ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี

PODCAST · religion

ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี

นำนั่งสมาธิปฏิบัติภาวนา ธรรมบรรยาย ปุจฉา วิสัชนาโดย พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี

  1. 182

    การเข้าถึงโอกาส ใครเป็นผู้กำหนด? Group Sitting 2026-04-26

    "พระราหุลได้รับโอกาสอย่างไรจากพระพุทธเจ้า"​ในอดีตชาติพระราหุลได้สั่งสมมาเป็นเหตุเป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง และได้มาอาศัยในครรภ์มารดาได้กำเนิดในสายเลือดแห่งศากยะอันนี้ในภาคของความเป็นเป็นปุถุชน​01:27:42 ​.. พอพุทธะได้อุบัติขึ้นแล้วในโลกความสัมพันธ์อันใหม่ก็เกิดขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งความสัมพันธ์อันใหม่นี้ แม้ไม่ใช่สายเลือดแม้ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ว่า เป็นบุตรธิดา เป็นญาติมิตร ยังไงก็แล้วแต่ก็มีโอกาส ​ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้สั่งสมกําลังสติปัญญาไว้ในอดีต คําว่า โอกาส อย่างที่พระอาจารย์พูดในคลิปของวันนี้ว่า ​01:28:20 ​พระโพธิสัตว์ได้ถูกพยากรณ์ที่จะเป็นนิยตโพธิสัตว์ คือเที่ยงแท้ว่าอีก๔อสงไขยแสนมหากัปป์เขาจะได้โอกาสเป็นพุทธเจ้าองค์นึงมีนามว่าโคตมพุทธะนะ ​01:28:38 ​คําว่าใครให้โอกาสใครถ้าเรามองอีกมุมนึงโดยโดยทั่วทั่วไป ก็บอกว่า ก็พระพุทธเจ้าที่ปังกรณ์นั่นไงที่ให้โอกาสมาพยากรณ์ให้กับสุเมทดาบส ผู้มีความปรารถนาอันแรงกล้านี้​01:28:56 ​แท้ที่จริงเมื่อเรามองย้อนเข้าไปในเหตุและผล สุเมทดาบสต่างหากเป็นผู้สร้างโอกาสให้กับตัวเค้าเอง บารมีเต็มรอบแล้วไงถึงจะได้รับการพยากรณ์​ก็พระราหุลเป็นไงบ้างล่ะ ได้โอกาสเข้ามาบวชในศาสนธรรมแล้วท้ายที่สุดก็สําเร็จถึงคุณธรรมขั้นสุดท้ายนะ ตัดภพตัดชาติได้ อันนี้คือโอกาสของพระราหุล​แล้วเทวทัตล่ะ . .​~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~https://youtu.be/sEtsnB1IhhY

  2. 181
  3. 180

    อุปสรรคแห่งชีวิต ข้ามพ้นได้ด้วย"ขมากรรม" Group Sitting 2026-04-12

    ขอปรารภเบื้องต้นเนื่องในเทศกาลปีใหม่ดั้งเดิมของไทยวัตถุประสงค์มีหลายอย่างอะไรที่จะนำให้ชีวิตไปอยู่กับสิ่งใหม่ ๆโอกาสที่จะเปิดพื้นที่ให้จิตได้สัมผัสกับสิ่งใหม่ก็คือแรงดึง แรงยึด แรงติดในสิ่งเก่าด้วยวิบากกรรม ด้วยผลแห่งการกระทำด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัยในคุรุอาจารย์ ในบิดามารดาในผู้มีพระคุณ​ความประมาทเหล่านั้นหากว่าเราไม่ได้รับการอโหสิหรือจิตมิได้มีการสำนึกในความผิดเหล่าน้ั้นจะเป็นพลังที่จะมาปิดกั้นให้จิตนี้เนิ่นช้าเหมือนมีพลังอะไรบางอย่างหน่วงเหนี่ยวให้อยู่กับอดีต ให้อยู่กับความยึดความติดนั่นคือผลจากการกระทำที่ได้ประมาทพลาดพลังในผู้มีพระคุณ​​พระรัตนตรัยคือผู้มีพระคุณของพวกเราพระพุทธองค์ก็เป็นกัลยาณมิตรของพวกเราคุรุอาจารย์ บิดามารดา ท่านเหล่านั้นก็เป็นกัลยาณมิตรของพวกเรา​บางครั้งด้วยความเผลอ ด้วยความประมาทด้วยความมีอคติ อคติเพราะรัก ​ อคติเพราะชัง อคติเพราะความกลัว อคติเพราะความลุ่มหลงเพราะความไม่รู้​สิ่งเหล่านี้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ท่านให้ความสำคัญเมื่อระลึกได้แล้วซึ่งการกระทำ กายกรรมวจีกรรม ใดๆการไปขอขมา ขออโหสิพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นอริยะวินัยเราเป็นนักปฏิบัติ แสวงหาอิสระภาพแสวงหาความสงบภายในให้กับจิตวิญญานให้กับชีวิตเราจะไม่พลาดนะ​​~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~Group Sitting 12-04-2026

  4. 179

    บทสรุป . . Group sitting in Cave 2026-03-27

    . . เนื่องในโอกาส ผู้ปฏิบัติที่เข้าร่วมการถ่ายทำสารคดี National geographic ณ ศูนย์วิปัสสนา วัดถ้ำดอยโตนพระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี ได้แสดงธรรมเทศนาในถ้ำ หลังจากที่ผู้ปฏิบัติได้นั่งจบชั่วโมง อันสืบเนื่องจากคำถามของนักแสดงจากกองถ่ายที่ชื่อ'แอนนา' ได้ตั้งคำถามว่า อากาศธาตุมีส่วนอย่างไรในสมาธิ ? ในธรรมบรรยาย พระอาจารย์แสดงถึงความเชื่อมโยงของ "ลม ความคิด ปัจจุบันขณะ และการสิ้นสุดลงของขณะ"

  5. 178

    สายธารแห่งความรักความชังคือการสืบต่อของตัวตน Group sitting 2026-03-29

    เมื่อใดที่จิตหยุดการโลดแล่นไปในโลกของความรักชังไม่แหวกว่ายไปในสายธารแห่งความพึงพอใจไม่พึงพอใจ ขณะนั้นแหละที่จิตจะได้สัมผัสกับโลกสมาธิ ​โลกสมาธิเป็นโลกของปัจจุบันขณะ ผู้เห็นความสืบต่อของขณะคือผู้เห็นความเกิดและความดับ เห็นการเปลี่ยนแปลงในขณะ ขณะ ​จากโมเมนต์ สู่โมเมนต์ขณะสู่ขณะ เห็นแบบนี้ รู้แบบนี้ ประจักษ์แบบนี้ พระองค์ท่านใช้คําว่ารู้ชัด รู้ชัด รู้ชัด รู้ชัดจากพื้นที่ของทุกข์ จะเคลื่อนไปสู่พื้นที่ของความสุข รู้ชัดซึ่งสุข จะเคลื่อนไปสู่พื้นที่ของความเป็นอุเบกขา ​ จะละเอียดขึ้นแบบนี้​รู้ชัดในระดับกามสัญญา จะเคลื่อนไปสู่ระดับรูปสัญญา อรูปสัญญา และที่สําคัญที่สุด รู้ชัดซึ่งขณะของรูปและนามที่ปรากฏอยู่เพียงขณะเดียวเท่านั้น ขณะใหม่มาแทนที่ เห็นขณะ ประจักษ์แจ้งกับขณะตื่นรู้กับขณะ มากครั้งบ่อยครั้ง มากครั้งบ่อยครั้ง ​นี่แหละเรียกว่าจิตวิวัฒน์ จิตเข้ามาถึงจุดสูงสุดของพัฒนาการของตัวเอง และจะเคลื่อนจากโลกที่ประกอบด้วยกาลเวลาคือโลกแห่งการเกิดการดับไปสู่สภาวะที่เวลาได้สิ้นสุดตัวมันลง ​ปัจจุบันกาลก็ไม่ปรากฏ เป็นสภาวะที่ไร้กาล​~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~Group Sitting 2026-03-29เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตนhttps://youtu.be/4j9IcwsOgd4

  6. 177

    "สุขสัจจะ" อยู่ในส่วนไหนของอริยสัจ Group Sitting 2026-03-15

    พระอาจารย์ได้พูดถึงความสุข ในช่วงที่พระอาจารย์นํานั่งสมาธิสุขสัจจะผู้ที่เข้ามาศึกษาคําสอนในพุทธใหม่ใหม่เนี่ย จะมีคำถาม ​ความสุข ก็เป็นสัจจะอย่างหนึ่งมิใช่หรือ สุขเวทนาซึ่งก็เป็นเวทนาเหมือนกัน ทําไมพระองค์ท่านถึงไม่นิยามสุขสัจจะบ้าง​ถูกต้องนะ เพราะสุขสัจจะนั้นอยู่ในหมวดของ สมุทัยสัจจ คือตัวตัณหา ​ ตัณหานี้จะไปร้อยรัด "สุขเวทนา" ตัณหาความเพลินแรงปรารถนาล้วนแล้วแต่อิงสุขเวทนาธรรมชาติของเวทนาคือปรากฏอยู่เพียงชั่วขณะแล้วก็ดับไป​ฉะนั้นจิตที่มีอวิชชา ที่มีเพลินในสุข ในประสบการณ์ ในสุขที่รับรู้ แม้ประสบการณ์ที่ผันผ่านแต่ความพึงพอใจในสุขไม่ได้ดับไปพร้อมกับอารมณ์ มิได้ดับไปพร้อมกับขณะที่ผ่าน ​ ​ ​เมื่อ "สุขเวทนา" ดับไปแล้วไฉนว่าจิตไฉนว่าตัณหา ไปร้อยรัดอะไร ​ไปร้อยรัดตัว"สัญญา" คือไปร้อยรัดสุขเวทนาที่เคยยึดครั้งแรก แต่จิตเข้าใจผิดว่ายังคงมีอยู่จิตไปรับรู้ไปสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้นผ่านความจํา จิตที่มีอวิชชาก็จะไปมั่นหมายว่าสุขนั้น, ความพึงพอใจในสุขนั้นยังคงอยู่ปิยทัสสี ภิกขุGroup Sitting 2026-03-15เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน

  7. 176

    "อริยวาส" เครื่องอยู่ของอริยะ(อเสขบุคคล) Group Sitting 2026-03-08

    มีผู้ปฏิบัติได้ถามเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องที่พระอาจารย์ไม่ได้อธิบายนานแล้วเกี่ยวกับอริยวาส ๑๐ ​"อริยะ" คือผู้ที่ข้ามพ้นไปแล้ว ข้ามพ้นในระดับพระขีณาสพคือพระอเสขะ ผู้หลุดพ้นแล้วโดยสมบูรณ์ท่านมีเครื่องอยู่อย่างไร"อาวาส" แปลว่าที่อยู่ ของจิต "อริยะ" ​ ​01:14:41 ​อริยวาสในพระสูตรนี่พระอริยะเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตในปัจจุบัน และอนาคตย่อมอยู่อาศัยแล้วซึ่งธรรมอันเป็นที่อยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการ​01:14:59 ​"พระอริยะ" นี่หมายถึงพระอริยบุคคลในระดับอเสขะ คืออริยบุคคลระดับที่ ๔ ยังมีเครื่องอยู่ ๑๐ ประการคือคุณสมบัติของจิตที่หลุดพ้นแล้วโดยสมบูรณ์แต่ยังดำรงขันธ์อยู่ รูปนามยังไม่แตกสลาย ยังเกาะกุมกันอยู่ โดยเฉพาะรูปอันเป็นส่วนวิบาก สำหรับนามก็เป็นกิริยาจิต ไม่มีสภาวะของอกุศลเจตสิกเข้าไปประกอบด้วย คือเป็นผู้ที่ดับเหตุแล้ว ​มาดูกันว่าจิตของท่านเหล่านั้นอยู่กับวิบากอย่างไร ​ กับรูป กับนาม กับขันธ์ที่ยังไม่ดับสนิท เรียกว่ายังครองขันธ์อยู่ . .​- ปิยทัสสี ภิกขุ -ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนอ.แม่วาง จ.เชียงใหม่เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตนhttps://youtu.be/dAD2Sl9nr8w

  8. 175

    ศรัทธา ความเชื่อ ปัญญา ความจริง อิสรภาพควรมีพื้นฐานอยู่กับสิ่งใด Group Sitting 2026-02-22

    Moment สู่ moment moment อันนี้เขาเรียกว่าอยู่กับความจริงที่ไม่มีสันติ ไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นเพราะ-จิตมันไปหมกมุ่นอยู่กับตัวตนมันพยายามไปควบคุมอะไรสักอย่าง ควบคุมโลกของฉัน โลกของฉันน่ะจะมีไหมโดยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับโลกของผู้อื่นคุณควบคุมโลกของตัวเอง จริงรึเปล่า 01:11:50 ตัวเองสัมพันธ์กับผู้อื่นใช่มั้ย ความมีตัวตนน่ะ มันจะปรากฏได้ในโลกของความสัมพันธ์เท่านั้น เพราะฉะนั้นการไปหมกมุ่นกับตัวเองก็คือการไปควบคุมผู้อื่นนั่นเอง 01:12:06 แล้วควบคุมได้นะ ยิ่งควบคุมยิ่งกดดันต้องเชื่ออย่างฉันต้องเข้าใจอย่างฉัน ต้องฟังฉันนั่นล่ะคือการควบคุม นั่นคือตัวตนไง แล้วไหนล่ะสันติภาพ ไหนและอิสระภาพ การควบคุมนั้นนํามาซึ่งความรักความปรารถนาดีหรือเปล่า เมื่อใดที่จิตไปหมกมุ่นอยู่กับการควบคุม นั่นคือความรุนแรงใช่ไหม ความขัดแย้งใช่ไหม ความเป็นอริใช่ไหม ความรักและสันติภาพมันเกิดขึ้นในโมเม้นที่ไม่มีตัวตนนะ ตัวตนมันเกิดขึ้นในโมเมนต์ที่การรับรู้นั้นไม่มีการควบคุมการควบคุมเกิดขึ้นเมื่อใด ความขัดแย้งก็ปรากฏความรักสันติภาพก็สูญหาย นัยยะแบบนี้พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสีศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตนhttps://youtu.be/AzVuc9ps4m4

  9. 174

    จิตไม่คลื่อน ไม่ประกอบด้วยกาล Group Sitting 2026-02-08

    มีคํากล่าวในวงผู้ปฏิบัติว่า มีสภาวะสมาธิประเภทหนึ่ง เป็นสมาธิที่ไม่ต้องเข้าไม่ต้องออก หลับตาลืมตาเท่ากัน ​มีสมาธิแบบนี้ด้วยหรือ ! ​ ทําไมพระองค์ท่านไม่ตรัสไว้ หรือว่าอาจจะตรัสไว้แต่ตกหล่นในการบันทึกหรือปล่าว !" สมาธิประเภทหนึ่งที่ไม่เข้าไม่ออก หลับตาลืมตาเท่ากัน "​ประเด็นนี้พระอาจารย์จะตอบโดยสภาวะซึ่งจะไม่พูดถึงว่า มีอยู่หรือไม่มีในพระสูตรหรือมีการบันทึกไว้ในประเด็นนี้เราพยายามอนุมานและตามให้ทันวิเคราะห์ตามที่ตัวเองมีภูมิหลังอยู่ ..​-- - -- ​ก็มีสภาวะหนึ่งที่อยู่เหนือวงกลมนี้ เป็นสภาวะที่มองลงไป เห็นลงไป สภาวะที่วงกลมที่หมุนอยู่นิยามว่า "ธรรมจักร" ​เทพเทวดา มาร พรหม มนุษย์ ไม่มีใครที่จะไปต้านทานการหมุนของวงกลมธรรมจักรนี้ได้เป็นเรื่องอัศจรรย์มากว่า สภาวะที่พระองค์ท่านตรัสไว้เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง รอการค้นพบ รอการบรรลุถึง ของผู้ปฏิบัติทุกท่านนี้ . .​​พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสีศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตนhttps://youtu.be/g4mlHSgvQgshttps://open.spotify.com/episode/0q2dkdl449IMD7UH01M2b2

