรรมทั้ง 8 ประการนี้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ในโลกทั้ง2 คือ ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้ และสุขในภพหน้า โดยจะมีเนื้อธรรมเหมือนข้อที่ #54_ทีฆชาณุสูตร ซี่งแบ่งออกได้เป็น ประเภท คือ (1.) ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้ ได้แก่ ธรรมในข้างต้นตั้งแต่ข้อ 1-4 (2.) สุขในภพหน้า ได้แก่ข้อ 5-8 ข้อที่ #77_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ “ท่านพระสารีบุตร” ได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายถึงบุคคล 8 จำพวก ที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้บุคคล 4 จำพวกแรก คือ ขาดสติสัมปชัญญะ จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้นบุคคล 4 จำพวกหลัง คือ มีสติสัมปชัญญะ เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม*เนื้อธรรมเหมือนข้อที่ #61_อิจฉาสูตร ข้อที่ #78_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น “ท่านพระสารีบุตร” กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย ถึงบุคคล 8 ประเภท โดยการนำธรรม 6 ประการ มาแยกจำแนกลงในบุคคล 8 ประเภทได้ 3 กลุ่มธรรม 6 ประการได้แก่ใคร่ครวญธรรมได้เร็วทรงจำธรรมได้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมมีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6ไม่เพียงพอสำหรับตนเองแต่เพียงพอสำหรับผู้อื่น มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1, 2, 5, 6 / ข้อที่ 2, 5, 6 / ข้อที่ 5, 6เพียงพอสำหรับตนเองแต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-4 / ข้อที่ 2-4 / ข้อที่ 3-4*เนื้อธรรมเหมือนข้อที่ #62_อลังสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  41. 345

    แพ้ภัยกิเลส [6835-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควรข้อที่ #65_รูปสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณ คนเราจะเลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ 4 อย่างนี้ คือ รูป เสียง ความเศร้าหมอง และธรรมะ แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย ข้อที่ #66_สราคสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีราคะ บุคคลที่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ นับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง ข้อที่ #67_อหิราชสูตร ว่าด้วยตระกูลพญางู เกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข ได้แก่ ตระกูลของพญางูวิรูปักษ์ เอราปถะ ฉัพยาบุตร และ กัณหาโคตมกะ ข้อที่ #68_เทวทัตตสูตร ว่าด้วยพระเทวทัต ชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้น ฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร และดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้ ข้อที่ #69_ปธานสูตร ว่าด้วยปธาน (ความเพียร) ว่าด้วยความเพียร 4 ประการ1.      สังวรปธาน (เพียรระวัง)      2.      ปหานปธาน (เพียรละ)3.      ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ)4.      อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา) ข้อที่ #70_อธัมมิกสูตร ว่าด้วยพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมและผู้ตั้งอยู่ในธรรม ธรรม 4 ประการที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรมและของผู้ที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ได้แก่ เป็นผู้มีอายุยืนหรือน้อย ผิวพรรณผ่องใสหรือทราม มีกำลังดีหรือไม่ดี และมีความเจ็บป่วยน้อยหรือมาก ซึ่งสัมพันธ์กับเหตุ 13 ประการในข้างต้น พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปัตตกัมมวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  42. 344

