PODCAST · religion
การปฏิบัติธรรมตามหลักวิชชาธรรมกาย
by เว็บไซต์ Luangpusodh.com
ศูนย์รวมคลังเสียงพระธรรมเทศนา บรรจุหลักธรรมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และคู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนววิชชาธรรมกาย รวบรวมเสียงนำนั่งเจริญภาวนาตั้งแต่ระดับเบื้องต้น กลาง และสูง อันทรงคุณค่าจากพระมหาเถระผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย ได้แก่ พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ, พระราชพรหมเถร วิ. (วีระ คณุตฺตโม) หลวงปู่วีระ และพระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล) หลวงป๋า เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางให้สาธุชนได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง นำไปสู่ความสงบสว่างแห่งจิตใจ ศึกษาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมและดาวน์โหลดหนังสือคู่มือการศึกษาตามแนวทางปฏิบัติวิชชาธรรมกาย ได้ที่ Luangpusodh.com
-
125
31. หลักปฏิบัติวิชชาธรรมกาย จุดประสงค์สมถวิปัสสนาเบื้องกลาง และการเตรียมความพร้อมสู่วิชชาชั้นสูงเพื่อสะสางธาตุธรรม
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการอธิบายจุดประสงค์ของการเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐานเบื้องกลางถึงเบื้องสูง โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:การพิจารณาสังขารธรรมและภพภูมิ: การรู้เห็น "ปุญญาภิสังขาร", "อปุญญาภิสังขาร" และ "อเนญชาภิสังขาร"กฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด: เบื้องหลังของการกระทำด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน และผลแห่งกรรมการเปลี่ยนภพภูมิของสัตว์โลก: การพ้นวิบากกรรมของเปรตสู่มนุษย์หรือเทวโลกด้วยการรับศีลและอนุโมทนาบุญการเจริญวิปัสสนาปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4: การพิจารณาไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)การเข้าถึง "วิสังขาร" (พระนิพพาน): สภาวะแห่งอมตธรรม บรมสุข และการรู้แจ้ง "อริยสัจ 4"ความหมายและเป้าหมายของ "สมถกรรมฐาน": การรวมความ เห็น จำ คิด รู้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7ลำดับการเกิดนิมิตและอารมณ์ฌาน: การดำเนินจิตผ่าน บริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต สู่ ปฏิภาคนิมิต และ วิตก วิจารการกำจัด "กิเลสนิวรณ์ 5" ด้วยองค์ฌาน: การประหาร ถีนมิทธะ วิจิกิจฉา พยาบาท อุทธัจจกุกกุจจะ และกามฉันทะการเจริญสมาบัติ 8 และการเกิด "พุทธจักขุ": การเจริญสมาบัติโดยอนุโลมและปฏิโลม เพื่อรู้แจ้งสังขารและวิสังขารการดำเนินจิตควบคู่ทั้งสมถะและวิปัสสนา: การอาศัยญาณของธรรมกายพิจารณาสามัญญลักษณะของสัตว์โลกในภพ 3ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่า การที่ผู้ปฏิบัติใช้ญาณทัสสนะตรวจดูนรก สวรรค์ และพรหมโลกนั้น ก็เพื่อให้เห็นถึง "ความปรุงแต่งของสัตว์โลก" (สังขาร) ด้วยตนเองว่า สัตว์โลกล้วนถูกปรุงแต่งด้วยกรรม ได้แก่:ปุญญาภิสังขาร: กรรมดี หรือ "บุญกุศล" (ทาน ศีล ภาวนา) ที่ปรุงแต่งให้ไปเกิดในสุคติภพ ได้รับความสุขความเจริญเป็นมนุษย์ หรือเทพบุตรเทพธิดาในเทวโลกอปุญญาภิสังขาร: กรรมชั่ว หรือ "บาปอกุศล" ที่มีเบื้องหลังคือ "กิเลส ตัณหา อุปาทาน ดลจิตดลใจให้ประพฤติปฏิบัติตามอำนาจของมัน" ปรุงแต่งให้ไปอุบัติในทุคติภพ เป็นเปรต สัตว์นรก อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉานอเนญชาภิสังขาร: การปรุงแต่งด้วยกรรมดีที่ละเอียดประณีต คือ "ฌานสมาบัติที่ไม่หวั่นไหว" ส่งผลให้ไปอุบัติในชั้นรูปพรหมและอรูปพรหมสิ่งเหล่านี้สะท้อนกฎแห่งกรรมว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" สังขารทั้งปวงล้วนตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือเป็น "อนิจจัง" ไม่เที่ยง ต้องแปรผันตามเหตุปัจจัย, เป็น "ทุกขัง" ใครยึดมั่นถือมั่นย่อมเป็นทุกข์, และเป็น "อนัตตา" คือ "หมดสภาพเดิมของมันไป ไม่ใช่ตัวตนที่เรายึดถือได้"ผู้บรรยายได้ยกตัวอย่างประจักษ์พยานของการแปรสภาพ (อนิจจัง) โดยให้พิจารณา "เปรต" ที่สามารถพ้นวิบากกรรมได้เมื่อรับศีล ไตรสรณคมน์ และ "อนุโมทนาส่วนบุญ" ที่ผู้ปฏิบัติอุทิศให้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นเปรต... ค่อยๆ โตและใสขึ้น" แล้วเปลี่ยนสภาพไปเป็นกายมนุษย์หรือทิพย์กายได้ตามกรรม การยกธรรมชาติขึ้นพิจารณาเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ เรียกว่า "วิปัสสนาปัญญา" หรือ "อนุวิปัสสนา" ซึ่งจัดเป็นหมวด กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา (สติปัฏฐาน 4)เมื่อเจริญวิปัสสนาจนรู้เท่าทันสังขารธรรมแล้ว จะเป็นพื้นฐานให้ใจดำเนินเข้าสู่ "วิสังขาร คือพระนิพพาน" ซึ่งเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ "ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง และจึงมีสภาพเที่ยง" พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่ประทับในนิพพานนั้นเสวยบรมสุข ดังพุทธพจน์ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" และมีสภาวะสถิตยั่งยืนไม่ต้องตาย เป็น "อมตธรรม" การเข้าถึงสภาวะนี้ด้วยธรรมกาย จะทำให้ "รู้แจ้งแทงตลอดในความจริงอย่างประเสริฐ" คือ "อริยสัจ 4" (ทุกขสัจจะ, สมุทัยสัจจะ, นิโรธสัจจะ, และมัคคสัจจะ) อันเป็น "โลกุตตรปัญญา เป็นโลกุตตรวิปัสสนาตัวจริง"ผู้บรรยายได้ย้อนกลับมาสรุปพื้นฐานสำคัญว่า วิปัสสนาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจาก "สมถกรรมฐาน" กลไกการหยุดใจ ต้องอาศัย "บริกรรมนิมิต" ลำดับของการเห็นนิมิตจะพัฒนาจาก "บริกรรมนิมิต" (นึกเห็นในความคิด) สู่ "อุคคหนิมิต" (เห็นดวงใสได้ชั่วคราว) และเมื่อหยุดนิ่งสนิทถาวร ย่อขยายได้ตามปรารถนา จะกลายเป็น "ปฏิภาคนิมิต"เมื่อจิตเกาะนิมิตได้ เรียกว่าเกิดอารมณ์ "วิตก" (ตรึก) และเมื่อประคองนิมิตได้นาน เรียกว่าเกิด "วิจาร" (ตรอง) ตามมาด้วย "ปีติ สุข เอกัคคตา" การยกจิตขึ้นสู่ปฐมฌานนี้ มีผลสำคัญคือสามารถ "กำจัดกิเลสนิวรณ์ เครื่องกั้นปัญญา 5 อย่าง ให้หมดสิ้นไป" ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตละเอียดขึ้นไปผ่าน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไปจนถึงอรูปฌานทั้ง 4 โดยการเข้าออก "สมาบัติ 8 โดยอนุโลมและปฏิโลม" เพื่อชำระธาตุธรรมให้ผ่องใส เมื่อใจบริสุทธิ์เต็มที่ จะเกิด ทิพพจักขุ ทิพพโสต พัฒนาเป็น สมันตจักขุ ปัญญาจักขุ และบรรลุถึง "พุทธจักขุ" (ตาของพระธรรมกาย) ซึ่งใช้สำหรับ "รู้แจ้งในสังขารธรรม และวิสังขาร" อันเป็นการผสานสมถะและวิปัสสนาเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อการหลุดพ้นอย่างแท้จริง
-
124
30. บรรยายสรุปหลักปฏิบัติวิชชาธรรมกายชั้นกลาง จากสมถวิปัสสนาสู่วิสังขาร และข้อวัตรปฏิบัติแห่งการรู้เห็น
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)ไฟล์บเสียงนี้ เป็นการสรุปทบทวนการเจริญภาวนาธรรมชั้นกลาง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจความมุ่งหมายและสภาวธรรมที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนของสมถะและวิปัสสนา ดังนี้ความหมายและเป้าหมายของ "สมถกรรมฐาน": การรวบรวม "เห็น จำ คิด รู้" ให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายการเจริญบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนา: การพัฒนาจาก "อุคคหนิมิต" สู่ "ปฏิภาคนิมิต"องค์แห่งฌาน และการกำจัด "กิเลสนิวรณ์ 5": การชำระจิตให้ผ่องใสด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาการเจริญสมาบัติ 8 โดยอนุโลมและปฏิโลม: การเกิดทิพพจักขุ สู่ "พุทธจักขุ" เพื่อรู้แจ้งสังขารและวิสังขารหลักของ "วิปัสสนากรรมฐาน": การพิจารณาสามัญญลักษณะ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)การพิจารณาความปรุงแต่งของสัตว์โลกในภพ 3: ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร และ อเนญชาภิสังขารกฎแห่งกรรมและการเปลี่ยนภพภูมิ: ตัวอย่างการพ้นวิบากกรรมของเปรตด้วยการรับศีลและอนุโมทนาบุญการพิจารณาสติปัฏฐาน 4 สู่วิสังขาร: การเข้าถึง "พระนิพพาน" อันเป็นอมตธรรม และอริยสัจ 4โอวาทข้อควรระวังสำหรับบรรพชิตและคฤหัสถ์: การสำรวมวาจา และข้อห้ามเรื่องการอวด "อุตตริมนุสสธรรม"หลักการดำเนินจิตที่ถูกต้อง: การเจริญสติสัมปชัญญะด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด เป็นธาตุล้วนธรรมล้วน"ท่านอธิบายว่า "สมถกรรมฐาน" มุ่งหมายให้อบรมจิตใจให้หยุดนิ่งเป็นสมาธิ โดยคำว่า "ใจ" นั้นได้แก่ "ความเห็นด้วยใจ ความจำ ความคิด ความรู้ 4 อย่าง