  10. 173

    Walk for Peace ความงดงามแห่งการเดินทาง Group Sitting 2026-01-18

    "Every moment, every time we delve into the breath, we will see peace arise at that moment. Why does the breath offer, why does it open up space for us to find peace?​Because in that present moment... it is free from the past, free from comparison, free from the world of relationships."​ทุกขณะทุกครั้งที่เราหยั่งลงสู่ลมหายใจ เราก็จะเห็นสันติเกิดขึ้นเมื่อนั้น ทําไมลมหายใจถึงหยิบยื่น ถึงเปิดโอกาสพื้นที่ให้พบสันติภาพได้เพราะว่าในปัจจุบันขณะนั้น. . .อิสระจากอดีต อิสระจากการเทียบเคียง อิสระจากโลกของความสัมพันธ์ไม่มีการเทียบเคียงไม่มีการขับเคลื่อนไปข้างหน้า นั้นเป็นอิสระจากอดีต และอนาคต​อดีต นิยามของความทุกข์ทรมานของความไม่เต็มอนาคต นิยามของความสุขที่จะเข้าถึง จิตอยู่ตรงกลางระหว่างธาตุคู่ทั้งหลายเป็นอิสระทั้งหมดจากสิ่งที่เคยรู้ ประสบการณ์ทั้งหมดจะไม่มีอิทธิพลกับจิตดวงนี้ ​เราเข้าใจใช่ไหมว่าจิตทุกดวงที่มีอวิชชาจะถูกครอบงํา อดีตเป็นสภาวะที่มีอิทธิพลมากกับจิตที่มีอวิชชาคุรุทั้งหลายถึงได้แนะนําว่า "จงอิสระจากสิ่งที่รู้"จงอิสระจากอารมณ์ที่รู้ ​สันติจะเกิดขึ้นเมื่อจิตได้อิสระแล้วได้ตายแล้วจากอดีตที่เคยรู้ทั้งหมด เรารับรู้อดีตเหล่านั้นผ่านความเชื่อ ผ่านศาสนา ​ผ่านความสุข ความทุกข์ผ่านความสมหวัง พลาดหวังผ่านความเจ็บปวด ผ่านความประทับใจ นั่นคืออดีตที่เคยรู้ เราจะอิสระจากมันได้อย่างไร ?​​- ปิยทัสสี ภิกขุ -"Walk for peace ความงดงามแห่งการเดินทาง"Group Sitting 18-01-2026เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนhttps://youtu.be/I31L-vCzw6s

  11. 172

    “จิตไม่เคลื่อน“ ไม่มีการมา ไม่มีการไป นั่นคือที่สุดแห่งทุกข์ Group Sitting 2026-01-11

    01:14:35 พวกเราตามให้ทันนะ สภาวะความเป็นคู่เนี่ยจิตยังเห็นการเคลื่อนอยู่อย่างวงกลมนี่ มีจิตเข้าไปเห็นวงกลมอยู่ หมุนวนไป มันยังมีสภาวะความเป็นคู่อยู่ใช่ไหม ยังมีสภาวะจิตอยู่จิตก็เข้าไปเห็นวงกลมนี้อยู่ จิตมันเคลื่อนมั้ย! จิตเข้าไปเห็นการเคลื่อนของของวิญญาณธาตุ ของขันธ์เนี่ย แต่ว่าไม่เข้าไปร่วมแค่นั้นเอง 01:15:15 จนกระทั่งไปถึงจุดๆหนึ่ง วงกลมทั้ง ๖ วงเหลืออยู่วงเดียวที่ทํากิจก่อนที่วงกลมนี้จะดับไป ก็คือเหลือวงของมโนวิญญาณ หมุน !01:15:33 จากปกติก่อนที่วงกลมจะดับไป สปีดจะอยู่ในระดับปกติ ก่อนที่วงกลมจะดับ ความเร็วจะสปีดตัวเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นจนกระทั่งว่ามันดับวาบ ดับไปเลย วงกลมก็ไม่มีปรากฏแล้ววิญญาณธาตุดับไปแล้ว ตอนนี้ล่ะเหลือจิตล้วนล้วนล่ะ คราวนี้จิตเป็นหนึ่ง จิตไม่เคลื่อน 01:16:08 แท้ที่จริงจิตมันไม่เคลื่อนอยู่แล้ว คือไม่มีสภาวะการเคลื่อนของรูป-นาม แม้แต่วิญญาณธาตุวงกลม ดับไปหมดเลย จิตเป็นหนึ่ง จิตไม่เคลื่อน จิตไม่เห็นการเคลื่อนของรูปนามเลยที่คุรุอาจารย์ท่านบอกว่า สภาวะจิตเดิมแท้นั้นล่ะ 01:16:27 สภาวะนิพพานน่ะ เมื่อจิตเข้าถึงนิพพานคือจิตมันไม่เคลื่อน พวกเราเคยได้ยินไม่มีการมาไม่มีการไป ไม่มีการจุติไม่มีอุบัติ มิใช่โลกนี้ไม่ใช่โลกหน้า ไม่ใช่ระหว่างโลกทั้งสอง นั่นแหละเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ เพราะไม่มีปรากฏการณ์รูป-นาม หรือการเคลื่อน การเกิด-ดับของเวลา หรือของขันธ์ไปให้จิตมันรับรู้ จิตมันไปอยู่สภาวะของมัน นี่แหละเค้าเรียกว่าจิตไม่เคลื่อน - ปิยทัสสี ภิกขุ -ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน อ.แม่วาง เชียงใหม่Group Sitting 11-01-2026https://youtu.be/0J9I4EjBcek

  12. 171

    "ธรรมจักร" คือ สภาวธรรม ที่เหนือลม เหนือแสง Group Sitting 2025-12-28

    ปุ : ในอเสขบุคคลที่ไม่ค่อยได้ใช้ญานทัสสะไปในกิจอื่นพร่ำเพรื่อ เช่นนี้แล้วความแม่นยำของญานทัสสนะจะสูงถูกไหมคะวิ : การที่ท่านเหล่านั้นได้เข้าไปสู่สภาวะที่ว่าเข้ารูป-อรูป ดับสัญญาและเวทนา นั่นคือการทําขันธ์ให้ละเอียด เมื่อขันธ์ละเอียดแล้ว จะส่งผลให้เกิดธรรมจักร เมื่อธรรมจักรเกิดแล้ว สภาวะของธรรมจักรดําเนินอยู่ แม้แต่ฌานไม่ลงมาแตะแล้ว รูป-อรูปไม่ลงมาเลย อยู่ข้างบนตลอด นั่นจะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดญานทัศนะโดยไม่มีประมาณ กว้างไม่มีประมาณ เหมือนที่มันจะเกิดแล้วเกิดอีก ตอนนั้นจะนําไปสู่คําถามที่ว่า ญานทัสสนะได้ดังปรารถนา หรือว่าจะขยายยังไง หรือว่าถ้าไปดํารงอยู่ในสภาวะนั้น แม้ไม่น้อมไป ญานทัสสนะอันเป็นสิ่งที่พึงจะเกิด ก็จักปรากฏเอง- ปิยทัสสี ภิกขุ -ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน

  13. 170
  14. 169

    เหนือลมเหนือแสง Group Sitting 2025-11-30

    เมื่อเราใช้อุบายว่า จิตจงอิสระจากการเลือกอารมณ์ทั้งปวงในคาบนี้ ใน ๔๐ นาทีนี้ ใน ๑๐ นาทีนี้ ใน ๕ นาทีนี้ มันจะเงียบ ในสมองจะเงียบ เงียบจากความคิด กิจกรรมทางความคิดเงียบเพราะอะไร เพราะแรงปรารถนามันเงียบ​01:07:00ตัวตนเงียบ อุปาทานเงียบ นันทิ-ความเพลิน กิจกรรมที่จะเติมเต็มมันเงียบพอเงียบปุ๊บ ลมหายใจก็เงียบ สมองก็เงียบ นั่นคือที่มาของคำว่า"ลมหายใจจะหยาบหรือละเอียด ยาวหรือสั้น มีจิตเป็นสมุฏฐาน"​ครานี้คำว่าเหนือลม เราก็ต้องมาดูในบริบทที่ว่าใครเหนือลมได้บ้าง จิตผู้ที่ฝึกดีแล้วเขามีทักษะ มีความชำนาญ เพียงแค่มาน้อมจิตให้อยู่กับความเป็นจริง ให้อยู่กับสภาวะที่กำลังเกิดดับ น้อมจิตน้อมรูปและนามหนึ่งใด​01:07:55เข้าไปสู่กฎแห่งความไม่เที่ยง กฎแห่งความสภาวะบังคับไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ปรารถนาไม่ได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ เพียงแค่นี้ลมหายใจก็เงียบละ นั่นคือการหยั่งลงสู่ความจริง อันนี้เหนือลมมั้ย​01:08:20ลมหายใจในระดับที่สั้นลง สั้นลง ตามองค์ความรู้ในอานาปานสติ นั่นคือจิตจะเข้าไปสัมผัสกับระดับแสง เมื่อใดที่จิตเข้าเข้าไปสัมผัสกับระดับแสง แสงสว่างนะ ในทางฟิสิกส์เราก็เข้าใจกันว่าแม้แต่ความมืดก็เป็นแสง แต่เป็นแสงที่หยาบ ​ถ้าผู้ปฏิบัติเข้าไปสัมผัสกับระดับลมหายใจที่ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้นในแสงสว่างก็จะเรืองออกมา แสงที่มีบทบาทมากที่สุดกับการรับรู้ของจิตก็คือแสงสีเหลืองกับสีขาว ซึ่งจะสัมพันธ์กับระดับชั้นของสมาธิ​01:09:13แล้วเหนือแสง เหนืออย่างไร นั้นก็ขึ้นอยู่กับบริบทว่าผู้ที่รับรู้แสงนั้นเป็นใคร ถ้าเป็นผู้ที่มีคุณธรรมเป็นอริยบุคคล ซึ่งก็มีตั้ง ๔ ขั้นคำว่าเหนือแสงคือไม่ยึดติดในปรากฏการณ์ของการเกิดดับของรูปนามในระดับละเอียด การเคลื่อน การเปลี่ยนแปลง เมื่อไม่มีความยึดความติด แม้การเคลื่อนของสถานะการเกิดดับในระดับละเอียดของรูปนาม จิตก็ได้พัก ​ พักจากปีติ พักจากสุข พักจากอุเบกขา นั้นคือนิยามเหนือลม เหนือแสงเป็นแบบไหน​- ปิยทัสสี ภิกขุ - Group Sitting 30-11-2025https://youtu.be/K2YSYg78iGw

  15. 168

    ระดับชั้นของสภาวธรรม Group Sitting 2025-11-23

    01:08:48 ​พระอาจารย์ ไม่ค่อยได้ปรารภเรื่องนี้เท่าไหร่ วันนี้มีเหตุปัจจัยให้ได้นํามาแสดงนําประสบการณ์มาแบ่งปันให้กับผู้ปฏิบัติสําหรับผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรม ยังไม่ได้เข้าสู่กระแสเลย ที่เห็นการเกิดการดับของรูปและนามมาแล้วหลายคอร์สหลายบัลลังค์ หลายพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาหยั่งลงสู่การเคลื่อนการเกิดดับแล้ว ​01:09:24 ​เมื่อใดที่การเกิดดับของรูปและนามเคลื่อนจากหยาบไปละเอียด นั่นแหละถ้าเป็นอานาปานสติคือเคลื่อนไปถึงระดับที่ ๔ คือลมหายใจระงับนั่นคือเป็นสภาวะของปฐมฌาน ​01:09:44 ​ปฐมฌานนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรก เกิดร่วมกับตัวปัญญา หรือตัววิปัสสนาที่ประจักษ์ชัดกับการเกิดดับมาหลายหลายรอบหลายภพ หลายชาติ ในปัจจุบันก็หลายคอร์ส หลายบัลลังก์ละ มัคค์ทั้ง ๗ มาจ่อละ มารอมัคค์องค์สุดท้ายคือ "สัมมาสมาธิ"เพราะจิตได้บรรลุถึงฌานจิตครั้งแรก​ปิยทัสสี ภิกขุศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนhttps://youtu.be/Iv0FHgJqYIM

  16. 167

    เย ธัมมา เหตุปัพพะวา หัวใจของปฏิจจสมุปบาท Group Sitting 2025-11-09

    ปฐมพุทธพจน์<<<<<>>>>>อะเนกะชาติ สังสารังสันธาวิสสัง อะนิพพิสัง คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะเคหัง นะกาหะ สิ สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง วิสังขาระ คะตัง จิตตัง ตัณหา นัง ขะยะ มัชฌะคาติ.​-----------​เมื่อตรัสรู้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวขึ้นพระองค์เดียว ว่า.-​ ​ ​ ​ ​ "เมื่อเรายังไม่ประสบพบญาณวิเศษ เราได้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วน, เราแสวงหานายช่างปลูกเรือน คือตามใจเจ้าตัณหา ความทะยานอยาก อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์มานาน การเกิดมาทุกชาติมีแต่ความทุกข์, ​นี่แน่ะเจ้าตัณหานายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าแล้ว เจ้าไม่มีทางจะปลูกบ้านเรือนให้เราได้อีกแล้ว, เพราะว่าโครงเรือนทั้งหมดของเจ้า เราได้หักทิ้งเสียแล้ว ยอดเรือนนั้นเราก็รื้อทิ้งเสียแล้ว, ไม่มีอะไร ๆ จะมาทำให้จิตของเราเกิดขึ้นได้อีกแล้ว ทั้งนี้เพราะว่า เราได้ทำลายตัณหาคือความทะยานอยาก ให้หมดสิ้นไปเสียแล้ว" ดังนี้ ฯ​---------------------​“เย ธัมมา เหตุปัปพวา เตสัง เหตุง ตถาคโต (อาหะ) ​ เตสัญจ โย นิโรโธ จ เอวัง วาทีมหาสมโณ” "ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ พระตถาคตกล่าวถึงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณะ (โคตมพุทธ) มีปกติกล่าวอย่างนี้"​<<<<<>>>>>​

  17. 166

    อุบายวิธี ละคลาย สลายแรงร้อยรัดจากตัณหาอุปาทาน Group Sitting 2025-10-26

    00:56:58 ด่านสุดท้ายที่ผู้ปฏิบัติจะต้องผ่าน ด่านสุดท้ายของชีวิต ศิลปะแห่งการตาย ใครมีศิลปะบ้าง ?หรือว่าอําลาโลกนี้ไปด้วยความเจ็บความปวด ด้วยความทรมาน ด้วยความไม่พร้อม นั่นแสดงว่าไม่มีศิลปะ ไม่มีองค์ความรู้ไม่พร้อมที่จะจาก ไม่พร้อมที่จะอําลาจากบทบาทที่ตัวเองแสดงอยู่ในโลกใบนี้ ​ซึ่งเมื่อหมดเวลาแล้วก็ให้เวลามาแค่นี้ เรียกว่าด่านสุดท้าย ด่านสุดท้ายจริงไหม ​00:58:03 ถ้าไม่พร้อมสําหรับด่านสุดท้าย จิตดวงนั้นก็ต้องกลับมาเกิดอีก เพื่อมาเรียนรู้ว่าจะอําลาจาก แรงยึดแรงติดปลดปล่อยปลดเปลื้องจิตออกจากพันธนาการจากความรักความชัง จากอภิชฌาและโทมนัส จากสิ่งร้อยรัด จะต้องมาเปลื้องอีกกลับมาเกิดอีกเพื่อมาปลดเปลื้อง เพื่อมาสานภารกิจอันนี้​ถ้าแบบนั้นก็แสดงว่าไม่ใช่ด่านสุดท้าย ที่ยังมีด่านเพราะยังมีการเกิดอยู่นะ ก็จะต้องมีการตาย ด่านสุดท้ายนี่หมายถึงมันดับรอบ เป็นการสิ้นแล้วซึ่งถพชาติ​ในสมัยพุทธกาลที่ถูกบันทึกไว้ ผู้ที่ผ่านด่านสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ก็มี พระนางมหาปชาบดีโคตามีเถรีนะ ภิกษุณีสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนาพระโมคคัลลาน มีพระสารีบุตร ​----------------------------------​01:22:01 เมื่อไรหนอด่านสุดท้ายจะไม่สร้างความสะพรึงกลัวความหวาดหวั่นของจิตดวงนี้ว่างเว้นว่าหวั่นไหวอะไร ถูกครอบงําหรืออะไรถึงได้หวั่นไหว ไม่พร้อมเลยเพราะอะไร เมื่อไหร่จะมีความพร้อม หรือจะตกเป็นทาสของความหวั่นไหวไปจนสิ้นลมหายใจสลดสังเวชกับวิถีชีวิต กับโมเมนต์ กับขณะที่เคลื่อนไปวันต่อวัน ​พระองค์ท่านตรัส "พึงเห็นโทษภัยของวัฎฏะสงสาร เหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ"คือถูกความทุกข์เข้าคุกคาม ถูกแรงตัณหาอุปาทานเข้าไปร้อยรัดจิตนี้ตลอด หากความไม่รู้ ปัญญาญาณไม่ปรากฏ-----------ปิยทัสสี ภิกขุ"อุบายวิธี ละคลาย สลายแรงร้อยรัดจากตัณหาอุปทาน"