    ผู้บริบรูณ์มาโดยลำดับ [6834-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กันข้อที่#71_ปฐมสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 1 ผู้ประกอบด้วยองค์ธรรม 8 ประการนี้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสได้รอบด้าน (กาย วาจาที่น่าเลื่อมใส) และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (บริบูรณ์ด้วยอาการของสมณะ ด้วยธรรมของสมณะ)มีศรัทธามีศีลเป็นพหูสูต (ผู้ได้ฟังธรรมมามาก หรือศึกษาเล่าเรียนธรรมมามาก)เป็นธรรมกถึก (ผู้กล่าวสอนธรรม ผู้แสดงธรรม หรือนักเทศน์)เข้าไปสู่บริษัท (กลุ่มคน)แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท (แกล้วกล้า=ไม่กลัว=เพราะมั่นใจคุณสมบัติทางธรรมของตน)ได้ฌาน 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ (อรหัตผล)*ข้อที่พึงพิจารณาในองค์ธรรมแต่ละประการที่เมื่อเราหมั่นเพียรประกอบให้เต็มบริบูรณ์ขึ้นมาในแต่ละองค์ซึ่งไล่ไปตามลำดับจะมีผลคือ อรหัตผล ฉะนั้นเราสามารถนำองค์ธรรมทั้ง 8 ประการนี้มาพิจารณาลำดับการปฏิบัติของเราให้มีความเพียรบริบูรณ์ขึ้นมาได้ ข้อที่ #72_ทุติยสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 2 จะเหมือนกับ ปฐมสัทธาสูตร สูตรที่ ๑ ในข้างต้น แตกต่างกันตรงข้อที่ 7. ได้สัมผัสสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูป คือ เป็นสมาธิขั้นอรูปฌานข้อที่ #73_ปฐมมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติสูตรที่ 1 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามกับภิกษุทั้งหลายว่า มีการเจริญมรณัสสติอยู่หรือไม่อย่างไร โดยภิกษุแต่ละรูปได้กราบทูลว่าตนระลึกถึงมรณัสสติอยู่ว่า...เราพึงมีชีวิตอยู่ได้คืนหนึ่งและวันหนึ่ง เราพึงกระทำให้มากซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าเราพึงมีชีวิตอยู่ได้วันหนึ่ง... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้ครึ่งวัน... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะฉันบิณฑบาตมื้อหนึ่ง... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะฉันบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 4-5 คำ... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 1 คำ... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะหายใจเข้าหายใจออก... ฯลฯภิกษุรูปที่ 1-6 นี้ ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ คือ เจริญมรณัสสติอย่างเพลา (หย่อน) ส่วนภิกษุรูปที่ 7-8 นี้ เป็นผู้ไม่ประมาท เจริญมรณัสสติอย่างแรงกล้าเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายข้อที่ #74_ทุติยมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติ สูตรที่ 2 ในช่วงเวลากลางวันสู่กลางคืน และ กลางคืนสู่กลางวัน พิจารณาถึงเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น งูพิษ แมงป่อง ตะขาบ หกล้ม อาหารไม่ย่อย ดีและเสมหะกำเริบ ลมพิษ พวกมนุษย์และพวกอมนุษย์ทำร้าย แล้วพึงพิจารณาถึงบาปอกุศลของเรายังมีอยู่หรือไม่ ถ้ามีอยู่ก็ให้รีบละเสีย เปรียบเหมือนไฟไหม้ที่ศีรษะที่ต้องรีบทำการดับโดยไว โดยทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่งเพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น แต่ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีบาปอกุศลธรรมก็ให้อยู่ด้วยฌาน 1-2พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  43. 343

    ความสุขของคฤหัสถ์ [6833-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควรข้อที่ #61_ปัตตกัมมสูตร ว่าด้วยกรรมอันสมควร พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับอนาถบิณฑิกคหบดีถึงธรรมที่น่าปรารถนา 4 ประการ คือ 1. โภคทรัพย์ 2. ยศ (บริวารสมบัติ) 3. มีสุขภาพดี 4. หลังจากตายแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ โดยเหตุที่เอื้อให้เกิดของธรรมเหล่านั้นคือ สัมปทา 4 ได้แก่ 1. ศรัทธา 2. ศีล 3. จาคะ 4. ปัญญา ซึ่งปัญญาในที่นี้หมายถึง ปัญญาในการละนิวรณ์ได้ เพราะนิวรณ์จะทำให้ไม่ละในสิ่งที่ควรละและไม่ทำในสิ่งที่ควรทำจนทำให้การงานไม่เกิดผล จิตที่ปราศจากนิวรณ์จะแจ่มใสรู้แนวทางที่จะไป *ที่ควรระวัง คือ พอเกิดธรรมที่น่าใคร่น่าปรารถนาแล้ว ถ้าเกิดลุ่มหลงไปก็จะทำให้ปัญญาสัมปทาหายไปทันทีเช่นกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ใช้ทรัพย์นั้นไปใน 4 หน้าที่ จึงจะถือว่าเป็นกรรมอันสมควร ได้แก่การใช้จ่ายทรัพย์ดังนี้การเลี้ยงดูตนเอง บิดา มารดา ภรรยา บุตร มิตร บริวารป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือจากทายาทสงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย เสียภาษีอากรบำเพ็ญทักษิณาที่มีผลสูง ข้อที่ #62_อานัณยสูตร ว่าด้วยสุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ กล่าวถึงความสุข 4 ประการของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนอัตถิสุข (สุขเกิดจากความมีทรัพย์)โภคสุข (สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์)อานัณยสุข (สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้)อนวัชชสุข (สุขเกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ) คือ ความสุขที่เกิดจากประพฤติในกุศลธรรม ได้แก่ การคิดดี พูดดี ทำดี เป็นความสุขมีค่ามาก หากเปรียบโดยแบ่งความสุขชนิดนี้เป็น 16 ส่วน เพียงแค่ส่วนเดียวของความสุขชนิดนี้ยังมีค่ามากกว่า 3 ข้อแรกรวมกันเสียอีก ข้อที่ #63_พรหมสูตร ว่าด้วยสกุลที่มีพรหม มารดาบิดาขื่อว่าเป็นพรหม, บุรพาจารย์ (ครูคนแรก), บุรพเทพ (ดูแลรักษา) และ อาหุไนยบุคคลของบุตร เพราะเหตุที่มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมากเฝ้าอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนบุตร บุตรจึงควรเคารพ สักการะ บูชา เลี้ยงดูมารดาบิดา ข้อที่ #64_นิรยสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ได้แก่ 1. ฆ่าสัตว์ 2. ลักทรัพย์ 3. ประพฤติผิดในกาม 4. พูดเท็จ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปัตตกัมมวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  44. 342