ให้รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน" ณ ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ ผู้ปฏิบัติต้องอาศัย "บริกรรมนิมิต" นึกให้เห็นจุดเล็กใสกลางดวงแก้วกลมใส ควบคู่กับ "บริกรรมภาวนา" ว่า "สัมมาอะระหัง"เมื่อใจหยุดนิ่ง จะเกิดภาพนิมิตขึ้น หากเห็นชั่วคราวเรียกว่า "อุคคหนิมิต" หากเห็นถาวรและย่อขยายได้เรียกว่า "ปฏิภาคนิมิต" การที่ใจเกาะและประคองนิมิตได้ ถือว่าจิตมีอารมณ์ "วิตก วิจาร" เมื่อจิตละเอียดขึ้นจะเกิด "ปีติ" "สุข" และ "เอกัคคตา" (เป็นหนึ่งนิ่งอยู่) องค์แห่งฌานทั้ง 5 ในปฐมฌานนี้ มีคุณสมบัติในการ "กำจัดกิเลสนิวรณ์ เครื่องกั้นปัญญา" 5 ประการให้ออกจากใจเมื่อดำเนินจิตลึกซึ้งขึ้นไปจนถึงจตุตถฌานและอรูปฌาน 4 แล้ว ผู้ปฏิบัติจะต้องเจริญ "สมาบัติ 8 โดยอนุโลมและปฏิโลม" เพื่อชำระกิเลสนิวรณ์ให้สิ้นเชิง เมื่อใจผ่องใส จะเกิด ทิพพจักขุ ทิพพโสต (ตาทิพย์ หูทิพย์) เจริญขึ้นเป็น สมันตจักขุ ปัญญาจักขุ และ "พุทธจักขุ ความรู้แจ้งในสังขารธรรม และวิสังขาร" อันเป็นการรู้แจ้งแทงตลอดไปถึงพระอริยสัจ 4เมื่อเข้าถึง "ธรรมกาย" และ "พระนิพพาน" แล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มใช้องค์ญาณพิจารณาสภาวธรรมที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร) ว่ามี "สามัญญลักษณะ" คือเป็น "อนิจจัง... เป็นทุกข์... แตกสลายหมดสภาพเดิมของมันไป" (อนัตตา) ซึ่งนี่คือ "วิปัสสนาปัญญา"ท่านให้ใช้ญาณของธรรมกายตรวจดูการเวียนว่ายตายเกิดในภพ 3 เพื่อให้เห็นสภาวะการปรุงแต่งของสัตว์โลก ได้แก่:อปุญญาภิสังขาร: บาปอกุศลปรุงแต่งให้ไปเกิดใน "ทุคติภพ ได้แก่ ภพของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน"ปุญญาภิสังขาร: บุญกรรมดีปรุงแต่งให้ไปเกิดใน "สุคติภพ คือ ไปเกิดในภพของมนุษย์ ของทิพย์ คือเทวโลก"อเนญชาภิสังขาร: ฌานสมาบัติที่ไม่หวั่นไหว ปรุงแต่งให้ไปเกิดในชั้น "รูปพรหม และอรูปพรหม"นอกจากนี้ ท่านยังยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงภพภูมิว่า สังขารนั้นไม่เที่ยง (อนิจจัง) เช่น "เปรต" บางตน เมื่อได้รับศีล ไตรสรณคมน์ และ "อนุโมทนาส่วนบุญ" ธรรมที่ทำให้เป็นเปรตจะโตและใสขึ้น เปลี่ยนสภาพไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเทวดาได้ตามกรรม การยกธรรมชาติขึ้นพิจารณาเช่นนี้ จัดเป็นวิปัสสนาในหมวด กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา (สติปัฏฐาน 4)การพิจารณาดังกล่าวเป็นพื้นฐานให้ไปเห็น "วิสังขาร คือพระนิพพาน" ซึ่งไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง มีสภาพเที่ยง เป็นบรมสุข ("นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ") และสถิตยั่งยืนไม่ต้องตาย ("อมตธรรม") ทำให้รู้แจ้งในอริยสัจ 4 คือ ทุกขสัจจะ สมุทัยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมัคคสัจจะ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในช่วงท้าย ท่านได้ให้โอวาทสำคัญอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะแก่พระภิกษุและสามเณร ว่าห้ามพูดหรืออวดอ้างการรู้การเห็น เพราะหาก "เจตนาอวดอุตตริมนุสสธรรม แม้มีในตนแก่อนุปสัมบัน ก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์... แต่ถ้าไปทำเข้าอวดอุตตริมนุสสธรรม... โดยที่เราไม่มีจริง บางทีมันเป็นปาราชิกไปเลย" ส่วนคฤหัสถ์ก็ห้ามนำไปคุยฟุ้งซ่าน หรือใช้ญาณไปพยากรณ์ให้ผู้อื่น เพราะเป็นการเปิดช่องให้ "ภาคมาร" สอดแทรกความปรุงแต่งเข้ามา ทำให้เห็นผิดพลาดได้กิจที่แท้จริงของผู้ปฏิบัติมีเพียงประการเดียว คือการประคองสติสัมปชัญญะ "ดับหยาบไปหาละเอียด เป็นธาตุล้วนธรรมล้วนที่ใสบริสุทธิ์ไว้เสมอ" ให้เห็นและเป็นธรรมกายอยู่เสมอในทุกอิริยาบถเพื่อชำระกิเลส จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์
-
123
29. การเจริญสมถวิปัสสนาสู่อายตนพระนิพพาน และการเจริญอตีตังสญาณ-อนาคตังสญาณ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อของไฟล์: ไฟล์เสียงนี้เป็นคู่มือการเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ลุ่มลึก โดยเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัติตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" พร้อมทั้งอาราธนา "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" ให้บังเกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องกำจัดอวิชชา จากนั้นสอนการดำเนินจิตโดยใช้ "สัมปยุตตธรรม 3 ประการ" (อาตาปี, สติมา, สัมปชาโน) เพื่อรวมธรรมชาติของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายเหนือสะดือ 2 นิ้วมือ ด้วยการนึกบริกรรมนิมิตคู่กับคำภาวนา "สัมมาอะระหัง"เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ผู้ปฏิบัติจะต้องดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" และ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านกายภายในทั้ง 18 กาย จนเข้าถึง "ธรรมกาย" และเมื่อสุดละเอียด ธรรมกายจะปรากฏใน "อายตนนิพพาน" จุดเด่นของเนื้อหานี้คือการสอนเจริญญาณทัสสนะ โดยให้น้อมจิตเข้าสู่กลาง "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" เพื่อเจริญ "อตีตังสญาณ" (ดูอดีตชาติ) และ "อนาคตังสญาณ" (ดูอัตภาพในอนาคต) ควบคู่ไปกับการเจริญวิปัสสนาปัญญา พิจารณาความไม่สะอาดของร่างกาย (ตจปัญจกกรรมฐาน) และพิจารณาให้เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ก่อนจะจบลงด้วยการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลอย่างสมบูรณ์แบบสรุปหัวข้อทั้งหมดจากเนื้อหา: จากการวิเคราะห์เนื้อหาอย่างละเอียด สามารถแบ่งโครงสร้างสภาวธรรมที่ปรากฏออกเป็น 6 หัวข้อหลัก ดังนี้:เริ่มต้นด้วยการนั่งขัดสมาธิ สลัดอารมณ์ภายนอก และพิจารณาว่าการเจริญกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 และอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นทางมรรคผลนิพพานอันเป็นบรมสุขถาวรอธิษฐานระลึกถึงบุญกุศลและบารมีทั้ง 10 ประการ (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) และขออาราธนาคุณพระรัตนตรัยมาเป็นตบะเดชะอธิษฐานขอให้ "จรณะ 15" (เช่น ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ สติ สัมมาสมาธิ เป็นต้น) และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" บังเกิดขึ้นในจิตสันดาน เพื่อยัง "วิชชา 3" และ "วิชชา 8" ให้เกิด ปราบกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทานให้สิ้นไปผู้ปฏิบัติพึงตั้งสติด้วย "สัมปยุตตธรรม" 3 ประการ คืออาตาปี (เพียรเผากิเลสนิวรณ์)สติมา (ระลึกพระกรรมฐานได้)สัมปชาโน (รู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์เพื่อน้อมใจกลับสู่กรรมฐาน)รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้หยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือกำหนด "บริกรรมนิมิต" เป็นดวงกลมใส หรือ พระแก้วขาวใส ควบคู่กับการ "บริกรรมภาวนา" ว่า "สัมมาอะระหัง" เพื่อระลึกถึงพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า จนใจสงบตั้งมั่นเมื่อใจหยุดนิ่ง จะปรากฏดวงใสแจ่ม ให้รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" เรื่อยไปดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในที่ซ้อนกันอยู่ ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนถึงพระธรรมกาย (หน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป)เมื่อสุดละเอียด ธรรมกายหยาบจะตกศูนย์ ธรรมกายที่สุดละเอียดจะเข้าสู่ "อายตนนิพพาน" อันเป็นที่สถิตของพระนิพพานธาตุ และ "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ซ้อนจิตเข้าสู่ศูนย์กลางพระนิพพานธาตุเพื่อชำระธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นเมื่อจรดใจ ณ กลางของกลางอากาศธาตุและวิญญาณธาตุ จะปรากฏ "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" มีลักษณะเล็กลึกและใสยิ่งกว่าใยบัวอตีตังสญาณ: อธิษฐานน้อมจิตไปตามสายกำเนิดธาตุธรรมเดิมเพื่อสืบดูอัตภาพในอดีต (เช่น ย้อนไป 1 ขวบ, 6 เดือนในครรภ์, ก่อนปฏิสนธิ, จนถึงอดีตชาติ) เพื่อเห็นการเวียนว่ายตายเกิดอนาคตังสญาณ: อธิษฐานดับหยาบไปหาละเอียดไปสู่อนาคต ทีละช่วงอายุ (เช่น ช่วงละ 1-5 ปี) ไปจนถึงวันตาย เพื่อเจริญมรณานุสสติสำหรับผู้ยังไม่เข้าถึงธรรมกาย ให้ยก "ตจปัญจกกรรมฐาน" (เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ) ขึ้นพิจารณาให้เห็นว่าเป็นสิ่งปฏิกูล โซโครก ไม่สะอาดพิจารณาสังขารธรรมที่ถูกปรุงแต่งด้วย "ปุญญาภิสังขาร" (บุญกุศล) และ "อปุญญาภิสังขาร" (บาปอกุศล) ให้เห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าไม่มีสาระความเป็นตัวตนที่ถาวรเฝ้าดูอาการดับและเกิดของจิต (ธาตุเห็น จำ คิด รู้) ณ ศูนย์กลางกาย ว่าเปลี่ยนไปตามอำนาจเหตุปัจจัย (ตัณหา อุปาทาน อวิชชา และกรรม)เมื่อใจใสสว่าง ให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสรรพสัตว์ ไม่เบียดเบียนกันอุทิศบุญกุศลให้บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ บูรพกษัตริยาธิราช ตลอดจนเทพเทวาและสัตว์ในทุกคติภูมิอธิษฐานให้กุศลนี้เป็นปัจจัยให้ทุกชีวิตพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" (กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ) และเข้าถึงมรรคผลนิพพานโดยทั่วหน้ากันสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