  18. 165

    ถอดรหัส "ขอบเขตการรับรู้ของจิต" Group Sitting 2025-10-19

    อาจจะกล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้ตามที่บทวิเคราะห์เค้าตีความมาก็เปรียบเสมือนเสียงกระซิบ จากผู้ที่เค้าเดินทางข้ามฝั่งไปแล้วมาเชื้อเชิญให้เราแต่ละคนลอง เริ่มต้นการเดินทางที่สําคัญที่สุดดู"การเดินทางภายใน"ใช่ครับ การเดินทางสํารวจภายในตัวเอง เพื่อค้นพบความเชื่อมโยงอันนี้แล้วก็อาจจะนําไปสู่การค้นพบอิสรภาพที่แท้จริงที่จิตทุกดวงอาจจะกําลังแสวงหาอยู่ในกาลอวสานของเวลานั่นเอง---------------------บทวิเคราะห์ และทัศนวิจารณ์หนังสือ "ขอบเขตการรับรู้ของจิต"1. E-Book "ขอบเขตการรับรู้ของจิต" (ภาษาไทย): https://www.vimuttidhamma.net/the_path_to_the_end_of_time_thaibook2. E-Book "The Path to The End of Time" (English): https://www.vimuttidhamma.net/the-path-to-the-end-of-time3. บทวิเคราะห์ สรุป และ ทัศนวิจารณ์ : https://www.vimuttidhamma.net/3d-flip-book/the_path_to_the_end_of_time_review

  19. 164

    สติปัฏฐานคือรูปแบบวิปัสสนานำสมาธิ Group Sitting 2025-10-12

    เมื่อไม่มีตัวตน จิตก็รับรู้ผ่านสัญญา จิตจะรับรู้ผ่านเวทนามีเพียงสัญญา เวทนา สังขารรักชังก็เป็นตัวสังขาร รู้อยู่เห็นอยู่ว่านี่คือสัญญานะ นี่คือเวทนานี่คือสังขารที่มาปรุงแต่งจิตนั่นแหละนิยามของคําว่าตัวตนก็ไม่ปรากฏแล้ว ​พระพุทธองค์ถึงตรัสพระภาษิตหนึ่งที่เราเคยได้ยิน ทุกข์มีอยู่ภิกษุทั้งหลาย แต่ผู้เสวยทุกข์หามีไม่ นั่นคือต้องหยั่งลงสู่ความทุกข์ ทุกข์สัจจะและหยั่งลงสู่สมุทัยสัจจะนิยามของคําว่า ตัวตน ก็ไม่ปรากฏ​ครอบคลุมทั้งหมด: สุขมีอยู่ผู้เสวยสุขหามีไม่ อทุกขมสุขมีอยู่ ผู้เสวยเวทนานั้นหามีไม่เพราะเราไปรับรู้ผ่านว่าเป็นเพียงรูปและนามไง ​รู้เช่นนี้เห็นเช่นนี้ ตัวตนที่คอยจะดึงจิตรั้งจิตไปสู่โลกของอดีตอนาคตก็จะเบาบางลง เบาบางลง สมาธิก็เริ่มเกิดแล้ว นี่คือสัมมาสมาธิละ ​"นั่งสมาธิแล้วเห็นอะไร" ชัดเจนนะ ต่อไปเราจะนิยามให้แก่ผู้ที่ยังไม่ได้เข้ามาบนเส้นทาง แต่เขามีคําถาม แต่ไม่รู้ว่าถามด้วยวัตถุประสงค์ใด ​ทัศนะคติที่ถูกต้องความเห็นที่ถูกต้องเราจะต้องเป็นผู้ตอบให้อยู่ในรูปแบบ อยู่ในกรอบของความจริงอยู่ในทิศทางบนพื้นฐานของสัจจธรรมเท่านั้นก็คือทุกข์และเหตุแห่งทุกข์นั้นคือความจริงที่กําลังปรากฏ ​​พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสีศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 12-10-2025https://youtu.be/2_gOWNYANes

  20. 163

    นำนั่งสมาธิ Group Sitting 2025-10-05

    เราจะร่วมกันสมาทานจิตว่าใน ๔๐ นาทีนี้ข้าพเจ้าจะดํารงจิตให้อิสระจากการเลือกอารมณ์ คือไม่เลือก ละเอียดระดับไหน ปราณีตปานใด ไม่เลือกไม่เข้าไปสู่มิติของการเลือก​เพียงคําสมาทานตัวนี้ "จักดํารงจิตให้อิสระจากการเลือกอารมณ์"ความต้องการ แรงปรารถนา เจตจํานง มุ่งหวังจะยุติหมดเลย ความรู้สึกที่จิตเป็นอิสระจากการเลือกอารมณ์ความรู้สึกจะไปรวมศูนย์ที่กึ่งลางสมอง มันจะนิ่งอยู่ ณ กึ่งกลางสมองนี่​อะไรนิ่งบ้าง ? ความคิดนิ่ง ลมหายใจแผ่วเบา ลมหายใจละเอียด การรับรู้นี้เป็นการรับรู้ผ่านความรู้สึกรู้สึกจากกึ่งกลางสมอง รู้สึกไปทั่วเรือนกาย​จุดศูนย์รวมของปัจจุบันกาลของการรับรู้ตอนนี้เมื่อจิตเป็นอิสระจากการเลือกอารมณ์แล้วจะรวมศูนย์ของการรับรู้ที่กึ่งกลางสมอง หรือต่อมไพนีล​นี่เป็นอุบายเบื้องต้นที่จะทำให้จิตเข้าไปสัมผัสกับมิติที่ปราศจากความคิดความนึกปราศจากความขัดแย้ง ปราศจากการแบ่งแยกปราศจากความกลัว ความวิตกกังวล ซึ่งมันมาในรูปของความคิด มันอาศัยความคิดเป็นแดนเกิด​เมื่อความคิดนึกยุติบทบาทลงอุปสรรคของสมาธิทั้งหมดจะยุติไปด้วย​สำหรับผู้ปฏิบัติ ที่มีการปฏิบัติอยู่ประจํา อารมณ์ตกค้างไม่เยอะ ก็ไม่ต้องใช้อุบายในเบื้องต้น ให้ตรงไปที่เห็นการเคลื่อน เห็นการเปลี่ยนแปลงเห็นการเกิดดับของรูปและนามได้เลย​------ผู้ใดเห็นการเคลื่อนเห็นการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันขณะผู้นั้นชื่อว่าเห็นซึ่งความเกิดเหตุ ซึ่งความดับของกายเวทนาจิตธรรม รู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งความเกิดความดับเช่นนี้ ​อวิชชา ตัณหา อุปาทาน จะไม่เกิดร่วมนะโดยเฉพาะ ตัวอภิชฌาและโทมนัส ที่ร้อยรัดจิตให้ติดอยู่ในอารมณ์ ​อารมณ์ที่เคยเห็นเคยได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสอารมณ์ความคิดนึกจะไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อิงอาศัยนะ เมื่อผู้ปฏิบัติมาประจักษ์ชัดกับการเปลี่ยนแปลงของรูป-นาม ​ไม่ลืมนะ เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดที่สุดก็นี่แหละ เห็นการเคลื่อนของลมผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะละเอียด จะเบา จะระงับปานใดนั่นไม่ใช่ประเด็นหากว่าเต็มรอบแล้ว มันจะเคลื่อนไปเองจากลมยาวเป็นลมสั้น จากลมสั้นเป็นกองลมทั้งปวงเป็นลมหายใจระงับ สภาวะธรรมจะเป็นเองเราไม่ต้องรอนะ ​จะเห็นที่จิตมันเคลื่อนเข้าไปสู่ความสงบระงับไม่ได้เนี่ยเพราะตัวที่ไม่เห็นซึ่งความเกิด ความดับ เมื่อเห็นแล้ว อุปสรรคทั้งหลายจะสลายไปอภิชฌาและโทมนัส ที่มันเคยเกิดแล้ว ร้อยรัดจิตให้ติดอยู่ในอารมณ์จะสลายไปหมดเลย ​พระองค์ท่านนิยามว่าย่อมกําจัดเสียซึ่งอภิชฌาและโทมนัสความรักและความชัง ความชอบและไม่ชอบในอารมณ์ "ย่อมกําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้"ในโลกของการเห็น โลกของการได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสสัมผัสโลกของความคิดนึก​ปิยทัสสี ภิกขุGroup Sitting 2025-10-05

  21. 162

    ยุคสมัยแห่งการบรรลุธรรม Group Sitting 2025-09-28

    เมื่อใดที่พันธนาการความเคยชินการเลือกอารมณ์ แรงปรารถนาเหล่านี้ได้ยุติบทบาทลงจะยุติได้ต่อเมื่อจิตต้องน้อมสภาวะธรรมนั้น การรับรู้ทั้งหมดนั้นรวมลงสู่ไตรลักษณ์เท่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งนะ ถ้าไม่น้อมลง ไม่เห็นสัจจะความเป็นจริง จิตก็อยู่กับสิ่งที่ไม่จริง ​จิตก็จะอยู่กับสภาวะที่มันปรุงแต่งขึ้นมา เอาอะไรมาปรุงแต่งล่ะ เอาความเชื่อเอาลัทธิศาสนาเอาความสัมพันธ์ เอาความรักความชัง เอาความสุขความทุกข์นั้นมาปรุงแต่งเป็นความเคยชิน​พอน้อมลงในไตรลักษณ์ก็จะปลดเปลื้องความเคยชินทั้งหมด พันธนาการทั้งหมด เมื่อนั่นแหละตัวปราโมทย์ความอิ่มเอมจะปรากฏ นี่เป็นสิ่งที่จะฝากต่อผู้ปฏิบัติ ที่เป็นผู้แสวงหาไม่จําเป็นว่าการน้อมลงในไตรลักษณ์จะต้องอยู่ในรูปแบบของการนั่งสมาธิเดินจงกรมเท่านั้น ไม่นะ"การน้อมลงในไตรลักษณ์"ในชีวิตประจําวันจะปกป้องเราไม่ให้จิตไปอยู่ในพื้นที่ของการปรุงแต่ง​เพราะปรุงแต่งเมื่อใดก็ถูกร้อยรัดเมื่อนั้นปล่อยให้ถูกร้อยรัดแล้ว จะมานั่งมาเดินเพื่อคลายสิ่งร้อยรัดเราทําอะไรอยู่ปิยทัสสี ภิกขุเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน

  22. 161

    ผู้มีความเพลิน ย่อมประสบทุกข์ Group Sitting 2025-09-21

    มีพระสูตรที่อ้างอิงเกี่ยวกับความเบื่อสมัยหนึ่งพระพุทธองค์ได้นั่งประทับอยู่โดยลําพังเทวดามาทูลถามพระองค์ว่าพระองค์นั้นไม่มีความทุกข์ พระองค์ไม่มีความเพลิน พระองค์ประทับอยู่ผู้เดียว พระองค์ท่านรู้สึกเบื่อหน่ายบ้างไหม ​พระองค์ตอบว่า "ผู้มีความเพลินย่อมมีความทุกข์" ​ นัยยะจะเป็นแบบนี้นะ แต่ผู้ที่พ้นจากทุกข์ไม่ได้ ​ เผชิญพัวพันอยู่ในทุกข์ ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย ผู้มีความเพลินย่อมประสบกับความทุกข์ในเหตุและผลเป็นแบบนี้ ​โดยสภาวธรรมเอาง่ายง่ายนะ ความเพลินคือตัวอภิชฌา ที่แสวงหาการเติมเต็มให้กับชีวิต ตลอดเวลา ตัวความเพลินมันไปเพ่งอารมณ์ ​ มันปรารถนาอารมณ์ เมื่อได้แล้ว สุขสมหวังหนึ่งใดปรากฏแล้ว มันมีความเพลิน เมื่ออารมณ์อันเป็นที่ต้้งแห่งความสุขได้เปลี่ยนแปลงไป เคลื่อนไป จากไป ทุกขเวทนาก็ปรากฏ ​ทุกขเวทนาคือโทมนัส ​ ​ ​ อภิชฌาและโทมนัสได้ครอบงําจิตดวงนั้นแล้วผู้มีความเพลินย่อมประสบทุกข์ ​ ​เราทราบนะว่าความเพลินนั้นเกิดขึ้นนัยยะแบบไหน มันจะจินตนาการความเพลินมา เพราะมันประกอบกับความคิด​ความเพลินกับปิติปราโมทย์ คนละอย่างกัน ​ "ปราโมทย์ปีติ" เป็นสภาวะที่ได้กระจ่างชัด ได้อิสระจากอารมณ์ จากประสบการณ์ที่เคยรู้ ​ เป็นสภาวะของปัจจุบันกาล ที่จิตไปตั้งอยู่ ​แต่เมื่อจิตประกอบกับความเพลิน ให้สังเกตนะว่าจะประกอบกับความคิด ประกอบกับการเพ่งในอารมณ์​จิตที่ประกอบด้วยความเพลิน ย่อมประสบทุกข์ จิตที่ประสบทุกข์แล้วย่อมเกิดความเบื่อหน่าย ​บทสรุปคําตอบของพระองค์ท่านก็คือ เมื่อพระองค์ท่านไม่มีความเพลิน พระองค์ท่านก็ไม่มีความทุกข์ เมื่อพระองค์ท่านไม่ทุกข์ พระองค์ท่านก็ไม่มีความเบื่อหน่ายขอเทวะท่านจงรู้แบบนี้ เห็นแบบนี้ เข้าใจแบบนี้ ​​"ผู้มีความเพลินย่อมประสบทุกข์"- ปิยทัสสี ภิกขุ - Group Sitting 21-09-2025

  23. 160

    ความคิดในกรอบ เป็นอุปสรรคปิดกั้นสมาธิ Group Sitting 2025-08-31

    เริ่มต้นเราเอาความรู้สึกที่ปลายลิ้นเป็นหลัก ส่วนความรู้สึกที่ไปเชื่อมโยงกับกึ่งกลางสมองหรือความรู้สึก ณ จุดที่ฟันบนและล่างสัมผัสกันก็รู้อยู่ แต่ไม่เพ่ง รู้แบบเผินๆ จุดที่เพ่งเพียรนี่ เพ่งความรู้สึกที่จุดปลายลิ้น ​เมื่อความคิดนึกไม่เกิด ไม่ผุดขึ้นมา ก็ไม่มีการเทียบเคียง ไม่มีจุดอ้างอิง ไม่มีกรอบเรียกว่าการรับรู้ที่ไม่มีกรอบ ​ที่จิตฟุ้งซ่าน เพราะจิตคิดอยู่ในกรอบ จิตไม่มีสมาธิจิตเสพติดกรอบที่สมาทานในชีวิตประจําวันนะมันเสพคุ้น มันคุ้นเคย กรอบของความเชื่อ กรอบของความรู้ กรอบของลัทธิศาสนาประเพณีกรอบของความสัมพันธ์​จิตที่มีอวิชชาหลงเอากรอบเหล่านี้มาเป็นที่ตั้ง มาปรุงแต่งว่ามีตัวตนอยู่ในความเชื่อในความสัมพันธ์ในความสุขทุกข์ ในความรักชังเรียกว่าอยู่ในกรอบของตัวตน กรอบของความสัมพันธ์ ​สมาธินั้นคือจิตที่รับรู้ ที่อยู่นอกกรอบแล้ว เป็นอิสระจากกรอบแล้วเมื่อใด ที่จิตมาเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบันกาล กับปัจจุบันขณะ​จะมีมั้ย ความเชื่อลัทธิศาสนา ความสัมพันธ์รักชัง มันไม่มี มีแต่ความรู้สึกที่เป็นอิสระขณะนี้ เดี๋ยวนี้​"ความคิดในกรอบเป็นอุปสรรคปิดกั้นสมาธิ"พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสีเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 31-08-2025​- - - - - - -อีกนัยยะหนึ่งคือ จิตไปพัวพันในโลกอนาคต โลกอนาคต ก็คือการเติมเต็มให้กับตัวตนที่ยังพร่องหากมองย้อนไปในประสบการณ์อดีตที่ผ่านมา มันไม่มีหรอกนะตัวตนที่สมบูรณ์ ที่ไม่อาศัยการเติมเต็มที่มันทะยานไปข้างหน้า มีความปรารถนามีความหวัง นั่นคือกําลังเติมเต็มให้กับตัวตน ที่ "ยังไม่เต็ม" ปิยทัสสี ภิกขุGroup Sitting 31-08-2025https://youtu.be/ks5xPWJcboQ