    อภิภายตนะ – การมีอำนาจเหนืออารมณ์ [6832-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ข้อที่ #65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ “อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำ (การมีอำนาจเหนือ) อารมณ์ทั้งหลาย เป็นลักษณะของสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญาคือมีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่เพลินไปตามสิ่งที่ได้รับรู้ เป็นผู้ที่ครอบงำอายตนะได้ แสดงไว้ 8 ประการดังนี้1 - 2 บุคคลมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่3 - 4 บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่5 - 8 บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว ข้อที่ #66_วิโมกขสูตร ว่าด้วยวิโมกข์ วิโมกข์ (ความหลุดพ้น หรือ ความหลุดพ้นจากกิเลส) หมายถึงภาวะที่จิตหลุดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งไปในอารมณ์นั้น ๆ โดยอาศัยการเข้าฌานและเจริญสมาธิ ซึ่งมี 8 ประการ ได้แก่1.) ผู้มีรูป (รูปฌาน) เห็นรูปทั้งหลาย 2) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก 3) ผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ เท่านั้น คือ เห็นอยู่แต่ไม่เพลิดไปตาม (อุเบกขา)4) ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะ “อากาศหาที่สุดมิได้” 5) ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ “วิญญาณหาที่สุดมิได้” 6) ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะ “ไม่มีอะไร” 7) ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ “มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่” 8) ผู้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ “สัญญาและเวทนาดับไป” ข้อที่ #67_อนริยโวหารสูตร ว่าด้วยอนริยโวหาร ถ้อยคำที่ไม่ประเสริฐ 8 ประการ คือ1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง 3) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ (จมูก, ลิ้น, กาย)5) กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ข้อที่ #68_อริยโวหารสูตร ว่าด้วยอริยโวหาร ถ้อยคำที่ประเสริฐ 8 ประการ อะไรบ้าง คือ1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 3) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ 5) กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้ ข้อที่ #69_ปริสาสูตร ว่าด้วยบริษัท บริษัท (ชุมนุม) 8 จำพวกไหนบ้างที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าไปสนทนาด้วยแล้วเข้ากับบริษัทนั้นได้ดี ชี้แจงเห็นชัด อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ได้แก่1) ขัตติยบริษัท 2) พราหมณบริษัท 3) คหบดีบริษัท 4) สมณบริษัท 5) จาตุมหาราชบริษัท 6) ดาวดึงสบริษัท 7) มารบริษัท 8) พรหมบริษัท ข้อที่ #70_ภูมิจาลสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นช่วงระหว่างปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า โดยกล่าวถึงลำดับเหตุการณ์ที่พระองค์ได้ให้นัยยะกับท่านพระอานนท์เรื่อง อิทธบาท 4 ไว้ถึง 15 ครั้ง แต่ท่านพระอานนท์ไม่ทราบนัยยะเหล่านั้น มารจึงได้ช่องมาทูลขอให้พระองค์เสด็จดับข้นธ์ปรินิพพาน เมื่อพระองค์ทรงรับปากมารแล้วส่งผลทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเหตุแห่งแผ่นดินไหวในครั้งนั้น พระองค์จึงได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง 8 ประการ คือ1) เหตุแห่งอุตุ เวลาที่ลมพายุพัดแรงย่อมทำให้น้ำกระเพื่อม น้ำที่กระเพื่อมย่อมทำให้แผ่นดินไหวตาม 2) สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ได้เจริญปฐวีสัญญาและอาโปสัญญาจนหาประมาณมิได้ 3) พระโพธิสัตว์จุติจากภพดุสิต เสด็จสู่พระครรภ์ของพระมารดา 4) พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา 5) ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ 6) ตถาคตประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป (ประกาศศาสนา) 7)ตถาคตปลงอายุสังขาร 8) ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภูมิจาลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  45. 341