122
28. ลำดับการเจริญสมถวิปัสสนา จากการดับหยาบไปหาละเอียด สู่การรู้เห็นอายตนพระนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อของไฟล์: ไฟล์เสียงนี้เป็นคู่มือการนำนั่งสมาธิเจริญภาวนาที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงระดับโลกุตตรธรรม เริ่มต้นจากการปรับกายและใจ การอธิษฐานบารมี 10 ทัศ และการอาราธนาคุณพระรัตนตรัย จากนั้นผู้บรรยายได้สอนการรวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ด้วยการนึกบริกรรมนิมิต (ดวงใสหรือองค์พระ) ควบคู่กับคำภาวนา "สัมมาอะระหัง" เมื่อใจหยุดถูกส่วน ผู้ปฏิบัติจะต้องดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในทั้ง 18 กาย ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม จนเข้าถึงพระธรรมกายในขั้นวิปัสสนาปัญญา ผู้บรรยายได้สอนให้พิจารณาความไม่สะอาดและไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ของสังขารร่างกาย (ตจปัญจกกรรมฐาน และ อาการ 32) และเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ให้นำญาณของธรรมกายมาพิจารณาอริยสัจ 4 เพื่อดับสมุทัย (ประหารกิเลสและตัณหา) นำไปสู่การประหารสังโยชน์ตามระดับมรรคผล (พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์) จนกระทั่งธาตุธรรมสะอาดบริสุทธิ์ ธรรมกายสุดละเอียดจะปรากฏใน "อายตนนิพพาน" อันเป็นที่สถิตของพระนิพพานธาตุ ในช่วงท้ายเป็นการสอนแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์และผู้มีพระคุณ เพื่อความเจริญในพระสัทธรรมโดยทั่วหน้ากันสรุปหัวข้อทั้งหมดจากเนื้อหา: จากการวิเคราะห์เนื้อหาอย่างละเอียด สามารถแบ่งโครงสร้างสภาวธรรมที่ปรากฏออกเป็น 6 หัวข้อหลัก ดังนี้:ผู้ปฏิบัติพึงทำกายให้สบาย ไม่เกร็ง รวมใจไปหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย และตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและบารมีทั้ง 10 ประการ (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) ตลอดจนพุทธานุภาพมาเป็นตบะเดชะอธิษฐานให้กิเลสนิวรณ์ดับสิ้นไป ให้เกิดโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ (เช่น สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4) และวิชชา 3 วิชชา 8 เพื่อเป็นเครื่องกำจัดอวิชชาและเข้าถึงพระนิพพานต้องรวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้กลับมารวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ ซึ่งเป็น "ที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม" และเป็นจุดที่จิตเปลี่ยนวาระ (จุติและปฏิสนธิ)ให้กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใส หรือองค์พระแก้วขาวใส พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" เพื่อรำลึกถึงพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณของพระพุทธเจ้าเมื่อใจสงบหยุดนิ่งจนเห็นดวงใสแจ่ม ให้รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ไปเรื่อย ๆเมื่อเห็นกายภายในปรากฏซ้อนกันขึ้นมา (กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม) ให้ดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" ทิ้งความรู้สึกของกายที่หยาบกว่า เข้าสู่กลางดวงธรรม (ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ) ของกายที่ละเอียดกว่า จนกระทั่งเข้าถึง "ธรรมกาย" ที่มีลักษณะเกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง ขนาดหน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไปสำหรับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงธรรมกาย ให้พิจารณาตจปัญจกกรรมฐาน (เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ) และอาการ 32 ให้เห็นสภาวะตามจริงว่าเป็นของปฏิกูล ไม่สะอาดพิจารณาให้เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย ตกอยู่ในสามัญญลักษณะคือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (เป็นทุกข์ ทนสภาพเดิมไม่ได้) และ อนัตตา (ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่มีแก่นสาระความเที่ยงและสุขถาวร)เมื่อถึงธรรมกาย ให้นำญาณของธรรมกายพิจารณาศูนย์กลางดวงธรรมให้เห็น "สมุทัย" คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา และอนุสัยที่ห่อหุ้มจิตมัคคจิตและมัคคญาณที่เจริญขึ้น จะเข้าประหารสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ตามระดับชั้น ได้แก่ ธรรมกายพระโสดาบัน (ประหารสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส), พระสกทาคามี, พระอนาคามี และ พระอรหันต์ (ประหารสังโยชน์ครบทั้ง 10 ประการ)เมื่อธาตุธรรมบริสุทธิ์ ธรรมกายสุดละเอียดจะไปปรากฏใน "อายตนนิพพาน" ย่อมเห็นพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพ ว่าเป็นธรรมที่ทรงสภาวะเที่ยง เป็นบรมสุข และเป็นปรมตฺถํเมื่อใจใสสว่าง ให้ทำการแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ (สัพเพ สัตตา...) ให้พ้นจากความทุกข์อุทิศกุศลผลบุญให้บิดามารดา ครูบาอาจารย์ สถาบันหลักของชาติ เทพเทวา ตลอดจนสัตว์ในทุคติภูมิ เพื่อเป็นพลวปัจจัยให้ทุกชีวิตได้เจริญในพระสัทธรรม และเข้าถึงมรรคผลนิพพานอันเป็นบรมสุขโดยทั่วหน้ากันสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
121
27. การดำเนินจิตสู่อายตนพระนิพพาน การพิจารณาเบญจขันธ์ และกลไกของใจตามสายปฏิจจสมุปบาทธรรม
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อของไฟล์: สอนการดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ดำเนินผ่านดวงวิสุทธิ และกายภายในทั้ง 18 กาย จนเข้าถึงธรรมกายในขั้นวิปัสสนาปัญญา ผู้บรรยายได้สอนให้นำญาณพิจารณาส่วนประกอบของ "เบญจขันธ์" ณ ภายใน โดยชี้ให้เห็นธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 ที่ขยายส่วนหยาบออกมาเป็นธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" และอธิบายกลไกที่กิเลสและ "อนุสัย" (เช่น กามราคานุสัย, อวิชชานุสัย) เข้าหุ้มเคลือบจิต ทำให้จิต "ตกศูนย์" ปรุงแต่งเป็นภพชาติใหม่ตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" (อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร...) การเจริญสมถวิปัสสนาจนถึงธาตุล้วนธรรมล้วน จะทำให้เกิด "มัคคจิต มัคคัญญา... ประหารสังโยชน์" สู่มรรคผลนิพพาน ก่อนจบลงด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศกุศลอย่างบริบูรณ์สรุปหัวข้อเป็น 7 หัวข้อหลัก ดังนี้:ให้นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นคง รวมใจไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางดวง ศูนย์กลางกายของตนที่สุดละเอียด"อธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี ทั้ง 10 ประการ" (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) มาเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้สิ้นกิเลสนิวรณ์อาราธนา "จรณะ 15" ให้บังเกิดเพื่อเป็นทางแห่ง "วิชชา 3 วิชชา 8 อันครอบคลุมถึงอภิญญา 6 และจตุปฏิสัมภิทาญาณ"ให้กำหนด "บริกรรมนิมิต" นึกเห็นด้วยใจเป็น "ดวงกลมใส" หรือบางท่านอาจประทับใจเป็น "พระแก้วขาวใส" (เพราะในที่สุดละเอียดก็มีองค์พระ) ตั้งอยู่ตรง "ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ"นึกน้อมพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณเป็นพุทธานุสสติ ควบคู่กับการบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" ต่อเนื่องจนใจสงบหยุดนิ่งตรง "กลางของกลางจุดเล็กใสกลางดวงใส"เมื่อเกิดดวงใสแจ่ม ให้รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" ดำเนินผ่านดวงธรรม คือ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในที่ปรากฏซ้อนกันอยู่ ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด (นั่งบนองค์ฌาน), กายทิพย์, กายรูปพรหม, กายอรูปพรหม ตลอดจนกายที่ละเอียดของแต่ละภูมิจนสุดความละเอียด จะเข้าถึง "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง... ขนาดหน้าตัก