  24. 159

    ฉลาดในการเข้าสมาธิ ฉลาดในองค์ประกอบสมาธิ Group Sitting 2025-08-17

    "อธิษฐานได้ดังปรารถนาคือผู้สมบูรณ์ในสมาธิ"..ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้มี ๔ จําพวก ประเภทที่หนึ่ง เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ​ก่อนที่จะไปถึงในอีกบุคคล ๓ ประเภทเราต้องทําความเข้าใจ ฉลาดในการเข้าสมาธิและฉลาดในสมาธิ ​คำว่าฉลาดคือเป็นผู้มีปัญญา กระจ่างชัดแจ่มแจ้งเราจะมีอุบายไหนบ้างที่จะไปเกื้อกูลในการเข้าสมาธิให้เข้าสมาธิได้ง่าย ได้ดังปรารถนา นี้คือการเป็นผู้รอบรู้ เป็นผู้มีทักษะ มีองค์ความรู้ว่าจะเข้าสมาธิยังไงให้เข้าได้ง่ายที่สุดเร็วที่สุดเรียกว่ามีทักษะ มีวสีมีความชํานาญ ​ ​ ​อีกตัวนึงก็คือเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ปัญญามาอีกละ ก่อนจะเข้าสมาธิก็ต้องเป็นผู้ฉลาด คือมีปัญญารู้อุบายวิธีที่จะเข้าถึงบรรลุถึงฌานจิต เมื่อเข้าไปอยู่ในฌานจิตแล้วความฉลาดนี้ตัวปัญญาก็ยังตามไปอยู่ ​คือปัญญาที่เราได้อ่านในฌานสูตร ที่พระองค์ท่านตรัสว่าบุคคลผู้ดํารงจิตอยู่ในรูปฌานทั้ง ๔ ย่อมเห็นซึ่งความเกิดความดับ เห็นความไม่เที่ยงเห็นความแปรปรวนเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณก็คือในขันธ์ทั้ง ๕ ​ส่วนผู้ที่ดํารงจิตอยู่ในอรูปฌาน หรืออรูปสัญญา ๓ ขั้นเบื้องต้นย่อมเป็นผู้เห็นการเปลี่ยนแปลงเห็นความไม่เที่ยงเห็นการเกิดดับของเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ก็คือขันธ์ทั้ง ๔ ​ซึ่งความฉลาดอันนี้ก็คือตัวปัญญา เราในฐานะเป็นผู้ปฏิบัตินะ ได้ยินได้ฟังมามากในสื่อได้อ่านมามากจากตำหรับตํารา คุรุอาจารย์รุ่นหลังนี่ถือว่าเป็น อรรถกถา เราคงเคยได้ยินในโวหารหรือในคําที่มีผู้แสดงทัศนคติว่าเมื่อจิตดํารงอยู่ในฌานจะไม่สามารถพิจารณากฎแห่งไตรลักษณ์ได้จะต้องถอนจิตออกจากสมาธิออก จากฌานนั้นก่อน อันนี้เป็นองค์ความรู้เป็นทัศนคติ เป็นความเห็นของของคุรุอาจารย์รุ่นหลังนี่เองแต่จริงแล้วพระพุทธองค์ท่านไม่ได้ตรัสแบบนั้นนะ อยู่ในฌานจิตนั่นแหละย่อมเห็นซึ่งความเกิด เห็นซึ่งความดับเห็นความเป็นอนิจจังของขันธ์ทั้ง ๕ไม่ต้องถอนจิตออกจากฌานจิต จากสมาธิเลยนะ ​คำว่าฉลาด หมายถึงปัญญา เมื่อเข้าสมาธิแล้วถ้าเห็นซึ่งความเกิดความดับ เห็นกฎแห่งความไม่เที่ยง เห็นกฏแห่งความเป็นอนิจจังของไตรลักษณ์ในขันธ์ทั้ง ๕ ในขณะที่อยู่ในรูปฌานทั้ง ๔ นี้คือความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หรือเห็นการเกิดการดับเห็นการเปลี่ยนแปลงของขันทั้ง ๔เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในอรูปสัญญา ๓ ขั้นเบื้องต้น ปิยทัสสี ภิกขุGroup Sitting 17-08-2025

  25. 158

    กลับสู่ต้นธารชีวิต Group Sitting 2025-08-10

    สายธารความสืบต่อระหว่างความเกิดและความดับนี้สิ้นสุดปัจจุบันกาลก็ถึงวาระดับมอดดับสิ้นสุดลง​เมื่อกาลดับ เวลาดับ รูปและนามก็ไม่มีที่อิงอาศัย ดับมอดไปพร้อมกับกาลเวลาจิตก็ลุถึงสภาวะที่ไม่ประกอบด้วยกาล คืออกาลิโกคือพระนิพพาน จะเป็นนัยยะแบบนี้นะ ​เราฝึกปฏิบัติไม่ว่าสมาธิ หรือวิปัสสนาวัตถุประสงค์เพื่อให้เรามาเข้าถึงต้นทางของเวลาต้นทางของชีวิต ต้นทางของรูปและนามก็คือปัจจุบันกาล ขณะนี้เดี๋ยวนี้​เห็นความจริง อยู่กับความจริงแจ่มแจ้งกับความจริงตัวนี้ภาระที่เราเคยแบกมานาน ที่มันแบกไว้โลกเสมือนจริงที่มันรักษาไว้ ประคองไว้ ยึดไว้ จะสลายหมดนะ เมื่อจิตได้เข้ามาสู่พื้นที่ของปัจจุบันกาลแล้ว สะสมมามากเท่าไหร่ดับหมด ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ​อวิชชา ตัณหา อุปาทานดับมอดหมด เพียงแต่ว่าเป็นการดับที่ยังไม่สิ้นเชิง ยังไม่เป็นสมุจเฉทเป็นการดับด้วยกําลังของตัวปัญญา ขณะใดที่ปัญญาเกิด ปัญญาปรากฏ มันแจ่มแจ้ง ​ อวิชชา ตัณหาอุปาทานก็ดับไป ดับยาวขึ้นมาอีก ขยายเวลาการดับออกไปอีกก็เป็นการดับด้วยพลังของสมาธิ พลังของฌานจิต​ที่ดับเป็นสมุจเฉทะ ดับโดยสิ้นเชิงถอนรากถอนโคนก็คือดับด้วยมัคคญาณ ซึ่งมี ๔ มัคคด้วยกัน อย่างที่เราเคยรู้ไปได้ยินได้ฟังมานะ​องค์ความรู้ทั้งหมด อุบายวิธีทั้งหมดในการเดินบนเส้นทางของการภาวนา ก็คือเพื่อเข้ามาสู่ต้นทางของชีวิตก็คือต้นธารของเวลาขณะนี้ เดี๋ยวนี้​-- ปิยทัสสี ภิกขุ --​"กลับสู่ต้นธารของชีวิต"Group Sitting 10-08-2025ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน​​https://youtu.be/XBw80PpdXe0​

  26. 157

    วันเวลาที่เผ่าพันธ์มนุษย์เพรียกหาสันติภาพ Group Sitting 2025-08-03

    มนุษย์ - ​ วิทยาศาสตร์ได้เจาะลึกไปถึงความไม่มีตัวตนของชีวิตของคน แท้ที่จริงมันไม่มีนะตัวตน องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางกายภาพการแพทย์ ได้เจาะลึกไปถึงโครงสร้างของเซลล์ของโมเลกุลของอะตอม เลยอะตอมเข้าไปอีก เป็นควาร์กเป็นโลกของควอนตัม อันมีแต่เพียงพลังงานที่เคลื่อนอยู่ เต้นอยู่ แดนซ์อยู่ ไม่มีสิ่งใดเลย เอ๊ะ ! ถ้าว่าองค์ความรู้ไปได้ถึงระดับนั้น แล้วทําไมมนุษย์ถึงยังแสวงหาสันติภาพไม่ได้​องค์ความรู้เหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่ไม่ได้ผ่านทางจิตโดยตรงนะ แต่ผ่านทางเครื่องมือ เมื่อใดที่ออกจากห้องทดลองปุ๊บเนี่ย องค์ความรู้ว่ามีเพียงเซลล์ มีเพียงโมเลกุล มีเพียงอะตอม ก็ไม่มีอีกแล้ว องค์ความรู้เหล่านั้น การรับรู้แบบนั้นไม่มี แล้วมีอะไรมาแทนล่ะ ก็"ตัวฉัน"นี่ไง สายเลือดของฉัน ครอบครัวของฉันประเทศของฉัน นี่ไงจิตมันหมกมุ่นอยู่กับ pattern กับรูปแบบ กับโครงสร้างของตัวตน ​แน่นอนทีเดียว รูปแบบแบบนั้นได้นํามาซึ่งความกลัว ความหวั่นไหว ความขัดแย้ง และนี่ก็เป็นคําตอบว่า ​ เอ๊ะ ! องค์ความรู้ของมนุษย์ไปลึกถึงระดับนั้น แล้วสันติภาพทําไมช่างห่างไกลเหลือเกิน ​องค์ความรู้ที่มนุษย์เข้าไปถึง มิได้ผ่านจากตัวจิตจากความรู้สึกโดยตรง พอออกจากห้องทดลอง ตัวฉันของฉัน ก็มาครอบงําหมดแล้วคนที่ภาวนาเป็นนะ เข้าไปเห็น เข้าไปสัมผัส กับความนิ่ง ความเบา กับสันติ สันติภาพจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อความรุนแรง ความขัดแย้ง การแบ่งแยก ความกลัว ความหวั่นไหวได้ยุติลงนะ ถ้ายังไม่ยุติ ความสงบสันติภายในจะเกิดขึ้นไม่ได้ ​-- ปิยทัสสี ภิกขุ --​"วันเวลาที่เผ่าพันธ์มนุษย์เพรียกหาสันติภาพ"Group Sitting 03-08-2025ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน​https://youtu.be/fVb_Rs2odQk

  27. 156

    ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต Group Sitting 2025-07-27

    มีผู้สนใจในการปฏิบัติส่งคำถามว่า : การเคลื่อนไหวในสื่อทุกวันนี้ พระอาจารย์คิดเห็นอย่างไรเพื่อจะไม่ให้จิตของผู้ที่ยังมีอินทรีย์อ่อน จะได้ไม่ต้องไปเสพอยู่กับสื่อที่ทําให้จิตต้องเศร้าหมอง ​ก็บอกว่า : ​เมื่อสถานการณ์มันเกิดขึ้นนะ วิกฤติมันเกิดขึ้น เขาบอกว่าวิกฤตไม่ใช่ความเลวร้ายวิกฤตไม่ใช่เป็นการปิดโอกาส ​ ความหมายรากศัพท์จริง ๆ หมายถึงว่าเปิดโอกาสใหม่ เหมือนกับเส้นทางที่เราเคยเดินมาชั่วนาตาปี ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติก็เดินมาอย่างนี้ มาถึงจุด ๆ หนึ่งเส้นทางที่เราเดินไปถึงหน้าผาสูงชัน เหวลึกมากมองไม่เห็นข้างล่างเลย ​นั่นล่ะเขาเรียกว่าวิกฤตเดินต่อไม่ได้ เดินกลับก็กลับไม่ได้แล้วเหมือนสิทธัตถะเกิดวิกฤตครั้งแรก ที่พระองค์ท่านแจ่มแจ้งกับเห็นเทวทูตทั้ง ๔ อยู่ไม่ได้แล้วในวัง วิกฤตอันนี้มันยิ่งใหญ่มาก นั่นก็เลยทําให้พระองค์ท่านเปลี่ยนเส้นทาง คือเดินตรงต่อไปไม่ได้แล้วมันตกหน้าผาแน่นอนความตายไม่ซ้ายก็ขวาละ กลับมาที่เดิมก็ไม่ได้อีก ​แล้วพระองค์ท่านก็มาพบกับวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง หลังจากทรงทดลองใช้อัตตกิลมถานุโยคทรมานพระวรกาย หน้าผาอีกแล้ว เผชิญวิกฤตอีกแล้ว เส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับได้ไปต่อนี่ตายแน่นอน เอ๊ะแล้วยังไงอ่ะ ​ญาณทัศนะองค์ความรู้ที่ผุดขึ้นมาว่าจะต้องอาศัยฌานจิต อาศัยปีติและสุขที่เคยมีประสบการณ์ อันเคยได้สัมผัสแล้ว แล้วสภาวะแบบนั้นน่ะ จะสัมผัสได้ยังไงในขณะที่กายนี่มันยังหิวโหยอยู่สภาพของร่างกายที่เป็นอยู่แบบนี้ จิตจะไปสัมผัสกับสภาวะแบบนั้นไม่ได้มีแต่ทุกขเวทนา ! โอกาสใหม่มาแล้ว วิกฤตนี้หมายถึงมันจะเปิดมุมมองใหม่ อะไรใหม่ที่มันใช่ ​นั่นหมายถึงที่เราไปนิยามว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ วิกฤตเกิดขึ้นแล้วจะพึ่งอะไร ตามจอตามสื่อมีแต่เรื่องเศร้าหมอง ไปไม่เป็น วิกฤติมันเกิดแล้วจะต้องมีองค์ความรู้ที่มาประสิทธิ์ประสาทตัวเองมากกว่านี้สิองค์องค์ความรู้ของพุทธะ ​มิใช่ว่าเมื่อได้ยินได้ฟังมาแล้ว มิได้ตระหนักว่าสมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร การเกิดการดับคืออะไร อุปทานคืออะไร ตัณหาคืออะไร ก็ยังไม่รู้ เราเอาตัวตนของเราไปฝากฝังไว้กับความเชื่อกับบุคคลหนึ่ง เมื่อความเชื่อในรูปแบบแบบนั้นพังทลาย ไปต่อไม่ได้ ตัวตนก็หวั่นไหวใช่ไหม ​นิยามว่าเราเป็นใครล่ะ มีความสัมพันธ์ระหว่างเรากับรูปแบบอะไรสักอย่างหรือเปล่ามาถึงตรงนี้แล้วก็สะท้อนได้ว่า เราไม่มีที่พึ่งนะ ​เราพึ่งบุคคลหรือเปล่า เราใส่ใจกับคําสอนที่พระองค์ท่านตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมพวกนั้นเห็นเราไหม ผู้ใดเคารพธรรมผู้นั้นก็เคารพพุทธะ ​จงให้ความสําคัญกับธรรมะ จงแจ่มแจ้งกับกฏแห่งความเป็นจริง ​ โดยข้ามพ้นเรื่องบุคคลเรื่องตัวตนเรื่องรูปแบบ ตัวตนบุคคล รูปแบบ จารีตเหล่านั้น นํามาซึ่งคําว่าศาสนา นำมาซึ่งความเชื่อประเพณี ที่หล่อหลอมมาเป็นอัตลักษณ์ตัวตน แต่ละมุมของโลกใบนี้ ​มีสัญลักษณ์มั้ยน่ะ ธรรมะ ? เราก็เข้าใจชัดกัน เมื่อกี้มันเกิดมันดับ ไหนล่ะสัญลักษณ์ ?ปรากฏเพียงชั่วขณะก็ดับไป ไหนล่ะศาสนา ไหนล่ะบุคคล ไหนล่ะรูปแบบ ​ยากไหม กับความจริงที่กําลังปรากฏ ! ท้าทายมาก ท้าทายต่อการพิสูจน์ว่า ท่านทั้งหลายจงมาดูเถิดสิ่งมหัศจรรย์ ดูแล้วดําเนินไปแล้ว ก็จะเกิดความมหัศจรรย์ ทุกข์น้อยลง ยึดติดน้อยลง จนกระทั่งว่าไปสู่อิสรภาพที่สมบูรณ์ จะมีอะไรมากกว่านั้นมั้ย ​เคารพในธรรม เทิดทูนในธรรม ให้ความสําคัญกับธรรม จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง นี่ก็เป็นข้อคิดสําหรับญาติธรรมบางท่านที่ยังหวั่นไหวอยู่ ​​-- ปิยทัสสี ภิกขุ --ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 27-07-2025​https://youtu.be/AImM30H1gw8