    จตุรพิธพรชัย [6831-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตร1ที่ 3 – 10 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศลข้อที่ #53_ปฐมสังวาสสูตร และ ข้อที่ #54_ทุติยสังวาสสูตร ว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน สูตรที่ 1-2 กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันของสามีและภรรยา 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท “ผี” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนทุศีล มีความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 และในประเภท “เทวดา” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนมีศีลปราศจากความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง บุคคลประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 โดยจำแนกการอยู่ร่วมกันของบุคคลทั้ง 2 ประเภทนี้ไว้ดังนี้สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาผีสามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดาสามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาผีสามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดา ข้อที่ #55_ปฐมสมชีวีสูตร และ ข้อที่ #56_ทุติยสมชีวีสูตร ว่าด้วยผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอกัน สูตรที่ 1-2 เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการที่สามีและภรรยามีความปรารถนาที่จะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จะต้องมี ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน โดยสูตร 1 ปรารภถึงนกุลปิตาคหบดีและนกุลมาตาคหปตานี ส่วนสูตร 2 กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ 57-59 มีข้อธรรมที่เหมือนกันคือ ผู้ให้โภชนะ (อาหาร) ชื่อว่าให้ฐานะ 4 ประการแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ) ได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมมีส่วนได้อายุ วรรณะ สุขะ พละอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ โดยในข้อที่ #57_สุปปวาสาสูตร ว่าด้วยสุปปวาสาโกฬิยธิดา เป็นการปรารภถึง พระนางสุปปวาสา อุบาสิกาผู้เลิศในการถวายของมีรสอันประณีตข้อที่ #58_สุทัตตสูตร ว่าด้วยสุทัตตคหบดี ปรารภถึง อนาถบิณฑิกคหบดี อุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทานข้อที่ #59_โภชนสูตร ว่าด้วยทายกผู้ให้โภชนะ กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ #60_คิหิสามีจิสูตร ว่าด้วยการปฏิบัติปฏิปทาที่เหมาะสมแก่คฤหัสถ์ ปรารภอนาถบิณฑิกคหบดี กล่าวถึง การบำรุงภิกษุด้วยปัจจัยสี่เป็นเหตุให้ได้ยศ เป็นไปเพื่อให้เกิดในสวรรค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุญญาภิสันทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  46. 340

    อธิเทวญาณทัสสนะ – ความหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดา [6830-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 4 - 5 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ข้อที่ #64_คยาสีสสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่คยาสีสะ ณ ตำบลคยาสีสะ เขตเมืองคยา พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย เมื่อครั้งที่พระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์ทรงปฏิบัติ อธิเทวญาณทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็น (ตาทิพย์) เกี่ยวกับเทวดาอันยิ่ง เป็นการปฏิบัติเพื่อพัฒนาญาณทัศนะการหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดาในขั้นสูง เป็นหนึ่งในญาณที่เกิดจากการเจริญสมาธิและปัญญา ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นแจ้งหรือรู้ถึงเรื่องราวความเป็นไปของเทวดาได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของญาณทัสสนะที่ละเอียดและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น โดยมีลำดับดังนี้เห็นแสงสว่าง และรูป (เทวดา)เห็นแสงสว่าง เห็นรูป และพูดคุยตอบโต้กันได้เห็นแสงสว่าง... ฯ และรู้ว่ามาจากเทพนิกายไหนเห็นแสงสว่าง.... ฯ และรู้ว่าหลังจากจุติแล้วจะไปเกิดที่ไหนเห็นแสงสว่าง..... ฯ และรู้ว่าไปเกิดที่ไหน ด้วยวิบาก (คือ ผลของกรรม) อะไรเห็นแสงสว่าง...... ฯ และรู้ว่ามีความเป็นอยู่ปกติ สุข ทุกข์อย่างไรเห็นแสงสว่าง....... ฯ และรู้ว่ามีอายุเท่าไหร่เห็นแสงสว่าง........ ฯ และรู้ว่าในอดีตเคยอยู่ร่วมกันหรือไม่ ข้อที่ #65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ “อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำนิวรณ์ 5 (สมาธิเพื่อกำจัดนิวรณ์5)1 - 2. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่3 - 4. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน)เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่5 - 8. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ภูมิจาลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  47. 339