ความสูง เส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม 4 วาครึ่งขึ้นไป"ดับหยาบไปหาละเอียดตามลำดับภูมิธรรม ตั้งแต่ธรรมกายโคตรภู (4 วาครึ่ง), พระโสดาบัน (5 วา), พระสกทาคามี (10 วา), พระอนาคามี (15 วา), จนถึง "ธรรมกายอรหัต... 20 วาขึ้นไป"เมื่อถึงธรรมกายอรหัต ธรรมกายจะ "ทับทวีขึ้นมาไม่ขาดสาย จนสุดละเอียด"เมื่อธรรมกายที่สุดละเอียด "ปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ ปล่อยวางความยินดีในฌานสมาบัติ... ด้วยวิกขัมภนวิมุตติ" ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียดจะปรากฏใน "อายตนะที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ คือ อายตนนิพพาน" และจะเห็นธรรมกายตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันตขีณาสพ ประทับอยู่ ณ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุยกจิตพิจารณา "กายในกาย" และ "ธรรมในธรรม" ณ ศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม จะเห็นธาตุละเอียดของเบญจขันธ์ตั้งซ้อนกันอยู่รูปขันธ์ ขยายส่วนหยาบเป็นดวงกาย ประกอบด้วยมหาภูตรูป 4 และอากาศธาตุ เปลี่ยนแปลงไปตาม อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรมพิจารณากลางธาตุละเอียดรูปขันธ์ จะเห็น "ธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4... ตั้งซ้อนกันเป็นชั้น ๆ" ซึ่งขยายส่วนหยาบออกมาเป็นธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ:ดวงเห็น: (เวทนาขันธ์) ขนาดเท่าเบ้าตาดวงจำ: (สัญญาขันธ์) ขนาดเท่าดวงตาดวงคิด (ดวงจิต): (สังขารขันธ์) ขนาดเท่าตาดำ "ลอยอยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ"ดวงรู้: (วิญญาณขันธ์) ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย ซ้อนอยู่ตรงกลางที่สุดอธิบายการทำงานของใจเมื่อรับอารมณ์ หากถูกร้อยรัดด้วยตัณหาอุปาทาน จะเกิดอกุศลจิต โดยมีกิเลสและ "อนุสัย" เข้าหุ้มเคลือบ เช่น "กามราคานุสัย หุ้มดวงคิด และอวิชชานุสัย หุ้มดวงรู้" (หรือ ปฏิฆานุสัย หุ้มดวงเห็นและดวงจำ)จิตทั้ง 4 ดวง (เห็น จำ คิด รู้) จะ "ตกศูนย์ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6 ปรุงแต่งเป็นจำคิดรู้ดวงจิตดวงใหม่ ลอยเด่นขึ้นมา" ที่ฐานที่ 7 ตามอำนาจของกรรมและกิเลส อันเป็นเหตุนำไปสู่ทุคติภพ หรือ สุคติภพกระบวนการทั้งหมดนี้ดำเนินไปตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" (อวิชชาเป็นปัจจัยเกิดสังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ -> ผัสสะ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ชรามรณะ)การหยุดนิ่งจนเป็น "ธาตุล้วนธรรมล้วนที่บริสุทธิ์ คือ ธรรมกาย" จะทำให้มีกำลัง "มัคคจิต มัคคัญญา เกิดและเจริญขึ้น มรรค รวมเป็นเอกสมังคี ประหารสังโยชน์" สู่มรรคผลนิพพานในตอนท้ายให้รวบรวมใจที่ใสสว่าง แผ่เมตตา พรหมวิหาร ให้ตนเองและสรรพสัตว์พ้นทุกข์สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
120
26. การดำเนินจิตสู่อายตนพระนิพพาน การเจริญญาณตรวจภพตรวจจักรวาล และการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรม
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อของไฟล์: เริ่มต้นด้วยการนำใจไปหยุดนิ่ง ณ "ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" เมื่อใจหยุดถูกส่วน จิตดวงเดิมจะ "ตกศูนย์" ลงไป และปรุงเป็น "เอกัคคตาจิต" ดวงใหม่ที่บริสุทธิ์ลอยเด่นขึ้นมาจากนั้นผู้บรรยายสอนให้ดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในทั้ง 18 กาย จนเข้าถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" ซึ่งจะปรากฏใน "อายตนนิพพาน" ผู้ปฏิบัติจะได้นำธรรมกายสุดละเอียดไปซ้อนในศูนย์กลางพระนิพพานธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อชำระธาตุธรรมและเปิด "ทิพพจักขุ ทิพพโสต สมันตจักขุ และพุทธจักขุ"จุดเด่นที่สุดของเนื้อหานี้คือ การสอนวิธี "ตรวจภพตรวจจักรวาล" โดยขยายข่ายญาณธรรมกายตรวจดูตั้งแต่ อรูปภพ รูปภพ กามภพ นรกขุมต่าง ๆ ไปจนถึง "อายตนโลกันต์" ที่อยู่ขอบนอกจักรวาล ต่อด้วยการพิจารณา "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" และการเกิดดับของสังขารทั้ง 3 ก่อนจะปิดท้ายด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศส่วนกุศล เพื่อให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่บรมสุขแห่งพระนิพพานสมบัติสรุปหัวข้อ ออกเป็น 7 หัวข้อหลัก ดังนี้:ให้นำใจไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" อันเป็นศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมอธิษฐานน้อมนำคุณพระศรีรัตนตรัย และ "บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี... ทั้ง 10 ประการ" (ตั้งแต่ทานบารมี ถึง อุเบกขาบารมี) มาเป็นตบะเดชะกำจัดกิเลสนิวรณ์อาราธนา "จรณะ 15" ให้บังเกิดเพื่อเป็นทางแห่ง "วิชชา 3 วิชชา 8 อันครอบคลุมถึงอภิญญา 6 และจตุปฏิสัมภิทาญาณ"อาราธนา "โพธิปักขิยธรรม... 37 ประการ" ให้เจริญขึ้นเพื่อประหารอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ให้หมดสิ้นไปกำหนดบริกรรมนิมิตที่ศูนย์กลางกาย และบริกรรมภาวนาด้วยพุทธานุสสติว่า "สัมมาอะระหัง" ไม่เลิก ไม่ละ ไม่เหนื่อย ไม่หน่ายเมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน "จิตดวงเดิมที่ถือเอาปฏิภาคนิมิตได้นั่น ตกศูนย์ไปโดยอัตโนมัติ" และจะเกิด "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายดวงใหม่... เป็นเอกัคคตาจิต ลอยเด่นขึ้นมา"ณ ศูนย์กลางนั้นจะประกอบด้วย "ธาตุทั้ง 6" คือ ธาตุน้ำ (หน้า), ธาตุดิน (ขวา), ธาตุไฟ (หลัง), ธาตุลม (ซ้าย), อากาศธาตุ (กลาง), และ วิญญาณธาตุ (ศูนย์กลางที่สุด)รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านศูนย์กลางดวงวิสุทธิ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ) ยกระดับจิตเข้าสู่ ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และทิฏฐิวิสุทธิดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในตั้งแต่ กายมนุษย์ละเอียด จนถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" ที่สุดละเอียด ทับทวีขึ้นมาไม่ขาดสายการปฏิบัติเช่นนี้คือสภาวะของ "นิโรธ ดับสมุทัย โดยความหมายของอริยสัจ 4 แต่ไม่ใช่นิโรธสมาบัติ"ธรรมกายที่สุดละเอียดจะปรากฏใน "อายตนนิพพาน ที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า... ที่ดับขันธ์ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ"ผู้ปฏิบัติพึงอธิษฐานนำธรรมกายสุดละเอียด "ซ้อนเข้าไปที่กลางของกลางพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า" เพื่ออาศัยนิโรธธาตุของพระองค์ทับทวีชำระธาตุธรรมของเราให้บริสุทธิ์อธิษฐานขอให้พระนิพพานธาตุเปิด "ทิพพจักขุ ทิพพโสต สมันตจักขุ และพุทธจักขุ"อธิบายสภาวะของ "อายตนนิพพาน" ว่าไม่มีอยู่ในภพ 3 พ้นจากดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่โลกนี้ โลกหน้า หรืออรูปภพ แต่เป็นที่สถิตของพระนิพพานธาตุที่สว่างไสวด้วยธรรมรังสีเมื่อทิพพจักขุบริสุทธิ์ ผู้ปฏิบัติสามารถขยายญาณของธรรมกายตรวจดูภพภูมิต่าง ๆ ได้ตามลำดับ ดังนี้:อรูปภพ: ภูมิ 4 ประเภท (อากาสานัญจายตนะ ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ) ซึ่งแม้จะละเอียดแต่ก็มี "รูปธรรมและนามธรรม ตามสายปฏิจจสมุปบาทธรรม"รูปภพ (พรหม 16 ชั้น): รวมถึงภูมิสูงสุดคือ "สุทธาวาส 5 ชั้น" ของพระอนาคามี และได้พิจารณาเห็น "ทุสสเจดีย์" (สถานที่ประดิษฐานพระภูษาทรงของพระโพธิสัตว์) ตลอดจนภูมิของ "อสัญญีพรหม" (พรหมลูกฟัก)กามภพ: ยอดเขาพระสุเมรุ (ดาวดึงส์), สวรรค์ชั้นต่าง ๆ จนถึง จาตุมหาราชิกา อันมีท้าวมหาราชทั้ง 4 คุ้มครองทุคติภูมิ และ อายตนโลกันต์: ตรวจดูนรก 8 ขุม และอายตนโลกันต์ที่อยู่ขอบนอกจักรวาล อันเป็นที่สถิตของสัตว์ที่มืดมิดและทนทุกข์ทรมานในทะเลน้ำกรดน้อมญาณพิจารณาการเวียนว่ายตายเกิดตามหลัก "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" และ "อริยสัจ 4" ตามรอยบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ) เพื่อเจริญ อาสวักขยญาณพิจารณาสังขารธรรมว่าล้วนถูกปัจจัยปรุงแต่งด้วย "อุปาทินนกสังขาร และ อนุปาทินนกสังขาร"เห็นแจ้งในการทำงานของ "ปุญญาภิสังขาร" (บุญ), "อปุญญาภิสังขาร" (บาป), และ "อเนญชาภิสังขาร" (อรูปฌาน) ว่าตกอยู่ในกฎแห่ง ไตรลักษณะ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ในตอนท้ายของการเจริญภาวนา ให้น้อมใจแผ่เมตตา พรหมวิหารสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
119