  28. 155

    สายธารแห่งการสืบต่อของสิ่งใหม่ คือนิยามของ สมาธิ Grop Sitting 2025-06-29

    . . ตราบใดที่จิตยังเห็นความสืบต่อของปัจจุบันกาล เห็นความสืบต่อของ กาย เวทนา จิต ธรรม ประจักษ์ชัดกับการเคลื่อนของลมหายใจเข้าไปขณะเดียวใช่ไหม สลายไป ขณะใหม่ของลมใหม่ก็มาแทนที่ สลายไป ​"ในปัจจุบันกาล"การสืบต่อของรูปและนามจะเป็นสภาวะที่ใหม่อยู่เสมอนะ ​มันปรากฏอยู่เพียงชั่วขณะเดียวแค่นั้นเองแล้วสลายไป ขณะใหม่ของรูปและนามก็มาแทนที่ การสืบต่อของสิ่งใหม่ จะดําเนินอยู่ แสดงสถานะอยู่ "ในปัจจุบันกาล"นี้ ​ชีวิตใหม่ . . การรับรู้ก็ใหม่ !ที่จิตมันฟุ้งซ่านน่ะเพราะมันถูกร้อยรัดไปในโลกของตัวตน นั่นแสดงว่าจิตไปหมกมุ่น ไปพัวพัน ไปให้ค่า ไปให้ความสําคัญกับความสืบต่อของสิ่งเก่า ไม่ใช่สิ่งใหม่​สิ่งเก่าก็คืออะไร ​ !"สัญญาภาพ" ​ ที่ไปจับเอารูปที่เคยเห็นเสียงที่เคยได้ยิน กลิ่น ลิ้มรส(ที่เคยได้)สัมผัส ไปมั่นหมายว่ามีตัวตน มีประสบการณ์ ​ทั้งทั้งที่มันผ่านไปแล้วนะ ก็เข้าใจผิด ดําริผิดว่ามีสิ่งนั้นอยู่ มีตัวตนอยู่ มีปรากฏการณ์นั้นอยู่ มีความสุข และทุกข์อยู่ มีความรักและความชัง​อิงอาศัยอารมณ์อันนั้นเรียกว่าจิตได้หมกมุ่นอยู่ กับการสืบต่อของสิ่งเก่า​-- ปิยทัสสี ภิกขุ --ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 29-06-2025https://youtu.be/DgsCG3yjmTY

  29. 154

    พลังแห่งจิตอธิษฐาน Group Sitting 2025-06-22

    ช่วงที่พระอาจารย์เข้ากรรมฐานปฏิบัติส่วนตัว ๗ วันมีอุบายมาฝากผู้ปฏิบัตินะเป็นอุบายที่ทําให้ระบบสมองและระบบจิต เข้าไปสู่ความเป็นกลางได้เร็ว​โดยธรรมชาติจิตในโลกิยะ จิตที่มีอวิชชาอยู่จะถูกตัณหาอุปาทานเข้าครอบงํา คือ "จิตถูกโปรแกรมด้วยเหตุแห่งทุกข์"ด้วยแรงตัณหาอุปาทานด้วยแรงปรารถนา ด้วยความกลัว ด้วยความกังวล อันนํามาซึ่งความทุกข์ นํามาซึ่งความขัดแย้ง นํามาซึ่งความสับสน จิตจึงถูกโปรแกรมโดยเราไม่รู้ตัวกันนะ ทําให้ไหลไปกับอารมณ์ที่พึงพอใจ ​ ไม่พึงพอใจ หมกมุ่นอยู่กับความกังวล ความขัดแย้งเอ๊ะ ! ทําไมถึงชอบหมกมุ่นอยู่อย่างนั้น นั่นล่ะเรียกว่าถูกโปรแกรมแล้ว ​เมื่อจิตถูกโปรแกรม กระบวนการของสมองคือกระบวนการความคิดก็จะตอบสนอง !​พระอาจารย์มีอุบายวิธีง่าย ๆ เราจะรีเซ็ตให้ระบบสมองเข้าไปสู่ความเป็นกลางระหว่างธาตุคู่ รีเซ็ตจิตให้เข้าไปสู่ความเป็นกลางของธาตุคู่ ด้วยพลังเเห่งสัจจาธิษฐาน หรือว่าพลังจากการอธิษฐาน เป็นการโปรแกรมจิตใหม่ โดยการโปรแกรมแบบนี้จะไปยกเลิกสิ่งที่จิตถูกโปรแกรมไว้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องมีพิธีรีตอง"สมองจงพักเถิด""จิตจงพักเถิด"​การอธิษฐานแบบนี้จะทำให้จิตเข้าไปสู่ความเป็นกลางได้เร็วมากจิตจะนิ่งอยู่ตรงกลาง ไม่กวัดแกว่งมิใช่เป็นการสะกดจิตเป็นพลังจิตเดิมแท้ ให้จิตได้ปกป้องตัวเองให้จิตได้ปลดเปลื้องตัวเอง ให้หลุดพ้นจากพันธนาการ​-- ปิยทัสสี ภิกขุ --ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 22-06-2025

  30. 153

    การสิ้นสุดลง ของความสืบต่อจากประสบการ์ณทั้งปวง คือนิยามของสมาธิ Group Sitting 2025-06-01

    ชีวิตรูปและนามคือความสืบต่อ ​ชีวิตในอดีตก็เป็นความสืบต่อของสัญญา ในสัญญานั้นมีเวทนาไหม.. มี ในสัญญานั้นมีความรัก มีความชัง พอใจไม่พอใจ ชอบไม่ชอบไหม ซึ่งเป็นตัวสังขาร..มี ​เบื้องต้นให้เราเห็น หากว่าความคิดความนึกความสืบต่อของอดีตของกาล ของสัญญาภาพผุดขึ้นมาในรูปของความคิด เราไม่สามารถที่จะพรากจิตออกจากความคิดนั้นได้เลย ตราบใดที่ เรายังมองความคิด มองประสบการณ์นั้น "ผ่านตัวตน" ​ต้องมองผ่านว่า ไม่มีตัวตนไร้สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา แล้วจะมองยังไง ไม่มองผ่านตัวตน เป็นเพียงสัญญาภาพนะ เป็นเพียงเวลาอดีต เป็นอารมณ์ที่ เนื่องด้วยอดีต เขาเรียกว่าอตีตารมฺมณา ธมฺมา ​เมื่อใดที่เรามองอดีตว่า เป็นเพียงเรื่องของเวลา ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้มันเป็นเรื่องเวลาจริง ๆแต่จิตที่มีอวิชชาชอบเอาเวลามาปรุงเเต่ง มีตัวมีตนมีรัก ความรักความชัง ที่ผ่านไปแล้วแทนที่จะผันผ่าน มันกลับมาอีก ไปแล้วกลับมา ในรูปแบบของตัวตน ​แต่เมื่อใดที่เรามองเห็นองค์ประกอบของความคิด เป็นเพียงสัญญานะ เป็นเพียงความรู้สึกนะ เป็นเพียงตัวปรุงแต่งรักชังนะ แบบนี้ก็เรียกว่ารู้ตรงตามความเป็นจริงกับสภาวะที่กําลังปรากฏ ​เมื่อรู้เช่นนี้เห็นเช่นนี้บทบาทของตัวตนก็จะระงับลง จะยุติบทบาท เมื่อตัวตนอดีตประสบการณ์ยุติบทบาท แล้วจิตจะไปไหน จิตก็จะมาอยู่กับความสืบต่อของปัจจุบันกาล ของลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ​ปิยทัสสี ภิกขุ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 01-06-2025https://youtu.be/o6EFiRFwy_Q

  31. 152
  32. 151

    ปฏิบัติบูชาวิสาขปุรณมี Group Sitting 04-05-2025

    กระบวนการความคิดของสมองตอบสนองแรงปรารถนาของจิตนั่นแสดงว่า เมื่อใดที่จิตปรารถนาในอารมณ์ ต้องการในอารมณ์เจตจำนงมุ่งหวังในอารมณ์ ก็จะส่งผลให้กระบวนการของความคิดทํางาน แสดงว่าแรงปรารถนาเป็นเหตุ กระบวนการความคิดเป็นผล ถ้าดับเหตุซะหรือว่าเหตุไม่มีแรงปรารถนาก็ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อิงอาศัย เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ ​ใน 40 นาทีนี้ ข้าพเจ้าจะดํารงจิต ให้อิสระจากการเลือกอารมณ์ คำว่าไม่เลือกอารมณ์ นี่ครอบคลุมหมดเลยนะ ไม่ปรารถนา ไม่ต้องการ ไม่คาดหวัง ไม่เรียกร้อง ดํารงจิตให้อิสระจากการเลือกอารมณ์ทั้งปวง สุขระดับไหน ปราณีตปานใด ไม่เลือก ไม่เข้าไปสู่มิติของการเลือก เมื่อใดที่เราเลือก เราก็จะเห็นสิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เราปรุงแต่ง แต่ถ้าหากว่าเราไม่เลือก สภาวะที่ไม่ถูกเลือกจะแสดงสถานะนั่นคือสภาวะที่กําลังปรากฏนี่ไง​​ความเคยชินที่ว่าชีวิตฉันเลือกได้ จริงอยู่ที่ว่า..ในทางรูปธรรมช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิต เราเลือกการศึกษา เลือกการงาน เลือกที่อยู่อาศัย เลือกการใช้ชีวิตคู่ เลือก เลือก..เลือกหากว่าเราเพลินกับการเลือกแบบนี้ไปถึงจุดๆหนึ่ง ร่างกายเขาไม่ตอบสนองที่เราจะเลือกอีกต่อไปแล้วเราจะเจ็บ เราจะเป็นผู้ที่ประมาท เราเสพติดอยู่กับการเลือกตลอด เมื่อใดที่สภาวะ "เลือกไม่ได้" ปรากฏขึ้นเราจะเจ็บมาก โทมนัสมาก ขัดแย้งมาก ​ฉะนั้นความทุกข์ที่ว่า..ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ประสพกับอารมณ์ที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความพึงพอใจ ก็เป็นทุกข์ ความทุกข์นี้กิดจากการที่เราเลือกไม่ได้ ปรารถนาไม่ได้ จะรอให้ชีวิตเป็นแบบนั้นหรือ เราควรจะมีวัคซีนให้จิตได้เสพคุ้นกับความจริงว่าแท้ที่จริงเบื้องลึก ต้นทางสายธารของชีวิต ไม่มีส่วนใดเลยที่เราเลือกได้จิตแบบนี้ต่างหาก ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ​ปิยทัสสี ภิกขุ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 04-05-2025https://youtu.be/RIeoES7SHm8

  33. 150

    ดำเนินชีวิตอย่างไรชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท Group Sitting 2025-04-27

    สายธารของรูปและนามที่กําลังไหลไป เราไม่สามารถต้านไม่ได้ เราจะไกลห่างจากความขัดแย้ง จากความสับสน เราจะไกลห่างจากโลกที่เราสร้างขึ้นมา ที่ทุกคนจําลองโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมา มีโลกของตัวเอง แต่หากเราไม่มีองค์ความรู้ สมาธิ วิปัสสนา เราประมาทมาก ​เราไม่เคยมาอยู่กับโลกของความเป็นจริง หมกมุ่นอยู่พัวพันอยู่กับโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ทุกข์อย่างเดียว ​ตอนนี้เราโชคดีแล้วนะ โดยเหตุและปัจจัย ที่ทําให้เรามีโอกาสมาสัมผัสกับชีวิตที่ไม่ต้องเลือกเพราะมันเลือกไม่ได้ ชื่อว่า เราเป็นผู้ไม่ประมาท​รูปและนามเป็นตัวที่เกิดจากเหตุและปัจจัย ที่พระองค์ได้ตรัสว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงรูปและนามขันธ์เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ​นั้นหมายถึงว่า ผู้ที่ไม่ประมาทก็คือมาเห็นกฎแห่งความเป็นจริงของรูปและนามที่กําลังไหลไปไม่อยู่ใต้อาณัติของใครไม่อยู่ในการควบคุมแรงจากการปรารถนาของใครทั้งหมด

  34. 149

    การดับรอบของสักกายทิฏฐิ Group Sitting 2025-06-20

    เราจะทําดวงตาให้เห็นธรรมได้อย่างไรที่เราเคยได้ยินมาบ่อยบ่อย ธรรมจักษุจะเข้าไปเห็นสภาวะ เห็นธรรมคุณ ได้เห็นธรรมครั้งแรก เรียกว่าเป็นผู้เข้าสู่กระแส เห็นธรรมก็คือเห็นพระนิพพาน เป็นโลกุตตระ เห็นสภาวะที่ไม่ประกอบด้วยกาล ​สักกายทิฏฐิความมีตัวตนจะอิงรูปและนาม อิงขันธ์ทั้ง๕เห็นความเกิดความดับความสืบต่อ ของรูปและนามที่อิงเวลาอยู่ ​แต่เมื่อใดที่จิตของผู้ปฏิบัติมาสัมผัสมาเข้าสู่กระแสแห่งการเกิดการดับ ก็คือกระแสแห่งปัจจุบันกาล ​เราไม่ลืมนะกระแสแห่งอดีตกาล อนาคตตกาล เป็นช่องทางเป็นกระแสที่ตัวตน ตัวปรุงแต่ง จะอิงอดีตประสบการณ์เพื่อเติมเต็มให้กับตัวตนในอนาคตกาล ​แต่เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติอาศัยอุบายองค์ความรู้ เพื่อเข้ามาอยู่กับปัจจุบันกาล ลักษณะของตัวสักกายทิฐิ ตัวตน อวิชชาตัณหา อุปาทาน จะไม่เกิดร่วม เพราะไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อิงอาศัย ​แต่พอจิตเคลื่อนออกจากปัจจุบันกาลก็มาอีกแล้ว นี้เรียกว่ายังไม่สิ้นสุด ยังไม่เป็นการตัดรอบ การรู้การเห็นแบบนี้เป็นระดับปัญญา มิใช่ระดับวิมุตติ ​ส่วนการบรรลุถึงสภาวะโลกุตตระธรรมได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าสู่กระแสนิพพานนั่นเป็นสภาวะที่ดับรอบ ​​ตัวสักกายทิฐิ ตัวร้อยรัดเบื้องต้นดับไป ดับไปได้ยังไง เพราะอิงกาล เมื่อเข้าไปถึงสภาะที่ไม่เกิดไม่ดับ จิตก็เลยแจ่มแจ้ง สภาวะที่อิงกาลเวลาที่ตัวตนอิงอยู่นี้อิงอภิฌชาและโทมนัสที่ร้อยรัดจิตให้ติดอยู่ในอดีตกาล อนาคตกาล มันเป็นอย่างนี้ พอมาถึงจุดที่ว่าไม่มีสภาวะความสืบต่อของกาลเวลา เป็นอกาลิโก ​แล้วจะสงสัยมั้ย สงสัยกับตัวตนนี้ไหม ?​ถ้ายังไม่เห็นสภาวะที่การดับรอบของกาล ของตัวตนคือดับรอบของรูปและนามของขันธ์ ก็จะแสวงหาตัวตนจากการเกิดการดับ หยาบบ้างละเอียดบ้าง ปราณีตบ้าง ตัวตนที่อิงกามสัญญาบ้าง รูปสัญญาบ้าง อรูปตัวสัญญาบ้าง จะเป็นแบบนี้ ​นั่นคือนัยยะว่าที่ว่า ผู้เข้าถึงกระแสของพระนิพพาน ได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงโลกุตตระแล้ว จึงเป็นผู้มั่นคงในพระรัตนตรัย มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างไม่หวั่นไหวไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงจิตของบุคคลนั้นให้เป็นไปอย่างอื่นให้ไปเชื่ออย่างอื่น ให้เห็นไปอย่างอื่น ​สภาวะที่เกิดดับที่เนื่องด้วยกาล สิ้นสุดลงแล้ว สภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ ก็ปรากฏแจ่มแจ้งเมื่อนั้น ​ความสงสัยสงสัยดับสิ้นไปได้อย่างไรในนัยยะที่ว่าเพราะไปเห็นสภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ ​ตัวตนสักกายทิฏฐินั้นอิงอาศัยสภาวะที่เกิดดับ ที่เป็นกระแสมาตลอดกระแสแห่งความเกิดดับจากความสืบต่อของรูปและนาม หยาบบ้างละเอียดบ้าง แต่พอมาถึงจุดๆนึง กระแสนั้นสิ้นสุดลงไปเลย ​แล้วก็เข้าไปสู่สภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับก็คือกระแสพระนิพพาน ผู้แรกเห็น เรียกว่าโสดาบัน โสดาบันบุคคล