    วิปลาส - เคลื่อนจากความจริง [6829-6t]

    หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 7-10 ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร และพระสูตรที่ 1-2 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล ข้อที่ #47_สุวิทูรสูตร ว่าด้วยสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน กล่าวถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน 4 อย่าง โดยได้ยก 3 อย่างแรกขึ้นมาก่อน คือ ท้องฟ้ากับแผ่นดิน, ฝั่ง (ทั้งสอง) ของทะเล, จุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เพื่อที่จะเปรียบเปรยความแตกต่างระหว่างธรรมของสัตบุรุษ (คนดี) กับธรรมของอสัตบุรุษ (คนชั่ว) ข้อที่ #48_วิสาขสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรมของวิสาขปัญจาลิบุตร ปรารภถึงพระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ (เป็นบุตรของนางปัญจาลี) ที่สามารถแสดงธรรมให้ผู้ฟังเกิดความเห็นที่ถูกต้องแล้วอยากรับเอาไปปฏิบัติ ด้วยบทพยัญชนะถูกต้อง ภาษาสละสลวย ให้รู้เนื้อความได้ และแสดงธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยนิพพาน ข้อที่ #49_วิปัลลาสสูตร ว่าด้วยวิปลาส “ วิปลาส ” คือ ความคลาดเคลื่อน เข้าใจผิดเพี้ยนไปจากความจริง ได้แก่ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา และในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ข้อที่ #50_อุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยสิ่งมัวหมอง สิ่งที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมองไม่ส่องสว่างรุ่งเรือง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ เมฆ หมอก ควัน และฝุ่นละออง ราหูผู้เป็นจอมอสูร อุปมาอุปไมยกับอุปกิเลส 4 ประการ ที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ได้แก่การดื่มสุราและเมรัยเสพเมถุนธรรมยินดีในทองและเงินดำเนินชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ข้อที่ #51_ปฐมปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 1 ผลแห่งบุญที่ได้ถวายปัจจัย 4 แก่อริยสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ) ทำให้ถึงความเป็นผู้มีอารมณ์ดี มีสุขเป็นผล เปรียบได้กับแม่น้ำในมหาสมุทรที่ทั้งลึกและกว้างใหญ่ มีปริมาณน้ำมาก ห้วงแห่งบุญก็มีมากวัดปริมาณไม่ได้ เช่นนั้นเหมือนกัน ข้อที่ #52_ทุติยปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 2 กล่าวถึง โสตาปัตติยังคะ 4 คือ มีศรัทธาหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีล ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค ปุญญาภิสันทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  48. 338

    ความอยากได้ลาภ [6828-6t]

    หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1 - พระสูตรที่ 3 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ข้อที่ #61_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ ลาภในที่นี้ หมายถึง ปัจจัย 4 โดยกล่าวถึงบุคคล 8 จำพวกที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้บุคคล 4 จำพวกแรก คือ ขาดสติสัมปชัญญะ จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้นบุคคล 4 จำพวกหลัง คือ มีสติสัมปชัญญะ เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม*ตารางเปรียบเทียบ  บุคคล 8 ประเภท ที่มีปรากฏอยู่ในโลก ข้อที่ #62_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น โดยการนำธรรม 6 ประการนี้มาแยกจำแนกลงในบุคคลผู้สามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่นได้ โดยจำแนกออกได้ 8 ประเภท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ธรรม 6 ประการ ได้แก่ใคร่ครวญธรรมได้เร็วทรงจำธรรมได้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมมีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6ไม่เพียงพอสำหรับตนเองแต่เพียงพอสำหรับผู้อื่น มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่1, 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 5 และ 6เพียงพอสำหรับตนเองแต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-4 / ข้อที่ 2-4 / ข้อที่ 3-4*ตารางเปรียบเทียบ  บุคคลประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ เป็นผู้ที่มีความสามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่น ข้อที่ #63_สังขิตตสูตร ว่าด้วยภิกษุทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ ปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ติดตามพระพุทธเจ้าในการแสดงธรรมได้กราบทูลถามถึงข้อปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม (ให้เกิดการบรรลุธรรม) โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ซึ่งเป็นองค์ของฌาน 1-4 และให้เห็นสติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) ซึ่งปรากฏอยู่ในฌาน 1-4 ได้ในทุกอิริยาบถ 4 (ยืน เดิน นั่ง นอน) ภิกษุรูปนั้นน้อมนำเอามาปฏิบัติได้ไม่นานก็ได้บรรลุอรหันต์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภูมิจาลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  49. 337