25. ลำดับการดำเนินจิตผ่านฐานทั้ง 7 สู่ธรรมกาย และการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรม ณ ภายใน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อของไฟล์: ผู้บรรยายได้อธิบายสภาวธรรมภายในดวงใส ว่าประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 (น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ) และอธิบายกลไกการเปลี่ยนผ่านภพภูมิภายในอันเกิดจากปุญญาภิสังขารและสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" จากนั้นสอนการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" เข้าสู่กายภายในตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม จนถึง "ธรรมกาย" ที่มีลักษณะเกตุดอกบัวตูม หน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป ในขั้นวิปัสสนา สอนให้นำญาณของธรรมกายพิจารณาสังขารให้เห็นแจ้งในกฎ "ไตรลักษณะ" (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และอริยสัจ 4 ก่อนจบลงด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศกุศลเพื่อให้สรรพสัตว์ล่วงพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่มรรคผลนิพพานสรุปหัวข้อทั้งหมดจากเนื้อหา: จากการวิเคราะห์สภาวธรรม สามารถแบ่งโครงสร้างออกเป็น 7 หัวข้อหลัก ดังนี้:ให้นั่งในท่าขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงรวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้" ให้มารวมหยุดเป็นจุดเดียวกันตรงศูนย์กลางดวงธรรมอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมีทั้ง 10 ประการ" (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) ตลอดจนคุณพระรัตนตรัย มาเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้สงบ สิ้นกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญาในการปฏิบัติพึงประกอบด้วย "สัมปยุตตธรรม" 3 ประการ คืออาตาปี (ความเพียรเพ่งเผากิเลส)สติมา (มีสติระลึกพระกรรมฐาน)สัมปชาโน (รู้เท่าทันกิเลสแล้วน้อมใจกลับสู่กรรมฐาน)เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย คือ "อภิชฌา โทมนัส" อันจะทำให้สมาธิเคลื่อนสลัดความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคตออกให้หมด เพื่อนำจิตไปสู่ปัญญาเห็นแจ้งในสภาวธรรมและอริยสัจธรรมอุบายวิธีสงบใจอาศัยพระกรรมฐาน 3 อย่าง คือ "อาโลกกสิณ พุทธานุสสติ อานาปานสติ"กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใส ขนาดเท่าฟองไข่แดง ควบคู่กับบริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง"น้อมดวงกลมใสพร้อมสังเกตลมหายใจ ผ่าน "ฐานที่ตั้งของใจทั้ง 7 ฐาน" ได้แก่:ฐานที่ 1: ปากช่องจมูกฐานที่ 2: หัวตาด้านในฐานที่ 3: ศูนย์กลางกั๊กศีรษะ (กลางศีรษะ)ฐานที่ 4: เพดานปากฐานที่ 5: ปากช่องลำคอฐานที่ 6: ศูนย์กลางกายระดับสะดือ (ที่สุดลมหายใจเข้าออก)ฐานที่ 7: ถอยกลับขึ้นมา 2 นิ้วมือ คือ "ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7... เป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม" อันเป็นที่ตั้งถาวรของใจเมื่อบริกรรม "สัมมาอะระหัง" จดจ่อที่จุดเล็กใสกลางดวงใส ณ ฐานที่ 7 จนใจสงบหยุดนิ่งจิตดวงเดิมจะ "ตกศูนย์" (ว่างหายไปตรงฐานที่ 6) และปรุงเป็นจิตดวงใหม่เป็น "เอกัคคตาจิต" ใสแจ่มลอยเด่นขึ้นมาที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7ภายในดวงใสประกอบด้วย "ธาตุทั้ง 6" คือ ธาตุน้ำ (หน้า), ธาตุดิน (ขวา), ธาตุไฟ (หลัง), ธาตุลม (ซ้าย), อากาศธาตุ (กลาง), และ วิญญาณธาตุ (ศูนย์กลางที่สุด)เห็นธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ที่ขยายส่วนหยาบมาจากธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ตั้งซ้อนกันอยู่ ณ ภายในอธิบายสภาวธรรมเมื่อใจดวงเดิมตกศูนย์ เปลี่ยนภพภูมิใหม่ ณ ภายในตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" ด้วยอำนาจของ ปุญญาภิสังขาร (บุญ) หรือ อปุญญาภิสังขาร (บาป)รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านดวงวิสุทธิ (ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ) ยกภูมิขึ้นสู่ ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และทิฏฐิวิสุทธิดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" (ละความรู้สึกอันเนื่องด้วยกายหยาบเข้าไปเป็นกายละเอียด) ผ่านกายภายในที่ปรากฏขึ้นซ้อนกัน ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด (นั่งบนองค์ฌาน), กายทิพย์, กายรูปพรหม, กายอรูปพรหมจนสุดความละเอียด จะเข้าถึง "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง... ขนาดหน้าตัก ความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม 4 วาครึ่งขึ้นไป"เมื่อถึงธรรมกาย "ทิพพจักขุ ทิพพโสต และ สมันตจักขุ" จะเกิด สามารถเห็นภพภูมิต่าง ๆ ทั้งนรก สวรรค์ พรหมโลก ตลอดจนอสูรใต้เขาพระสุเมรุยกกรรมฐาน เช่น เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ขึ้นพิจารณาพิจารณาสังขารธรรมทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์ 4 ให้เห็นความจริงว่าเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง มีสภาพเกิด ดับ เป็น "ไตรลักษณะ" คือ เป็นสภาพไม่เที่ยง (อนิจจัง), เป็นทุกข์ (ทุกขัง), และเป็นอนัตตา (ไม่มีแก่นสาระในความเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้) นำไปสู่ปัญญาเห็นแจ้งในอริยสัจ 4ในตอนท้ายให้รวบรวมใจที่ใสสว่าง แผ่เมตตา พรหมวิหาร ให้ตนเองและสรรพสัตว์พ้นทุกข์อุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา พระอุปัชฌาย์ ครูอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บูรพกษัตริย์ ผู้รักษาประเทศ เทพเทวา ตลอดจนสัตว์ในทุคติภูมิสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
118
24. การดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียด การพิจารณาอริยสัจ 4 ณ ภายใน และการประหารสังโยชน์สู่มรรคผลนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อ: ไฟล์เสียงนี้เป็นคู่มือการเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเริ่มต้นด้วยการสลัดอารมณ์ภายนอก นำใจหยุดนิ่ง ณ "ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" ควบคู่กับการอธิษฐานน้อมนำ "บารมี 10 ทัศ" มาเป็นตบะเดชะ และอาราธนา "จรณะ 15" ตลอดจน "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" ให้บังเกิดเป็นคุณเครื่องกำจัดอวิชชา ตัณหา อุปาทานผู้ปฏิบัติจะต้องตั้งสติด้วยสัมปยุตตธรรม บริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง" คู่กับบริกรรมนิมิตดวงใสหรือองค์พระ จากนั้นดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในทั้ง 18 กาย จนเข้าถึง "ธรรมกาย" ที่สุดละเอียด และเข้าสู่ "อายตนนิพพาน"จุดเด่นของไฟล์นี้คือการสอนเจริญโลกุตตรวิปัสสนา โดยใช้ญาณของพระธรรมกายพิจารณา "อริยสัจ 4" ณ ภายใน ให้เห็น "ดวงเกิด ดวงแก่ ดวงเจ็บ ดวงตาย" อันเป็นตัวทุกขสัจ และเห็นสมุทัยคือตัณหาที่ถูกห่อหุ้มด้วย "อนุสัย" (กิเลสที่นอนเนื่อง) ผ่านกระบวนการของ "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" เมื่อสมาธิและปัญญามีกำลังเสมอกัน "มัคคจิตและมัคคัญญา" จะรวมเป็นเอกสมังคี ธรรมกายโคตรภูจะ "ตกศูนย์" และธรรมกายพระโสดาปัตติมรรคจะปรากฏขึ้นเพื่อ "ประหารสังโยชน์" (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ตามระดับชั้น ไปจนถึงพระอรหัตตผล นำไปสู่การเข้าถึง "พระนพโลกุตตรธรรม 9 ประการ" (มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) อันเป็นบรมสุขถาวร ก่อนจะปิดท้ายด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมและการอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ล่วงพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" โดยสมบูรณ์สรุปหัวข้อ: จากการวิเคราะห์สภาวธรรม สามารถแบ่งโครงสร้างออกเป็น 7 หัวข้อหลัก ดังนี้:เบื้องต้นให้สลัดความคิดที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตทิ้งทั้งหมด หลับตาเบา ๆ นำใจไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกาย ที่ใสละเอียดที่สุด"อธิษฐานน้อมนำคุณพระศรีรัตนตรัย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และ "บุญบารมี... ทั้งบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี... ทั้ง 10 ประการ" ที่สั่งสมมาร้อยชาติพันชาติ ให้มารวมเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้สงบและสิ้นกิเลสนิวรณ์อาราธนา "จรณะ 15" ให้เกิดขึ้น เพื่อยังวิชชาอันเป็นคุณเครื่องกำจัดอวิชชาให้เกิด ได้แก่ "วิชชา 3 วิชชา 8 อันครอบคลุมถึงอภิญญา 6 และปฏิสัมภิทาญาณ 4"ให้กำหนดบริกรรมนิมิตเป็น "ดวงกลมใส หรือองค์พระแก้วขาวใส" ตั้งไว้ ณ ศูนย์กลางกาย "เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" (จุดตัดของเส้นตรง 2 เส้น)นึกน้อมพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณเป็นพุทธานุสสติ พร้อมบริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง" ด้วยสัมปยุตตธรรม คือ "อาตาปี และ สติมา... ถ้าเผลอสติไปก็ สัมปชาโน" ดึงใจกลับมาหยุดนิ่งตรงกลางของกลางเมื่อใจหยุดนิ่งจนศูนย์กลางขยายว่างออก ให้ดำเนินจิต "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" ดำเนินผ่านดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็น ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และทิฏฐิวิสุทธิดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายใน ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนเข้าถึง "ธรรมกายโคตรภู" (หน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป) ไปจนถึง "ธรรมกายพระอรหัต"เมื่อปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ ธรรมกายที่สุดละเอียดจะปรากฏใน "อายตนนิพพาน คือที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า และของพระอรหันตขีณาสพ"นำญาณของพระธรรมกายพิจารณาศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ จะเห็นตัวทุกขสัจ ซ้อนกันอยู่คือ:ดวงเกิด: ใสขนาดเท่าฟองไข่แดงดวงแก่: สีดำ ซ้อนอยู่กลางดวงเกิด ยิ่งแก่ยิ่งโตดวงเจ็บ: สีดำขนาดสีถ่าน ซ้อนกลางดวงแก่ (สำหรับผู้ป่วย)ดวงตาย: สีดำนิลมันเลื่อม (เมื่อจะสิ้นใจ จะหลุดจากกายมนุษย์หยาบตามสายปฏิจจสมุปบาท)ในกลางดวงทุกข์ จะมี สมุทัย ซ้อนอยู่ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วย "อนุสัย" ได้แก่ "ปฏิฆานุสัย หุ้มดวงเห็น... กามราคานุสัย หุ้มดวงคิด... อวิชชานุสัย หุ้มดวงรู้" ทั้งหมดนี้ดำเนินไปตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" (อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร...)ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นด้วย สัจจญาณ (รู้ว่ามีจริง) กิจจญาณ (รู้ว่าทุกข์ควรกำจัด สมุทัยควรละ) และ กตญาณ (รู้ว่าทำเสร็จแล้ว)เมื่อสมาธิและปัญญามีกำลังเสมอกัน "มัคคจิตและมัคคัญญา" จะรวมเป็นเอกสมังคีเป็นอริยมรรคมีองค์ 8เกิดกลไก "ธรรมกายโคตรภูละเอียดจะตกศูนย์... ธรรมกายพระโสดาปัตติมรรคก็จะปรากฏขึ้นประหารสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัด)" และตกศูนย์เป็น "ธรรมกายพระโสดาปัตติผล" ลอยเด่นขึ้นมาเข้าผลสมาบัติพิจารณาเห็น "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ว่าเป็นพระนิพพาน เที่ยง เป็นบรมสุข เป็นประโยชน์สูงสุดยิ่ง (ปรมตฺถํ)"ดำเนินจิตไปตามลำดับจนถึงพระอรหัตตผล อันเป็นพุทธภาวะที่บรรลุ "มรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1 รวมเรียกว่า พระนพโลกุตตรธรรม 9 ประการ"อุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา ครูบาอาจารย์ บูรพมหากษัตริย์ ผู้รักษาประเทศ เทพเทวา และสัตว์ในทุกภพภูมิเว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
117
23. การดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียด การพิจารณามูลกัมมัฏฐาน และกลไกการตกศูนย์สู่พระธรรมกาย
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)ไฟล์เสียงนี้เริ่มต้นด้วยการปรับกายและใจให้สงบ นำใจไปหยุดนิ่ง ณ "ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7" ควบคู่กับการอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" เมื่อเริ่มปฏิบัติ ให้รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้มารวมหยุดเป็นจุดเดียวกันตรงศูนย์กลางดวงใส ด้วยการบริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง" ดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านดวงวิสุทธิและกายภายในทั้ง 18 กาย จนเข้าถึง "พระธรรมกาย"ในขั้นวิปัสสนาปัญญา ผู้บรรยายได้สอนให้นำญาณพิจารณา "มูลกัมมัฏฐาน" (เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ) และอาการ 32 ให้เห็นสภาวะของธาตุ 4 ตามความเป็นจริง ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล และตกอยู่ใน "ไตรลักษณะ" (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงกลไกการเปลี่ยนผ่านภพภูมิเมื่อใจบริสุทธิ์ โดยอธิบายสภาวะที่ใจดวงเดิม "ตกศูนย์" ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6 แล้วปรุงเป็นกายที่ละเอียดกว่าด้วยอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร" (เริ่มตั้งแต่มนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม จนถึงพุทธธรรม) เพื่อยกระดับสู่ ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และทิฏฐิวิสุทธิ ก่อนจะจบลงด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมเป็นภาษาบาลี และอุทิศบุญกุศลให้สรรพสัตว์ล่วงพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่บรมสุขแห่งพระนิพพานสรุปหัวข้อ ออกเป็น 7 หัวข้อหลัก ดังนี้:ให้นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ไม่เกร็ง นำใจไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" มีที่หมายเป็นจุดเล็กใส กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใสอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) ที่สั่งสมมาแต่อดีตชาติ ตลอดจนอุปบารมีและปรมัตถบารมี มาเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้สิ้นกิเลสนิวรณ์อาราธนาให้ "จรณะ 15" (ข้อปฏิบัติที่เป็นทางดำเนินให้ถึงวิชชา เช่น ศีลสังวร อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ ฌาน 4 เป็นต้น) บังเกิดในจิตสันดาน เพื่อยัง วิชชา 3 วิชชา 8 อภิญญา 6 และปฏิสัมภิทาญาณ 4 ให้เกิดอาราธนาให้ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" (ได้แก่ สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8) บังเกิดขึ้น เพื่อกำจัดอวิชชา ตัณหา อุปาทานให้สิ้นไปผู้ปฏิบัติพึงตั้งสติด้วย "สัมปยุตตธรรม 3 ประการ" คืออาตาปี (ความเพียรเพ่งเผากิเลส)สติมา (ระลึกพระกรรมฐานได้)สัมปชาโน (รู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์แล้วดึงใจกลับมา)พึงประหารกิเลสประเภท "อภิชฌา และ โทมนัส" (ความยินดียินร้าย) ไม่ให้เกิดในจิตสันดานรวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้หยุดเป็นจุดเดียวกันตรงศูนย์กลางกาย ด้วยการบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" ต่อเนื่องไม่ขาดตอนเมื่อใจสงบหยุดนิ่งเกิดดวงใสแจ่ม ให้รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ดำเนินผ่านดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะเมื่อเห็นกายในกายซ้อนกันอยู่ ให้ใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" เรื่อยไปจนสุดละเอียด ถึง "ธรรมกาย" ที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปพิจารณา "มูลกัมมัฏฐาน" ณ ศูนย์กลางกาย โดยเพ่งไปที่ "เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ" ให้เห็นความปฏิกูล ไม่สะอาดขยายญาณของธรรมกายพิจารณาโครงสร้างร่างกายที่ประกอบด้วย "มหาภูตรูป 4" (ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม) ตลอดจน อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ พิจารณาลึกไปถึงอวัยวะภายใน ตับ ไต ปอด ลำไส้ โครงกระดูกพิจารณาสังขารทั้งปวงให้เห็นตามความเป็นจริงว่าตกอยู่ในกฎ "ไตรลักษณะ":อนิจจัง: ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย (อุตุ อาหาร กรรม)ทุกขัง: ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นาน ต้องแตกสลายอนัตตา: ปราศจากแก่นสาระความเป็นตัวตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้อธิบายสภาวะทางจิตเมื่อเจริญภาวนาว่า ดวงธรรมและใจ (เห็น จำ คิด รู้) ดวงเดิมที่ประกอบด้วยมนุษยธรรม จะ "ตกศูนย์" ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6 และปรุงเป็นใจดวงใหม่ด้วยอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร" (บุญกุศลปรุงแต่ง) ลอยเด่นขึ้นมาเป็นกายที่ละเอียดกว่ากระบวนการนี้จะเปลี่ยนผ่านภพภูมิ ณ ภายใน จาก มนุษยธรรม สู่ เทวธรรม (กายทิพย์) พรหมธรรม (กายพรหม) จนถึง พุทธธรรม (ธรรมกาย ระดับโคตรภูญาณ) ซึ่งดำเนินไปตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม"เมื่อใจหยุดนิ่ง ย่อมเข้าถึงความหมดจด คือ "ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และ ทิฏฐิวิสุทธิ" ตามลำดับตอนท้าย ผู้ปฏิบัติพึงขยายศูนย์กลางแผ่เมตตา พรหมวิหารธรรมเป็นภาษาบาลี (อหํ สุขิโต โหมิ... สพฺเพ สตฺตา...)อุทิศกุศลให้ผู้มีพระคุณ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ บูรพกษัตริยาธิราช เทพเทวา ตลอดจนสัตว์ในทุคติภูมิอธิษฐานให้บุญนี้เป็นพลวปัจจัยให้ทุกชีวิตพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ" ถึงพร้อมด้วย มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ (มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) โดยทั่วหน้ากันสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