  35. 148

    สมาธิ ธรรมที่ให้ผลโดยลำดับ Group Sitting 2025-04-06

    การเกิดการดับ การดํารงอยู่ของขันธ์ ดํารงอยู่ในปัจจุบันขณะนี้เท่านั้น อายุกาลมีเพียงชั่วขณะก็สลายไป ​จิตที่มารับรู้กับหนึ่งขณะของรูปและนาม มีศัพท์บัญญัติว่าจิตก็เกิดดับด้วย แท้ที่จริงจิตไม่เกิดไม่ดับ ที่เกิดดับนั่นคือรูปและนาม ​เมื่อเห็นซึ่งความเกิดเห็นซึ่งความดับอยู่แบบนี้ ผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่เช่นนี้ คืนเวลาให้กับโลก คืนอดีตอนาคต คืนตัวตน คืนสิ่งร้อยรัด คืนอภิฌชาและโทมนัส คืนความรักความชัง ​อย่าลืมนะตัวตนคือความสืบต่อของความรักและความชัง สังเกตตัวตนเรานี้จะอิงความรักและความชังอภิฌชา และโทนัส ก็คือตัวตัณหา ​แล้วความรักความชังนั้นอิงอะไร เราเป็นนักปฏิบัติ สาวเข้าไป พื้นที่ไม่กว้างหรอกความรักและความชัง ​พื้นที่ของความรักและความชังนั้นอิงความสัมพันธ์ ตัวตนของเราก็จะปรากฏอยู่ในความสัมพันธ์นั่นเอง เราถึงใช้นิยามว่า ความสัมพันธ์คือกระจกเงาที่สะท้อนภาพลักษณ์ของตัวตน ​ผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ชัดอยู่ซึ่งปัจจุบันกาล ปัจจุบันขณะ ผู้นั้นชื่อว่า เป็นผู้กลืนกินกาล ผู้นั้นไม่ถูกเวลากลืนกิน แต่เป็นผู้กลืนกินกาล ย่อมหยั่งลงสู่อมตะได้ ​ฉะนั้น เมื่อเห็นอยู่ชัดอยู่ซึ่งปัจจุบันขณะ ผู้นั้นย่อมย่อมหยั่งลงสู่อมตะ คือเข้าถึงพระนิพพาน นั่นหมายถึงแม้แต่กาลอันเป็นปัจจุบันขณะตามสืบต่อของปัจจุบันขณะนั้นก็สิ้นสุดลง ไม่ประกอบด้วยกาล ​ปิยทัสสี ภิกขุ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 06-04-2025

  36. 147

    การบรรลุธรรมต้องอาศัย ความเป็นกลางระดับไหน ? Group Sitting 2025-03-30

    ความอัศจรรย์ความง่ายก็คือเราจะอาศัยความเกิดและความดับของรูปและนามเป็นเรือ และเป็นแพ เป็นพาหนะนําจิตเข้าไปสู่ฝั่ง ​สภาวะที่เหนือรูปและเหนือนาม เหนือกาลเวลา เหนือการเปลี่ยนแปลง ก็คือโลกุตตระธรรม​ฉะนั้นวันนี้ได้อธิบายเพิ่มเติม ในนิยามของคําว่า มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งภาวะความเป็นกลางนี้จะเด่นชัด ในมรรคองค์สุดท้ายก็คือสัมมาสมาธิ ​ ​อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วภาวะความเป็นกลางเกิดขึ้นแม้เพียงการเห็นเพียงชั่วขณะ ขณะใดที่ปัญญาญาณเกิด ภาวะความเป็นกลางก็เกิด​แต่ภาวะความเป็นกลางนี้ปรากฏ อยู่เพียงชั่วขณะของปัญญาที่เล่นไปเรียกว่าตทังควิมุตติ ตทังคนิโรธ​แต่เมื่อใดที่ภาวะความเป็นกลางเคลื่อนไปถึงระดับที่ยาวนาน ตั้งมั่นได้อยู่นานนั่นเรียกว่าภาวะความเป็นกลางในระดับสัมมาสมาธิ มีกําลังแล้ว นี่แหละที่ภาวะความเป็นกลางเกิดร่วมกับความตั้งมั่นของจิตจะนําไปสู่โมเมนต์ในขณะของกระบวนการบรรลุธรรม​ปิยทัสสี ภิกขุ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 30-03-2025https://youtu.be/SQ7JPAShIMk

  37. 146

    จุดกึ่งกลางสมอง มหัศจรรย์แห่งการรับรู้ ยุคทองแห่งจิตภาวนา Group Sitting 2025-03-23

    เมื่อจิตอยู่กับคำบริกรรม (มรณานุสสติ)หรืออยู่กับความรู้สึกที่ปลายลิ้นความรู้สึกจักไปเชื่อมโยงกับจุดกึ่งกลางสมองโดยอัตโนมัติ ​จะแนบแน่นอยู่กับกึ่งกลางสมอง อยู่กับต่อมไพเนียลจะแนบแน่นอยู่ ตราบใดที่ความรู้สึกยังแนบแน่นอยู่กับกึ่งกลางสมองความคิด ความนึกจะไม่มีบทบาทเลย ​ยินดี ไม่ยินดี รัก ชัง ฟุ้งซ่าน ​ ฯอดีต อนาคตจะดับมอดหมดเลย จะยุติบทบาทหมดกึ่งกลางสมอง ถึงเป็นจุดมหัศจรรย์ในยุคของพลังงานใหม่ เป็นยุคทองของการฝึกจิตพัฒนาจิตเป็นจุดศูนย์รวมของการรับรู้ในฝ่ายของกุศลธรรม มัคคปฏิปทาทั้งหลาย คุณความดีทั้งหลาย จะรวมศูนย์ที่กึ่งกลางสมอง นั่นหมายถึงว่า ในขณะที่จิตยังเป็นหนึ่งเดียวกับกึ่งกลางสมองด้วยอุบายวิธีใดก็แล้วแต่ อกุศลธรรมทั้งหลาย ฯนิวรณ์ธรรม อกุศลธรรม อภิฌชา ​ และ โทมนัสจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย​นั่นหมายถึงอะไร อกุศลธรรม อภิฌชา โทมนัส นิวรณ์ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เมื่อจิตถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงําความรู้สึกจะไม่อยู่ที่กลางสมอง จะถูกหน่วงมาลงมาที่ใจ ​เมื่อก่อน.. ก่อนที่พลังงานจะเปลี่ยน ทั้งกุศลและอกุศล จะรวมลงที่ใจทั้งหมด มันยากในการที่จะสังเกต ที่จะพรากจิต ออกจากอกุศลธรรมเพราะอยู่ตําแหน่งเดียวกัน ที่เราเคยได้ยิน "ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า สําเร็จแล้วได้ด้วยใจ" น่ะเมื่อก่อนเป็นเช่นนั้น​แต่..บัดนี้ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎา ปี 2564 มิใช่เช่นนั้นแล้ว จุดศูนย์รวมของการรับรู้ กุศลและอกุศลได้แบ่งภาคกันโดยสิ้นเชิง​ปิยทัสสี ภิกขุ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 23-03-2025​===========* * The Center of Consciousness: Pineal Meditation Practice * *​* Connection to the Brain's Center *When the mind dwells with a meditation object (maraṇānussati)Or with the sensation at the tip of the tongue,The feeling will automatically connectTo the center of the brain.It will firmly attach to the brain's center,To the pineal gland,Remaining firmly established there.As long as the feeling stays anchored to the brain's center,Thoughts and mental formations have no role whatsoever.​* Freedom from Mental Hindrances *Pleasure, displeasure, love, hatred, distraction, etc.,Past and future will completely extinguish.All these activities will entirely cease.The brain's center is thus a miraculous point in this era of new energy,A golden age for mental training and development.It is the focal point of awarenessIn the domain of wholesome states (kusala-dhamma),And the paths of practice (magga-paṭipadā).​* The Convergence of Virtue *All virtuous qualities converge at the brain's center.This means that while the mindRemains unified with the brain's center,Through whatever skillful means,All unwholesome states,Hindrances, unwholesome states, covetousness, and griefCannot arise at all.​* The Significance of This Shift *What does this mean?When unwholesome states, covetousness, grief, hindrances, ignorance, craving, and clingingDominate the mind,The feeling will not remain at the brain's centerBut will be pulled down to the heart.​* Historical Transformation *Previously, before the energy shifted,Both wholesome and unwholesome states converged entirely at the heart.It was difficult to observeAnd separate the mind from unwholesome statesBecause they occupied the same position.As we have heard: "All phenomena have the heart as their forerunner,They are accomplished by the heart"—that's how it was before.​* The New Paradigm *But now, beginning from July 22, 2021,It is no longer so.The focal point of awareness—Wholesome and unwholesome states—Have completely separated from each other.​Ven Narasapa Piyadassi===================

  38. 145

    องค์ความรู้สมาธิ วิปัสสนา แก้ปัญหาความซึมเศร้าได้หรือไม่ Group Sitting 2025-03-16

    องค์ความรู้ของสมาธิ วิปัสสนาก็เปิดนะเปิดโอเพ่น ซึ่งการเปิดนี่ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเข้ามาที่ศูนย์เท่านั้นองค์ความรู้สามารถดูได้จากสื่อในเบื้องต้นเราเป็นนักวิปัสสนาเราชัดอยู่แล้วว่า การเปรียบเทียบเรื่องตัวตน มีอํานาจมาก มีอิทธิพลมาก ตัวตน พระพุทธองค์ท่านทรงแสดงว่าพระองค์ท่านไม่เห็นสวัสดิภาพใด ๆ ที่เกิดจากความยึดติดในตัวตน มันจะนําความทุกข์มาให้เสมอ ยึดติดมาก กระทบมากยึดติดน้อย กระทบน้อย ไม่ยึดติดไม่ทุกข์เลย แล้วการที่จะเข้าไปรู้เข้าไปเห็นเข้าไปสัมผัสกับองค์ความรู้นี้ในเบื้องต้น เราก็สามารถฟังจากสื่อดูจากสื่อองค์ความรู้ไหนที่ละคลายเรื่องตัวเรื่องตน นั่นแหละ เป็นช่องทาง เป็นอุบาย เป็นแสงสว่างที่จะนําผู้ที่ยึดผู้ที่ติดในโลกของความคิดจนกระทั่งว่าเป็นซึมเศร้า ให้ได้คลายออกมาจากปัญหานั้น ออกจากจุดยืนนั้น จากจุดมืดนั้น ต้องคลายเรื่องความคิดนี้ก่อน เขาก็จะเห็นโทษของความมีความตัวตนนี้เอง ซึ่งผู้ปฏิบัติวิปัสสนาก็จะเห็นชัดนะ เห็นโทษของการรับรู้ที่ผ่านตัวตน มีตัวตนเป็นจุดศูนย์กลางในการรับรู้ มองทุกอย่างแต่ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเสมอ ไม่ทุกข์มากก็ทุกข์น้อย ปัญหาจะเกิดขึ้นจากความยึดติดนี้เสมอ เพียงแต่ว่า เอ๊ะ เมื่อความทุกข์มันเกิดขึ้นจากตัวตนแล้ว ก็อาศัยองค์ความรู้ที่เราได้ฝึกฝนมาก็มันก็คลี่คลายไป มันไม่ได้ตั้งอยู่นาน แต่ถ้าว่าเมื่อใดที่มันคลี่คลายไม่ได้จะไปจบลงที่ความซึมเศร้าหมกมุ่นอยู่อย่างนี้ -------เมื่อใดที่จิตไปปฏิบัติเจตจํานงมากเกินไปอุบายวิธีไหนก็แล้วแต่ที่ใช้เจตจํานงของจิตเหมือนกับไป ระลึกจริงจริง เหมือนการสะกดจิต เมื่อไปถึงจุดจุดหนึ่งจิตมันตีกลับ มันผิดธรรมชาติของความเกิดและความดับ ไปกดไปข่มมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนะ ปิยทัสสี ภิกขุ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 16-03-2025https://youtu.be/SQ7JPAShIMk

  39. 144

    จิตที่พ้นไปจากกรอบแห่งกาล Group Sitting 2025-03-09

    คําสอนแห่งพุทธวัตถุประสงค์ไม่ได้สิ้นสุดลงที่รูปฌาน อรูปฌาน นั่นเป็นพื้นที่ของสมาธิ คําสอนของพุทธนั้นต้องไปถึงระดับปัญญา เห็นการเกิดเห็นการดับแล้ว บนพื้นที่ของสมาธิ ๗ ขั้นขั้นใดขั้นหนึ่ง ​การดับรอบของรูปและนาม ​ ไม่มีความสืบต่อระหว่างการเกิดและการดับ นั่นแหละจิตได้"บรรลุถึง"สภาวะที่เป็นเป้าหมายของพุทธประสงค์ ของคําสอนในพุทธศาสนา คือเคลื่อนจากโลกียะไปสู่โลกุตระนั่นเอง ​สภาวะที่ไม่มีการเคลื่อน ไม่มีการปรากฏซึ่งความเกิดและความดับของรูปและนาม สภาวะที่ไม่มีเวลาน่ะเรียกว่า อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลจะเป็นอื่นไปไม่ได้นะ ก็คือสภาวะนิพพานนั่นเอง ​ขณะนี้เดี๋ยวนี้เห็นการเคลื่อนของอะไร เห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาวธรรมไหน สักแต่ว่ารู้นะ ​ไม่มั่นหมายว่าในกระบวนการรู้นั้นมีเขามีเรา ในโมเมนต์ไหนล่ะ ที่ไม่มีเขา ไม่มีเราก็คือโมเมนต์ของ - เห็นซึ่งความเกิด เห็นซึ่งความดับ ​ จะมีเรามีเขาได้อย่างไรเมื่อปรากฏอยู่เพียงชั่วขณะก็สลายไปแล้ว ​รู้อยู่เห็นอยู่เช่นนี้ จิตจักเคลื่อนไปเอง จากหยาบ ไปละเอียด จากกามสัญญาไปสู่รูปสัญญา อรูปสัญญา จากโลกิยะไปสู่โลกุตระ ​ขณะนี้เดี๋ยวนี้ มันสิ้นสุดในตัวมันเองนะ สภาวธรรม ไม่มีอะไรตกค้างอยู่เลย ไม่มีอะไรตกค้างนั่นคือไม่มีภาวะความมีตัวตน ​ที่นิยามว่า มีฉันอยู่ มีรักอยู่ มีชังอยู่มีสุข มีทุกข์อยู่น่ะ อันนั้นคือตกค้างล่ะ นั่นคือตัวตนนะ ที่คั่งค้างแบบนั้น ​ทําไมถึงคั่งค้างอยู่แบบนั้น ก็เพราะไม่อยู่ในปัจจุบันกาล เพราะไปอิงเอากาลที่ผ่านไปแล้ว​ถ้าแจ่มแจ้งประจักษ์ชัดอยู่กับปัจจุบันกาลไม่มีภาวะความมีตัวตนนะ เพราะไม่คั่งค้างอะไร นี่แหละนิยามของคําว่า "ไร้ตัว ไร้ตน ไร้สัตว์ ไร้บุคคล"ก็คือสภาวะ อนัตตา ​​ปิยทัสสี ภิกขุ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 09-03-2025​https://open.spotify.com/episode/3IolsTNJSzZ0HYex7C6fuU​​​