    ที่สุดแห่งโลก [6827-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการ ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตรข้อที่ #41_สมาธิภาวนาสูตร ว่าด้วยสมาธิภาวนา สมาธิภาวนาเป็นหนึ่งในองค์ของอริยมรรคมีองค์แปด คือสัมมาสมาธิที่เมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ1. อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ สามารถเข้าฌาน 1-4 ได้ 2. ได้ญาณทัสสนะ (ทิพพจักขุญาณ) คือ การทำจิตให้เป็นเสมือนแสงสว่าง กำหนดหมายว่าแสงสว่างในเวลากลางวันฉันใด ย่อมทำในใจว่าแม้ในกลางคืนก็ฉันนั้น3. สติสัมปชัญญะ คือ มีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของเวทนา สัญญา และวิตก4. ความสิ้นอาสวะ คือ เห็นการเกิด-ดับในอุปทานขันธ์ห้าได้ด้วยปัญญา (ญาณ)ข้อที่ #42_ปัญหพยากรณสูตร ว่าด้วยวิธีการตอบปัญหา เมื่อถูกถามควรพิจารณาถึงคำถามและเลือกวิธีที่จะตอบให้เหมาะสมกับคำถามนั้น พระสูตรนี้ได้บอกถึงวิธีที่จะใช้ในการตอบคำถามไว้ 4 วิธี คือ1. ตอบโดยนัยเดียว2. แยกตอบ3. ตอบโดยย้อนถาม4. งดตอบข้อที่ #43_ปฐมโกธครุสูตร และ ข้อที่ #44_ทุติยโกธครุสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ สูตรที่ 1-2 มีเนื้อหาข้อธรรมที่เหมือนกันกล่าวถึงคุณสมบัติของบุคคล 4 ประเภทที่ไม่มีความเคารพสัทธรรม คือ บุคคลผู้มักโกรธ ผู้มักลบหลู่ ผู้เห็นแก่ลาภ และสักการะ และในทางตรงกันข้ามบุคคลผู้มีความเคารพสัทธรรมจะเป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่ลบหลู่ ไม่เห็นแก่ลาภและสักการะ บุคคลจำพวกหลังนี้ย่อมทำตนให้เจริญในธรรมได้ข้อที่ #45_โรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร เป็นเรื่องราวของเทวดาที่ชื่อว่า “โรหิตัสสะ” ได้เข้ามากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง “การทำที่สุดแห่งโลก ได้ด้วยการไปอย่างไร?” (ที่สุดแห่งโลก ในที่นี้หมายถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือนิพพานนั่นเอง) แล้วได้เล่าถึงครั้งที่ตนเคยเป็นฤาษีสามารถเหาะข้ามโลกได้ด้วยความว่องไวแห่งฤทธิ์ตลอดระยะเวลา 100 ปี ไม่กินไม่นอนจนกระทั่งตายก็ยังไม่สามารถทำให้ถึงที่สุดของโลกได้ หลังจากนั้นพระผู้มีภาคเจ้าก็ได้ทรงตอบกลับว่า พระองค์ไม่กล่าวที่สุดแห่งโลกได้ด้วยการไป แต่พระองค์ได้ทรงบัญญัติอริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่มีอยู่ในกายนี้ เป็นข้อบัญญัติที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งโลกได้ข้อที่ #46_ทุติยโรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร สูตรที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงนำเรื่องราวของโรหิตัสสเทพบุตรมาเล่าให้เหล่าภิกษุฟังโดยมีเนื้อหาแบบเดียวกันกับโรหิตัสสสูตรพระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  50. 336