  40. 143

    ชีวิตและความตาย Group Sitting 2025-03-02

    เมื่อความจริงทั้งหลายปรากฏ สิ่งปรุงแต่งก็ดับลงใครมารู้เช่นนี้ รูเห็นเช่นนี้ ผู้นั้นคือผู้แจ่มแจ้งในวิปัสสนา​ชีวิตและความตาย ไม่ได้ห่างไกล ไม่ได้ยาวนาน ไม่ได้ต้องรอว่าความตายจะกินเวลาอีกนานเท่าไหร่ องค์ความรู้วิปัสสนานั้นจะทําให้ผู้ปฏิบัติเข้าไปเห็นแจ้งประจักษ์ชัดว่าแท้จริงชีวิตนั้นมันเกิดและตายอยู่ทุกขณะ ​ด้วยองค์ความรู้นี้ ด้วยการประจักษ์แจ้งเช่นนี้ จะทําให้ความหวั่นไหว ความกลัว ความกังวลอันนำมาซึ่งความทุกข์ อันนํามาซึ่งภัย ​เรากําลังหนีภัยอยู่หนีเป็นไหม พ้นภัยรึยัง พ้นทุกข์หรือยัง ภัยนั้นนํามาซึ่งความทุกข์ในนัยยะต่างๆ แจ่มแจ้งขณะนี้ ก็พ้นขณะนี้ ดับได้ขณะนี้​กําลังสมาธิมากขึ้น ก็ดับทุกข์ได้มากขึ้น นานขึ้น จนกระทั่งว่าไปถึงการดับรอบถึงมัคคญาณคือการบรรลุธรรมแต่ละขั้น อันนั้นดับรอบจริง ๆ อันใดที่ดับไปแล้วพร้อมกับมัคคญานสิ่งร้อยรัดไม่ว่าเราจะอยู่นอกสมาธิในสมาธิจะไม่มารบกวนจิตอีก ดับแล้วดับไปเลย ​นั่นคือเหตุผลว่าในสังสารวัฏนี้ของจิตดวงหนึ่ง มัคคญาณใดที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะอะไร เพราะมัคคญาณนี้ทําหน้าที่ประหาร ดับซึ่งสิ่งร้อยรัด ซึ่งมี10ตัว ได้โดยสมุจเฉท ได้โดยสิ้นเชิง ได้โดยถาวร ​เมื่อภารกิจหน้าที่ในการดับตัวร้อยรัดนี้หมดสิ้นแล้วมัคคญาณนั้นถึงไม่ปรากฏอีกไง ​--- ปิยทัสสี ภิกขุ ---ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 02-03-2025

  41. 142

    ความคิดไม่ใช่อุปสรรคของสมาธิ Group Sitting 2025-02-23

    ความคิดที่ไม่เป็นอุปสรรคของการภาวนา นั่นหมายถึงจะต้องเป็นความคิดที่สอดคล้องกับกฏแห่งไตรลักษณ์โดยเฉพาะอนิจจังนะ ​ความคิดใดที่สอดคล้องกับกฏแห่งไตรลักษณ์ ความคิดนั้นก็เป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นว่านี่คือทุกข์นี่คือเหตุแห่งทุกข์รู้เห็นเช่นนี้ เหตุแห่งทุกข์ก็ดับไป ​เสพคุ้นกับองค์ความรู้ นั้นก็คือมัคคปฏิปทาที่กําลังดําเนินอยู่ ​จนกระทั่งว่ามัคคปฏิปทาสมาธิและวิปัสสนาที่กำลังเดินอยู่มีกําลังสูงสุดระดับโพชฌงค์องค์แห่งการตรัสรู้ นั่นคือเข้าไปสู่การดับรอบของรูปนาม ​ --- ปิยทัสสี ภิกขุ ---ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน#เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตนGroup Sitting 23-02-2025​​Thoughts that do not become obstacles to meditation must be thoughts that are in harmony with the Law of the Three Characteristics, especially the principle of impermanence. ​Any thought that aligns with the Law of the Three Characteristics is right view (sammā diṭṭhi).Seeing that "this is suffering, this is the cause of suffering" - when one perceives in this manner, the cause of suffering dissolves. ​Becoming familiar with this body of knowledge is the path (magga paṭipadā) that is being traversed, until the path, concentration (samādhi), and insight (vipassanā) being practiced reach their ultimate power at the level of the awakening factors (bojjhaṅga).This is entering the complete cessation of name and form.​​Ven Narasapa Piyadassi===================

  42. 141

    ปฏิบัติบูชา มาฆบูชา Group Sitting 2025-02-09

    สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ของมาฆบูชามาฆบูชารําลึก วันที่ 12 ที่จะถึงนี้ถือโอกาสนี้ได้มาปรารภการปฏิบัติธรรมน้อมการปฏิบัติบูชาเนื่องในวัน มาฆบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงพระพุทธองค์และเหล่าพระอรหันต์ ๑๒๕๐ รูปสัพพะปาปัสสะ อะกะระณังกุสะลัสสูปะสัมปะทาสะจิตตะปะริโยทะปะนังเอตัง พุทธานะสาสะนัง ความไม่ทำบาปทั้งปวงความบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

  43. 140

    ปฏิปทาการเดินทางสู่การสิ้นสุดของกาลเวลา Group Sitting 2025-02-02

    การอุบัติขึ้น การดำรงอยู่และการเสื่อมสลายไป ของโลกสสารพลังงาน ทุกปรากฏการณ์ในจักรวาล ล้วนตกอยู่ภายใต้ขอบเขตของเวลา ​ ​ ​ มิติของสสารและพลังงานที่จิตเข้าไปตั้ง อิงอาศัยอยู่เรียกว่า สั ง ส า ร วั ฏ ​ ​ ​ ไม่มีใครล่วงรู้ ว่ายุคกาลสมัยใด ของจักรวาลที่จิตเริ่มต้นมาท่องเที่ยวและตั้งรกรากปักฐานในสังสารวัฏนี้ ​ ​ ​ "ยุคกาลอวสานของจักรวาลเป็นเช่นใด คงไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่า "วงจรของสังสารวัฏจักยุติการหมุนวนและสิ้นสุดลงได้อย่างไร” ​ ​ ​ แรงเหวี่ยง(แรงผลัก) ออกจากจุดศูนย์กลางทำให้เกิดการเคลื่อน แรงดึงเข้าหาจุดศูนย์กลางก็ทำกิจ รึงรัด ดึงดูดมวลทั้งปวงไว้ ​ ​ ​ เมื่อแรงทั้งสองทำกิจร่วมกัน นั่นคือวัฏจักรของดวงดาว จิตที่มีอวิชชาก็ขับเคลื่อนไปในวัฏจักรแห่งภพ(สังสารวัฏ) ด้วยแรงดึงดูด(ความพึงพอใจ) และแรงผลัก เหวี่ยงออกไป(ความไม่พึงพอใจ) ​ ​ ​ หากแรงทั้งสองขั้วถึงวาระดับสลาย มวลของดวงดาวและสังสารวัฏก็มาถึง ก า ล อ ว ส า น ​ ​ ​ มีหลากหลายเส้นทางให้เลือก แต่เส้นทางเหล่านั้นมักนำเราไปหลงเวียนวนอยู่ในวัฏจักรของดวงดาวและสังสารวัฏ ​ ​ ​ มัชฌิมาปฏิปทาคือเส้นทาง ที่นำจิตไปสู่ความเป็นกลาง ในโลกสสารพลังงานนำจิตไปสู่ความเป็นกลางในมิติของกาลเวลา ​ ​ ​ เมื่อภาวะความเป็นกลางของจิต มีกำลังมาก แรงพึงพอใจ(อภิชฌา)และแรงไม่พึงพอใจ(โทมนัส) ก็ถึงวาระดับสลาย วัฏจักรของเวลาและสังสารวัฏก็มาถึง ก า ล อ ว ส า น ​ ​ ​ หนังสือเล่มนี้จักทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกัลยาณมิตร ร่วมเดินทางไปกับท่าน โดยเริ่มต้นที่จุดขอบของเวลา เข้าไปสู่จุดศูนย์กลางของเวลา และจุดสุดท้าย คือจุดสิ้นสุดของเวลา . .​ ​ ​ บนเส้นทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา คุณพร้อมสำหรับการเดินทางหรือยัง . . . ​ ​ ​ ​ ​ ปิยทัสสี ภิกขุ วัดใหม่มอวาคี แม่วาง เชียงใหม่ เพ็ญเดือน ๑๒, พ.ศ. ๒๕๖๓

  44. 139

    เพ่งอารมณ์ พิจารณาอารมณ์ องค์ธรรม 2 ประการ เพื่อความก้าวหน้าบนเส้นทางการปฏิบัติธรรม Group Sitting 2025-01-26

    ผู้ปฏิบัติถามว่า ถ้าจิตไปเพ่งอารมณ์ ไปเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์แล้วเนี่ย เพ่งเพียรนะ มิใช่เพ่งด้วยอภิชฌาวิสมโลภะ การเพ่งแบบนั้นไม่ใช่เพ่งแบบมัคคปฏิปทา นี้เรียกว่าเพ่งเพียรมีตบะ มีตัวอาตาปี อาตาปีนี้ก็คือการเพ่งเพียร ​ อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง อย่างเราอยู่กับการเคลื่อนของลมหายใจ นั่นเรียกว่าเพ่งเพียร ถ้าจิตเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์ที่เพ่งนะ ความเป็นหนึ่งมันเกิดขึ้นโดยตัวของมันเอง ​ นั่นเรียกว่าอารมณ์สมถะ อารมณ์สมาธิ ก็มีผู้ปฏิบัติสงสัยว่า ถ้าจิตยังไม่เป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์ ความเป็นหนึ่งที่เกิดขึ้นเองยังไม่ปรากฏ ภาวะความเป็นหนึ่งที่เกิดขึ้นเองยังไม่ปรากฏ ภาวะความเป็นหนึ่งการไปเพ่งตามฐานต่าง ๆ เกิดจากเจตจํานงของเราเอง สามารถเจริญปัญญาได้มั้ย "ได้" ​ เราอย่าลืมนะ วิปัสสนาสามารถเจริญได้ทั้งกามภูมิและรูปภูมิ กามสัญญา รูปสัญญาและอรูปสัญญาอีก 3 ขั้นเบื้องต้น นี้คือกำลังวิปัสสนา นําหน้าสมถะ ​ เราอย่าลืมนะ ช่องทางการบรรลุนิพพาน ย่อมอาศัยกําลังของสมาธิและวิปัสสนาควบคู่กันไป ​ กําลังสมาธิหรือสมถะ จริตบางท่านก็มีสมถะนําหน้า วิปัสสนาตามหลัง บางท่านก็มีวิปัสสนานําหน้า สมถะตามหลัง จริตบางท่านก็ท่านทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป ​ ให้เราเข้าไปอ่านใน สมถะนําหน้าวิปัสสนา วิปัสสนานําหน้าสมถะ ทั้งสมถะหรือวิปัสสนาควบคู่กันไป นั่นเป็นนัยยะอย่างไร ​ ผู้ที่มีกําลังสมถะน้อย มีปัญญามาก พึงเข้าไปใกล้ชิด พึงเข้าไปหาผู้มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว แล้วเข้าไปถามว่า ควรดํารงจิตอย่างไร ให้ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ ​ แต่ผู้ที่มีสมาธิแล้ว กําลังปัญญาอ่อน วิปัสสนาอ่อน พึงเข้าไปใกล้กับผู้ที่มีวิปัสสนา มีปัญญา แล้วเข้าไปถามว่า จิตนี้ควรพิจารณาอารมณ์อย่างไร เห็นแจ้งชัดในอารมณ์อย่างไร จะเป็นอย่างนี้ ​ เมื่อเข้าไปเสพคุ้นแล้ว ซึ่งความเป็นหนึ่งของอารมณ์ และเห็นการเกิดดับ เห็นคุณสมบัติของอารมณ์ อันนิยามว่าวิปัสสนาแล้ว ​ เมื่อกําลังอินทรีย์ทั้งสมาธิและวิปัสสนา สมถะวิปัสสนามีกําลังระดับหนึ่ง มีกําลังในระดับโพชฌงค์ องค์แห่งการตรัสรู้ ​ นั่นแหละสําคัญนักล่ะ กระบวนของมัคคญาณก็ปรากฏ มัคคญาณคือบรรลุถึงวิมุตติ ​ พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี =========== Group Sitting 26-01-2025 ศูนย์วิปัสสนา วัดถ้ำดอยโตน #เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน ​