    บุคคลผู้เป็นนาบุญ [6826-6t]

    จากท่านผู้ฟังที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์อานิสงส์ของศีลแปดแบบผู้ครองเรือนและแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ตนได้รับจากการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน โดยได้กล่าวถึงพระสูตรข้อที่ #40_ทุจจริตวิปากสูตร ว่าด้วยวิบากแห่งทุจริต ที่ได้รับฟังในรายการทำให้นึกถึงศีลที่ตนได้ปฏิบัติ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นข้อธรรมตรงกันข้ามกัน แล้วเปลี่ยนจากการดื่มสุราและเมรัยในข้อสุดท้ายมาเป็นสัมมาอาชีวะ เราเรียกข้อปฏิบัตินี้ว่า อาชีวัฏฐมกศีล คือ ศีลมีอาชีพเป็นที่ 8 ได้แก่ กายกรรม (3) วจีกรรม (4) อาชีวะ (1) ซึ่งเป็นการรักษาศีลแปดแบบไม่ต้องประพฤติพรหมจรรย์และปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปด้วยศีลแปดแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ทำให้ได้รับอานิสงส์ที่เห็นได้ทางกายภาพ คือ มีสุขภาพที่ดีขึ้น*การรักษาศีลแปดมีอานิสงส์มาก นอกจากความสุขอย่างสามัญแล้วยังเป็นไปเพื่อสมาธิและปัญญา เป็นทางแห่งการบรรลุธรรมมาต่อกันที่สี่พระสูตรสุดท้ายในโคตมีวรรค ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้ที่ควรบูชา ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบข้อที่ #57_ปฐมอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 1 ผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย (ทาน) ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา (ทำบุญให้ผู้ล่วงลับ) ควรแก่การทำอัญชลี (กราบไหว้) เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกได้แก่1. เป็นผู้มีศีล2. เป็นพหูสูต (ฟังมาก จำได้ขึ้นใจ แทงตลอดได้ดีด้วยปัญญา)3. มีมิตรดี (มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง)4. เป็นสัมมาทิฏฐิ5. เป็นผู้ได้ฌาน 46. ระลึกชาติก่อนได้7. เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ (เคลื่อน) กำลังเกิด8. ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติข้อที่ #58_ทุติยอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 2 มีข้อธรรมที่เหมือนกันกับพระสูตรที่ 1 แตกต่างกันในข้อที่ 3, 4, 5 และ 6 ดังนี้3. เป็นผู้ปรารภความเพียร4. อยู่ป่าเป็นวัตร อาศัยเสนาสนะที่สงัด5. อดทนต่อความยินร้ายและความยินดีได้6. อดทนต่อภัยที่น่ากลัวได้ (กิเลส)ข้อที่ #59_ปฐมปุคคลสูตร และ ข้อที่ #60_ ทุติยปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นนาบุญของโลก สูตรที่ 1-2 กล่าวถึง อริยบุคคล 8 จำพวก (4 คู่ แบ่งเป็นขั้นมรรคและขั้นผล) เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่โสดาปัตติมรรค – โสดาปัตติผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้)สกิทาคามิมรรค – สกิทาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ได้ และทำสังโยชน์เบื้องต่ำอีก 2 ประการที่เหลือให้เบาบางลง)อนาคามิมรรค – อนาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ประการได้แล้ว)อรหัตมรรค – อรหัตผล (ละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ)พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Type above to search every episode's transcript for a word or phrase. Matches are scoped to this podcast.

Searching…

We're indexing this podcast's transcripts for the first time — this can take a minute or two. We'll show results as soon as they're ready.

No matches for "" in this podcast's transcripts.

Showing of matches

No topics indexed yet for this podcast.

Loading reviews...

ABOUT THIS SHOW

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

HOSTED BY

ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

Produced by webmaster

Frequently Asked Questions

How many episodes does 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก have?

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก currently has 50 episodes available on PodParley. New episodes are automatically indexed when they're published to the podcast feed.

What is 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก about?

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast...

How often does 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก release new episodes?

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก has 50 episodes. Check the episode list to see recent publication dates and frequency.

Where can I listen to 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก?

You can listen to 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก on PodParley by clicking any episode. We provide an embedded audio player for direct listening, and you can also subscribe via your preferred podcast app using the RSS feed.

Who hosts 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก?

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก is created and hosted by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana.
URL copied to clipboard!