  45. 138

    อรรถกถา ยุคปี2000 Group Sitting 2025-01-19

    ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 22 กรกฎาปี 64 อะไรเกิดขึ้นด้วย ​ ใจนะ ใจนี้ยังมีบทบาทในการรับรู้อยู่ ใจจะเป็นจุดศูนย์รวมของการรับรู้ในฝ่ายของอกุศล ความเศร้าหมอง กิเลสอวิชชาตัณหาอุปาทานนะ เวลาที่จิตไปรับรู้อารมณ์ว่ามีอวิชชาตัณหาอุปาทานเข้าเกิดร่วม ความรู้สึกจะถูกดึงถูกหน่วงไปที่หัวใจ ​ แต่เมื่อใดที่จิตประกอบกับกุศล ในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกจะอยู่ที่กึ่งกลางสมอง ซึ่งในมีหลายคลิปนะที่พระอาจารย์ให้ผู้ปฏิบัติมีการทดสอบ มีการเทสมีการพิสูจน์ด้วยตัวเราเอง เป็นเช่นนั้นจริงด้วย ​ เมื่อเราน้อมนึกถึงกุศลธรรม คุณความดีฐานะบารมีการเสียสละนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า หรือว่าน้อมจิตหยั่งลงสู่ไตรลักษณ์ อนิจจังทุกขังอนัตตา ความรู้สึกจะรวมศูนย์ที่กึ่งกลางสมอง แต่ถ้าเมื่อใด ลองเทสดูได้นะเมื่อเรานึกถึงอารมณ์อกุศล ​ อันเป็นอารมณ์ที่ทําให้จิตเราเศร้าหมอง เป็นความรักความชังความผูกพันธ์ การได้มาเสียไปความวิตกกังวลอะไรต่างต่างน่ะ ความรู้สึกมันจะหน่วงไปที่หัวใจทันที อันนี้ไม่ไม่ต้องรอระดับสมาธิผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสได้ ด้วยประสบการณ์ง่ายๆ ​ ส่วนกึ่งกลางสมองนั้นจะเป็นจุดศูนย์รวม ของกุศลธรรมทั้งปวงในการรับรู้อารมณ์ เมื่อใดที่จิตรับรู้อารมณ์ ที่ประกอบด้วยกุศลธรรมด้วยปัญญา ​ เมื่อพูดแล้วกลับมาที่ธรรมจักร เมื่อธรรมจักรปรากฏจะเป็น ๖ วงใช่ไหมก็คือ ๖ ดวง แต่ว่าเกิดขึ้นทีละดวง จากวงกลมของ ๖ วงเหลืออยู่วงเดียว ก็คือตัวธรรมารมณ์กับกึ่งกลางสมอง ซึ่งเมื่อก่อนนั้นก็เรียกว่าเหลืออยู่เฉพาะธรรมารมณ์กับใจ แล้ววงกลมของธรรมารมณ์จะหมุนเร็วขึ้นเร็วขึ้น แล้วกาลอวสาน การสิ้นสุดของวงกลมหรือว่าธรรมจักรก็ดับไป ​ ดับไปปุ้บวิมุตติญานทัสสนะก็ปรากฏนะ ที่เกี่ยวกับว่าเป็นชาติสุดท้าย เป็นภพสุดท้าย ภพใหม่ไม่มี ประมาณนี้ อันนี้ก็จะเป็นอรรถกถา ​ เพื่อชี้แจงเพื่อมาทําความกระจ่างชัดว่า เอ๊ะไม่มีในพระไตรปิฏก บัญญัติในสิ่งที่พระองค์พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติขึ้น จะเป็นบาปกรรมไหม ก็มีทัศนคติต่างๆกันไป ​ เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น ไม่เป็นการกล่าวตู่หรือว่าไม่เป็นวจีกรรม กับผู้ที่เข้ามารู้ มาเห็น เข้ามาเสพสื่อ เข้ามามีโอกาส ได้ได้ยินได้ฟังแบบนั้น ก็อ๋อนี่ก็ขอให้พวกเรา ผู้เดินทางอยู่ ที่ได้เข้ามาศึกษาองค์ความรู้เหล่านี้ ที่พระอาจารย์มาแบ่งปันนี้ก็เป็นหนึ่งใน "อรรถกถา" -------- ​ ขอบเขตการรับรู้ของจิตนี้ จะอยู่ในขอบเขตของกายหรือว่าของรูปขันธ์ ​ เพราะฉะนั้นพระองค์ท่านถึงบัญญัติศัพท์อีกตัวหนึ่งว่า รูปสัญญา ตามให้ทันนะ รูปสัญญา นั่นหมายถึงว่าใครก็ตามที่มีประสบการณ์ เวลาตัวเองเข้าสมาธิ ขณิกะ อุปจาระ อัปปนาแล้วเนี่ย มันเวิ้งว้าง มันเป็นว่างเปล่าไร้จุดหมาย ไม่มีที่ตั้งของกายเหมือนกับว่างเปล่า ​ ไม่มีกายไม่มีความรู้สึกทางกายเลย แบบนี้แสดงว่าไม่ใช่นะ ไม่ใช่ฌานจิต ไม่ใช่รูปสัญญา เพราะรูปสัญญา สัญญาการรับรู้จะต้องอยู่ในขอบเขตของรูป ​ คือต้องอยู่ในขอบเขตของกายนี้ ของรูปขันธ์นี้ พึงทําความเข้าใจและระมัดระวังให้มาก ความเข้าใจกับสาภาวะ ​ รูปสัญญาเริ่มต้นตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และฌานจิตทั้ง ๔ ขั้น ข้างบน หนึ่ง สอง สาม สี่นี่ คำว่าขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ นิยามคำสามคํานี้ไม่มีในพระสูตรนะ นั่นแสดงว่าเป็นอรรถกถาเหมือนกัน ​ พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี =========== "อรรถถถา ยุคปี๒๐๐๐" Group Sitting 19-01-2025 ศูนย์วิปัสสนา วัดถ้ำดอยโตน #เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน ​ ​

  46. 137

    สันตติของรูปและนามสิ้นสุดลง Group Sitting 2024-01-12

    จากจุดที่ว่าเห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นการเกิดการดับของรูปและนาม จะเคลื่อนจากหยาบไปละเอียด เรียกว่าเคลื่อนจากกามสัญญาไปสู่รูปสัญญา อรูปสัญญา และเคลื่อนจากโลกียะไปสู่โลกุตตระ มันเคลื่อนไปเองนะ ​ ภารกิจของเราก็คือเห็นการเคลื่อน ผู้ใดเห็นการเคลื่อนของรูปและนามในปัจจุบันขณะ ผู้นั้นชื่อว่าเห็นซึ่งความเกิดและความดับ กัลยาณมิตร คุรุอาจารย์ส่งเราถึงแค่นี้ ​ เมื่อประจักษ์ชัดซึ่งความเกิดและความดับ ทุกคนต้องดําเนินไปเอง ต้องเดินทางไปโดยลําพัง หมดหน้าที่ของกัลยาณมิตรแล้ว ​ เกิดแล้วก็ดับ ดับไปแล้วก็มีภาวะเกิด มาสืบต่อแล้วก็ดับไป ความสืบต่อนี้ เรียกว่าสันตติ ของความเกิดและความดับ ไหลเป็นสายๆ ​ เมื่อใดที่สันตติขาดไป ไม่มีความสืบต่อแล้ว ซึ่งดับไปนี่จะสิ้นสุดลงตรงที่ความดับ นิยามว่าดับสุดท้าย ไม่มีความเกิดมาสืบต่อ เมื่อสายธารแห่งความสืบต่อ(สันตติ) สิ้นสุดลง นั่นคือการสิ้นสุดการเดินทาง ​ เมื่อไม่เกิดจะดับได้อย่างไร สภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับน่ะนิพพาน ​ ปิยทัสสี ภิกขุ ============ นำนั่งปฏิบัติกลุ่ม Group Sitting 12-01-2025 ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน

  47. 136

    ขณะหลับจิตอยู่ที่ไหน Group Sitting 2025-01-05

    อีกประเด็นนึงก็คือความคิด ในชีวิตประจําวันเราใช้ความคิด ถึงเรานิยามว่ามีจิตอยู่ ก็เพราะว่าความคิดมันทํางาน ความคิดนี่อาศัยอะไร อาศัยสัญญาความจำ ความคิดคือผลิตผลของความจํา แล้วในหมวดแห่งการหลับ ประสาทสัมผัสในส่วนของความจํามันหยุดการทํางาน อย่าลืมนะพระอาจารย์ บอกอุบายวิธีหลายครั้งแล้วว่า ​ ใน 5 นาทีสุดท้ายก่อนที่จิตจะเคลื่อนเข้าสู่โหมดแห่งการหลับอย่างจริงจัง อารมณ์ที่จิตรับรู้จะเป็นอารมณ์อดีตทั้งหมด ไม่ใช่อารมณ์อนาคตนะ อดีตก็มันก็จะน้อยลงเบาบางลง น้อยลงเบาลง จนกระทั่งว่าสัญญาความจําสุดท้ายหายไป การรับรู้ของจิตก็หายไปด้วยนั่นก็คือเรานิยามว่าความหลับ ทั้งเจ้าของคําถามก็ถามว่า พอเขาตื่นขึ้นมาเขาก็รู้สึกมีคําถามว่าเอ๊ะในช่วงที่ฉันหลับนะ ​ ตัวฉันแล้วจิตของเขามันอยู่ที่ไหน มันน่ากลัวมากนะเราอยู่กับความไม่รู้ ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่ามันมีตัวเราอีกมีจิตอีก อันนี้ก็เอาง่ายง่ายก็คือสัญญาเมื่อใดที่ประสาทสัมผัสส่วนของความจำหยุดการทํางานเมื่อนั้น จิตก็หยั่งลงสู่ความหลับ อันนี้หมายถึงผู้ที่ยัง ไม่ถึงการปฏิบัติธรรมขั้นสูงนะ ​ เราอย่าลืมนะในโลกียะ การรับรู้ของจิตมีองค์ประกอบสองอย่างคือความจําและความรู้สึก ก็คือสัญญาและเวทนานั่นเอง คําว่าสัญญาตัวนี้หยุดการทํางานซึ่งเป็นส่วนประสาทสัมผัส ให้อิงประสาทในส่วนของบริเวณสมองนั่นแหละ ในส่วนของความทรงจํามันหยุดทํางาน จิตหยั่งลงสู่ความหลับ {หยั่งลงในอวิชชา} นี้ประเด็นหนึ่งนะ ​ ----- ​ บุคคลผู้เข้าถึง สภาวะขั้นสูงสุด บนเส้นทางของการภาวนา บุคคลนั้นเมื่อดํารงจิตได้โดยสมบูรณ์ใน อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ​ อย่าลืมนะนิพพานธาตุมีสองอย่าง สอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน ทั้งสองนิพพานนี้เป็นนิพพานของ ของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ตายแล้วนะ ​ ผู้ที่ดํารงจิตได้โดยสมบูรณ์คือ ผู้เข้าถึงอยู่ อิงอาศัยอยู่ ในระดับอนุปาทิเสสนิพพาน ผู้นั้นจะไม่หยั่งลงสู่ความหลับ ​ ที่อาจารย์บางท่านใช้คําว่าเป็นผู้มีราตรีหนึ่ง คือผู้มีราตรีเดียว เป็นผู้มีราตรีอันเจริญแล้ว ปิยทัสสี ภิกขุ ============ นำนั่งปฏิบัติกลุ่ม Group Sitting 05-01-2025 ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน

  48. 135

    ปฏิบัติธรรมต้อนรับศักราชใหม่ 2568 Group Sitting 2024-12-29

    พระอาจารย์ในนามประธานสงฆ์ ขออนุโมทนา ในกุศลเจตนาที่พวกเราทั้งหลายได้ร่วมกันเสียสละเวลา มาหยั่งรู้ในการปฏิบัติบูชาในกาลครั้งนี้ พระอาจารย์ในนามประธานสงฆ์ ขออวยพรให้ผู้ปฏิบัติทุกท่าน เนื่องในวันเทศกาลปีใหม่วาระโอกาสนี้ สิ่งใดภาระใดอันเป็นความเศร้าหมอง อันเป็นการยึดการติด จากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รู้ไม่เท่าทัน คือตัวอวิชชา ขอให้พละแห่งความรู้แจ้ง ปัญญาญาณที่เราสั่งสมมา จงตั้งมั่นในขันธสันดาน ในโอกาสวาระสำคัญนี้ ความแจ่มแจ้งในอริยสัจจธรรมอันใด ที่เหล่าพระอริยเจ้าท่านได้เข้าถึงแล้ว ท่านพ้นไปแล้วจากทุกข์ และเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ขอให้พวกเราทั้งหลายที่เดินบนเส้นทางในมัคคปฏิปทานี้ จงมีโอกาสแจ่มแจ้ง จงมีโอกาสเข้าถึง กับสภาวะการหลุดไป พ้นไปจากเหตุแห่งทุกข์ และกองทุกข์ทั้งปวง ในปัจจุบันชาตินี้ โดยทั่วกันทุกท่าน เทอญฯ ปิยทัสสี ภิกขุ ============ นำนั่งปฏิบัติกลุ่ม Group Sitting 29-12-2024 ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน

  49. 134

    อุปสรรคของสมาธิ และอุบายวิธีข้ามพ้นอุปสรรค Group Sitting 2024-12-22

    คำถาม เราจะข้ามพ้นอุปสรรคของการภาวนาได้อย่างไร สภาวะการรู้เห็น สภาวะเข้าไปรับรู้อารมณ์หนึ่งใดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงนั่นคือปรุงแต่งละ พอเห็นปุ๊บซึ่งการปรุงแต่งมันจะกลับมาที่ความเป็นกลางทันที สภาวะที่ปรุงแต่งนั่นคือการไม่เป็นกลางนะ พระอาจารย์จึงย้ำอยู่เสมอว่า จงเข้าไปรับรู้สภาวะที่ไม่เป็นกลางเพื่อเข้าไปสู่ความเป็นกลางนั่นแหละ --- ปุจฉา :แต่ทีนี้พอพระอาจารย์ให้ดูลมจากตรงนี้มันก็ดูได้ แต่ว่ามันเห็นอย่างอื่นชัดกว่าลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนของปราณแล้วก็การที่จักระจุดต่าง ๆ ทุกจักระมันมีความเคลื่อนไหว ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ของปราณในช่องลมปราณทั้ง 3 ช่อง แล้วก็จักกระเนี่ยมันชัดมากชัดกว่าลม พอมันชัดกว่าลมคําถามก็คือ ​ ก็ดูสลับกันระหว่างลมกับสภาวะพวกนี้หรือว่าอย่าไปสนใจสภาวะพวกนี้เอาแต่ลมที่มันเห็นได้ยากกว่า ​ ให้ทําอย่างไรดี ? ​ ​ วิสัชนา : มันรับรู้ทั้งสองส่วนอยู่แล้วเพียงแต่ว่าหลักหลักก็คือ ให้เห็นการเคลื่อนของลม การเกิดการดับของลมอันนี้เป็นหลักอยู่แล้ว เราจะไปปิดกั้นไม่ให้ไปรับรู้สภาวะ ​ ที่ในมหาสถิติปัฏฐานที่ว่าเห็นซึ่งกาย เห็นสภาวะการเกิดดับที่เนื่องด้วยกาย ​ เห็นการเกิดดับของเวทนา ​ เห็นการเกิดดับของสภาวธรรมที่เนื่องด้วยเวทนานะ มันเนื่องด้วย มันเกิดพร้อมมันอิงอาศัย มันประกอบกับการเกิดดับของลมหายใจละ ​ ย่อมเป็นผู้รู้พร้อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับ เราจะไม่ไปปิดกั้นหรือเราจะไม่นิยามว่าจะรู้ทั้งสองส่วนอะไรเหล่านี้ มันรู้ของมันเองนะ ​ มันรู้ของมันเอง มันจะชําเลืองมันจะเป็นการเพ่ง ในตัวเพ่งตัวเพ่งเพียรนะ ไม่ใช่เพ่งอภิชฌา เพ่งเพียรจุดที่โฟกัสน่ะ ก็ต้องอยู่ที่ลมอยู่แล้วเป็นหลัก ไม่ต้องไปกังวลว่าองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดดับของลมจะเลือนหายไป หรือจะแผ่วลง ไม่ต้องกังวล ​ มันจะชัดขึ้นแและชัดขึ้น เมื่อชัดแล้วอย่าให้ความกังวลหนึ่งใดเข้ามาแทรก หากเข้ามาแทรกแล้วจงคลี่คลายมันให้ได้ เอ๊ะมันเป็นเพียงความเกิดและความดับ อยู่ตรงนี้นะอยู่กับความชัดของลมหายใจนี่นะ ​ ​ อันนี้อาจจะมีจิตอีกดวงหนึ่ง อาจจะมีเจตสิกอีกอันนึงสงสัยอีกแล้ว ยังอยู่อย่างนี้มันอาจจะไม่ได้อะไร ฉันอยากจะไปอยู่กับสภาวะธรรม ที่มันเกิดที่มันดับ ที่เนื่องด้วยกายเนื่องด้วยลม ก็ไปเลย ใครห้ามล่ะ อยากจะรู้อยากจะเห็นอยากพิสูจน์ใช่ไหมล่ะ ไปเลยไม่ต้องอยู่กับลมแล้ว ​ มันจะได้ข้ามพ้นความสงสัยสักที ก็เราปฎิบัติแล้วเรารู้เราเห็นเองสัมผัสเอง เราเป็นผู้เดินบนเส้นทางนี้ เอาเลยประสบการณ์อยู่กับลมเป็นอย่างงี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอยู่กับลมอย่างนี้แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง ​ เมื่ออยู่กับลมแล้วมีสภาวะการเกิดดับของบางสภาวะมันชัด ไม่อยู่แล้วลม ! มาอยู่กับสิ่งนั้นและผลมันเป็นยังไงไม่ต้องสงสัย ​ นั่นคือการเรียนรู้นี่คือการปฏิบัตินี่คือการเดินทางบนเส้นทางอย่างมัคคะ เอาประสบการณ์เอาสภาวะเอาความจริง มาพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วการรู้แจ้งเห็นจริงกับสภาวะธรรม ที่ปรากฏแจ่มแจ้งตรงตามความเป็นจริง จะแจ่มแจ้งกับเราอย่างอย่างแน่นอน ​ ​ "อุปสรรคของสมาธิ และอุบายวิธีข้ามพ้นอุปสรรค" พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี Group Sitting 22-12-2024 ศูนย์วิปัสสนา วัดถ้ำดอยโตน #เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน

  50. 133

Type above to search every episode's transcript for a word or phrase. Matches are scoped to this podcast.

Searching…

No matches for "" in this podcast's transcripts.

Showing of matches

No topics indexed yet for this podcast.

Loading reviews...

ABOUT THIS SHOW

นำนั่งสมาธิปฏิบัติภาวนา ธรรมบรรยาย ปุจฉา วิสัชนาโดย พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี

HOSTED BY

Mowakee Forest

URL copied to clipboard!