116
22. การดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดสู่ธรรมกาย 5 ระดับ และการหลุดพ้นจากไตรวัฏฏะ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อ: ไฟล์เสียงนี้เป็นคู่มือการเจริญภาวนาธรรมชั้นกลางตามหลักวิชชาธรรมกาย โดยเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำข้อวัตรปฏิบัติเพื่อความสงบ จากนั้นนำผู้ปฏิบัติตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำ "บารมี 10 ทัศ", "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" มาเป็นตบะเดชะกำจัดกิเลสนิวรณ์และอวิชชา โดยสอนให้รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้หยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ "ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" ด้วยการกำหนดบริกรรมนิมิตคู่กับคำภาวนา "สัมมาอะระหัง"แก่นของการปฏิบัตินี้ คือการดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านธาตุทั้ง 6 เข้าสู่กายภายในที่ซ้อนกันอยู่ ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนเข้าถึง "ธรรมกาย" ผู้บรรยายได้แจกแจงสภาวะของธรรมกาย 5 ระดับอย่างชัดเจน ได้แก่ ธรรมกายโคตรภู (หน้าตัก 4 วาครึ่ง), พระโสดาบัน (หน้าตัก 5 วาครึ่ง), พระสกทาคามี (หน้าตัก 10 วา), พระอนาคามี (หน้าตัก 15 วา), และธรรมกายอรหัต (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป) เพื่อเจริญอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ข่มกิเลสด้วย "วิกขัมภนวิมุตติ" ก่อนจะจบลงด้วยการแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล และอธิษฐานให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" เข้าสู่มรรคผลนิพพานสรุปหัวข้อทั้งหมด ออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ดังนี้:มารยาทในการปฏิบัติ: ผู้ปฏิบัติพึงสำรวมระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวน (เช่น การไอ จาม) เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นบาปอกุศลจากการทำให้ผู้ปฏิบัติท่านอื่นตื่นจากสมาธิการอธิษฐานน้อมนำบารมี: นำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย แล้วอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) ตลอดจนอุปบารมีและปรมัตถบารมีที่สั่งสมมาแต่ร้อยชาติพันชาติ มาเป็นตบะเดชะอาราธนาธรรมเครื่องตรัสรู้: อาราธนาให้ "จรณะ 15" (ข้อปฏิบัติที่ยังวิชชาให้เกิด) และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" (ได้แก่ สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และ อริยมรรคมีองค์ 8) บังเกิดขึ้นในจิตสันดาน เพื่อประหารอวิชชา ตัณหา อุปาทานตั้งสติด้วย "สัมปยุตตธรรม" 3 ประการ คืออาตาปี (ความเพียรเพ่งเผากิเลส)สติมา (ระลึกพระกรรมฐานได้)สัมปชาโน (รู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์แล้วน้อมนำใจกลับเข้าสู่พระกรรมฐาน) เพื่อป้องกันและกำจัดกิเลสนิวรณ์รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้" ให้มารวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ "ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ"กำหนด "บริกรรมนิมิต" เป็นดวงกลมใส ควบคู่กับพุทธานุสสติ บริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" อย่างต่อเนื่องจนใจสงบหยุดนิ่งเห็นดวงใสแจ่มปรากฏขึ้นเมื่อเห็นดวงใส ให้รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านธาตุทั้ง 6 (น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ) ไปตามลำดับดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" (ละความรู้สึกอันเนื่องด้วยกายหยาบเป็นกายละเอียด) ผ่านศูนย์กลางดวงวิสุทธิ (ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ)เข้าถึงและรู้เห็นกายภายในที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆ ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด (นั่งขัดสมาธิบนองค์ฌาน), กายทิพย์, กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม, กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม, และ กายอรูปพรหมละเอียด โดยแต่ละกายจะมีความละเอียด สว่าง และขนาดใหญ่กว่ากายก่อนหน้า (โตเป็น 2 เท่าตามลำดับ)เมื่อสุดความละเอียดของอรูปพรหม จะเข้าถึง "ธรรมกาย" ซึ่งมีพุทธลักษณะเหมือนพระปฏิมาแก้วใส เกตุดอกบัวตูม ประทับนั่งขัดสมาธิบนองค์ฌาน โดยผู้บรรยายได้แจกแจงสภาวะและขนาดของธรรมกายตามภูมิธรรมไว้ดังนี้:ธรรมกายโคตรภู: ขนาดหน้าตัก ความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม 4 วาครึ่งขึ้นไปธรรมกายพระโสดาบัน: ขนาดหน้าตัก 5 วาครึ่งขึ้นไปธรรมกายพระสกทาคามี: ขนาดหน้าตัก 10 วาขึ้นไปธรรมกายพระอนาคามี: ขนาดหน้าตัก 15 วาขึ้นไปธรรมกายอรหัต: ขนาดหน้าตัก 20 วาขึ้นไปการดำเนินจิตในขั้นนี้มุ่งชำระ "อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" ให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เป็นการข่มกิเลสด้วย "วิกขัมภนวิมุตติ" จนทำให้เกิด "ทิพพจักขุ ทิพพโสต" เพื่อนำไปสู่การพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ในภพ 3 ต่อไปในช่วงท้าย ให้ขยายความใสสว่างจากศูนย์กลางกาย แผ่เมตตาพรหมวิหารให้แก่ตนเองและสรรพสัตว์ ไม่เบียดเบียนกันอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา ครูอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ ตลอดจนปวงเทพเทวา (ภุมมเทวา อากาสเทวา จนถึงพรหมชั้นสุทธาวาส) และสัตว์ในทุคติภูมิอธิษฐานจิตขอให้บุญกุศลเป็นพลวปัจจัยให้ทุกชีวิตพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ" (วงจรแห่งการมีกิเลส ทำกรรม และรับผลกรรม) และให้ก้าวเข้าสู่มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และ "นิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1" อันเป็นบรมสุขถาวรLuangpusodh.com
-
115
21. การเจริญสัมปยุตตธรรมกำจัดกิเลสนิวรณ์ การพิจารณาจิตในจิต และการดำเนินจิตเข้าสู่พระธรรมกาย
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อความย่อของไฟล์: ไฟล์เสียงนี้เป็นคู่มือการเจริญภาวนาที่ปูพื้นฐานอย่างแน่นหนา โดยเริ่มจากการตั้งสติด้วย "สัมปยุตตธรรม 3 ประการ" (อาตาปี, สติมา, สัมปชาโน) เพื่อละ "กิเลสนิวรณ์ 5" ที่ทำให้จิตขุ่นมัว และแทนที่ด้วย "องค์แห่งฌาน 5" อันเป็นเครื่องกำจัดนิวรณ์ ทำให้จิตผ่องใสเกิดสมาธิ จากนั้นผู้บรรยายนำอธิษฐานบารมี 10 ทัศ และขอให้ "จรณะ 15" ตลอดจน "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" บังเกิดขึ้นเพื่อเป็นบาทฐานในภาคปฏิบัติ สอนให้กำหนดบริกรรมนิมิต (จุดเล็กใสกลางดวงใส) ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ควบคู่กับบริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง" เพื่อรวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้หยุดนิ่ง เมื่อใจนิ่งถูกส่วนจะเห็นดวงปฐมมรรค และอธิบายสภาวะอันลึกซึ้งของการพิจารณา "จิตในจิต" โดยดูตำแหน่งของ "ดวงคิด" (จิต) ที่ลอยอยู่ใน "เบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ" จากนั้นสอนการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" และ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านกายภายในทั้ง 18 กาย ที่ปรุงแต่งด้วยปุญญาภิสังขาร จนเข้าถึง "ธรรมกาย" ที่มีขนาดหน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป ก่อนจบลงด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศกุศลให้สรรพสัตว์พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่มรรคผลนิพพานสรุปหัวข้อทั้งหมดจากเนื้อหา: จากการวิเคราะห์เนื้อหา สามารถแบ่งโครงสร้างสภาวธรรมออกเป็น 6 หัวข้อหลัก ดังนี้:การเจริญภาวนาต้องอาศัย "สัมปยุตตธรรม" 3 ประการ คืออาตาปี (เพียรเผากิเลส)สติมา (ระลึกพระกรรมฐานได้)สัมปชาโน (รู้เท่าทันนิวรณ์เพื่อดึงใจกลับมา)ต้องทำการ "ปหานัง" (ละทิ้ง) กิเลสนิวรณ์ 5 (ถีนมิทธะ, วิจิกิจฉา, พยาบาท, อุทธัจจกุกกุจจะ, กามฉันทะ) ที่ทำให้จิตขุ่นมัว ไม่สามารถเห็นสภาวธรรมได้เมื่อใจตั้งมั่น จะเกิด "องค์แห่งฌาน 5" (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) มาเป็นคุณเครื่องกำจัดนิวรณ์ ทำให้สมาธิตั้งมั่นและเข้าถึงความรู้แจ้ง (อภิญญา และวิชชา) เพื่อกำจัด "อวิชชานิวรณ์"ก่อนปฏิบัติ พึงตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" ที่เคยสั่งสมมาแต่อดีตชาติ มาเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้สงบหยุดนิ่งอธิษฐานขอให้ "จรณะ 15" (เช่น ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ พหูสูต โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ฌาน 4 และวิปัสสนาปัญญา) เกิดขึ้นในจิตสันดานขอให้ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" บังเกิดขึ้น เพื่อเป็นเครื่องประหารอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ให้ถึงมรรคผลนิพพานให้กำหนดใจไปหยุดนิ่งตรง "ศูนย์กลางกายฐานที่ 7" เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม โดยมีที่หมายเป็นจุดเล็กใสนึกบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใส ควบคู่กับพุทธานุสสติ บริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" เพื่อตะล่อมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้กลับมารวมหยุดเป็นจุดเดียวกันเมื่อใจหยุดนิ่ง จะเห็นศูนย์กลางดวงธรรมประกอบด้วย "ธาตุทั้ง 6" คือ ธาตุน้ำ (หน้า), ธาตุดิน (ขวา), ธาตุไฟ (หลัง), ธาตุลม (ซ้าย), อากาศธาตุ (กลาง), และ วิญญาณธาตุ (ศูนย์กลางที่สุด)ผู้บรรยายได้อธิบายสภาวะลึกซึ้งของการเห็น "ธรรมชาติ 4 อย่างของใจ" (เห็น จำ คิด รู้) ที่ขยายส่วนหยาบมาจากธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ:ดวงเห็น (เวทนาขันธ์) เท่าเบ้าตาดวงจำ (สัญญาขันธ์) เท่าดวงตาดวงคิด (สังขารขันธ์) เท่าตาดำ ลอยอยู่ใน "เบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ"ดวงรู้ (วิญญาณขันธ์) เท่าเมล็ดพริกไทย อยู่ตรงกลางการพิจารณาจิตในจิต: หากดวงคิดลอยพ้นระดับน้ำเลี้ยงแปลว่า "ฟุ้งซ่าน" หากจมแปลว่า "ง่วง/ขาดสติ" หากเป็นสมาธิ ดวงจิตจะลอยปริ่มน้ำเลี้ยงพอดีการดำเนินจิตต้องใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" (ละความรู้สึกจากกายหยาบ ทำความรู้สึกเป็นกายละเอียด)ผ่านดวงธรรมทั้ง 6 (ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย, ดวงศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ, วิมุตติญาณทัสสนะ) อันเป็นขั้นตอนของ ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ สู่ทิฏฐิวิสุทธิรู้เห็นกายภายในทั้ง 18 กาย ที่ปรากฏขึ้นด้วยอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร" (บุญกุศลปรุงแต่ง) เริ่มตั้งแต่ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนเข้าถึง "ธรรมกาย" ที่มีลักษณะเกตุดอกบัวตูม ใสแจ่ม หน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไปในตอนท้าย เมื่อใจใสสว่าง ให้แผ่เมตตาด้วยบท อหํ สุขิโต โหมิ และ สพฺเพ สตฺตา...อุทิศกุศลให้ผู้มีพระคุณ บูรพกษัตริย์ ผู้รักษาประเทศชาติ พระพุทธศาสนา เทพเทวา ตลอดจนสัตว์ในทุคติภูมิอธิษฐานให้กุศลนี้เป็นปัจจัยให้ทุกชีวิตพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" (กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ) และเข้าถึงสวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ (มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) โดยทั่วหน้ากันสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
114
20. หลักปฏิบัติวิชชาธรรมกายเบื้องต้น-เบื้องกลาง การดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียด การพิจารณาอริยสัจ 4 และการเข้าสู่อายตนนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)การอธิษฐานจิตและบารมี 10 ทัศ: การน้อมนำบุญกุศลและบารมีทั้ง 10 ประการ มาเป็นตบะเดชะการอาราธนาคุณธรรมเพื่อประหารอวิชชา: การขอให้ "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37" บังเกิดในจิตสันดานหลักธรรมเพื่อความเพียร (สัมปยุตตธรรม): การกำหนด อาตาปี สติมา และ สัมปชาโนหลักการเจริญภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกายโครงสร้างธาตุละเอียด ณ กลางดวงธรรม: การรู้เห็นธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณธาตุการดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงดวงธรรม 5 ประการ และกายมนุษย์ละเอียดการดำเนินจิตผ่านกายโลกิยะและกายพรหม: การเข้าถึงกายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมการอุบัติของ "ธรรมกาย": พุทธลักษณะเกตุดอกบัวตูม และการพิสดารธรรมกายอรหัตทับทวีการปล่อยวางเบญจขันธ์ และเข้าสู่ "อายตนนิพพาน": การตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ และการรู้เห็นพระนิพพานธาตุสภาวะในอายตนนิพพาน: การประทับของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพ พระปัจเจกพุทธเจ้า และการซ้อนจิตสู่ "ต้นธาตุต้นธรรม"ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการนำปฏิบัติเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางวิชชาธรรมกายอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงการเข้าถึงสภาวธรรมสูงสุดในอายตนนิพพาน ดังนี้:ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัติรวมใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย แล้วตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีต ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เจริญขึ้นเป็น "บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ทั้ง 10 ประการ" ตลอดจนอาราธนาคุณพระรัตนตรัย บิดามารดา และครูอาจารย์ ให้มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 (มโนทวาร จักขุทวาร ชิวหาทวาร ฯลฯ) เพื่อเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้เป็นสมาธิ และปราศจากกิเลสนิวรณ์พร้อมกันนี้ ได้ให้อธิษฐานขอให้ "จรณะ 15" (ข้อปฏิบัติ 15 ประการ อันมีศรัทธาเป็นต้น) และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" (เช่น สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, สติปัฏฐาน 4, มรรคมีองค์ 8) บังเกิดขึ้น เพื่อกำจัดอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ให้สิ้นไปสู่มรรคผลนิพพาน โดยเน้นย้ำถึงหลักธรรม 3 ประการ ตามพระพุทธดำรัส คือ "อาตาปี และ สติมา... สัมปชาโน" (ความเพียร สติ และสัมปชัญญะ) ซึ่งเรียกว่า "สัมปยุตตธรรม" ให้เกิดขึ้นเพื่อปล่อยวางอารมณ์ภายนอกในภาคปฏิบัติ ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดใจเป็น "บริกรรมนิมิต" คือนึกให้เห็นดวงแก้วกลมใส ปรากฏ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) โดยให้เหลือบดวงตากลับนิด ๆ ควบคู่กับการภาวนา "สัมมาอะระหัง" อย่างต่อเนื่อง เมื่อใจสงบหยุดนิ่ง "เห็น จำ คิด รู้" จะไปรวมเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางดวง ลมหายใจจะละเอียดและสั้นเข้าเมื่อหยุดนิ่งถูกส่วน จะเห็นภายในดวงปฐมมรรคประกอบด้วยธาตุละเอียด คือ "หน้า ธาตุละเอียดของธาตุน้ำ ขวา ธาตุดิน หลัง ธาตุไฟ ซ้าย ธาตุลม ตรงกลาง อากาศธาตุ กลางอากาศธาตุ เป็น วิญญาณธาตุ" เมื่อใจหยุดนิ่งตรงกลางวิญญาณธาตุ ศูนย์กลางจะขยายว่างออก ปรากฏดวงธรรมที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ คือ ดวงศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ, และวิมุตติญาณทัสสนะผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตเข้าสู่กายภายในซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือละความรู้สึกจากกายที่หยาบไปสู่กายที่ละเอียด เริ่มจาก:กายมนุษย์ละเอียด: โปร่งใสสวยงามกว่ากายเนื้อ นั่งขัดสมาธิอยู่บน "องค์ฌาน"กายทิพย์ และกายทิพย์ละเอียด: โตใหญ่ ใสสว่าง เป็น 2 เท่าของกายมนุษย์กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม: โตและมีรัศมีสว่างยิ่งกว่ากายทิพย์ตามลำดับธรรมกาย: เมื่อสุดละเอียดกายอรูปพรหม จะปรากฏเป็น "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง ขนาดหน้าตัก ความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม 4 วาครึ่งขึ้นไป" นั่งบนองค์ฌานผู้บรรยายกำชับว่า เมื่อถึงกายใด ให้หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของกายนั้น "ถ้าไม่ปล่อย ถ้ายึดติดอยู่ในสุขนั่นไปไม่รอด" ต้องดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไปจนสุดละเอียดถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต... ทับทวีขึ้นมาไม่ขาดสาย นับไม่ถ้วน" (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป)เมื่อดำเนินจิตสุดละเอียดจน "ปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ได้ และปล่อยความยินดีในฌานสมาบัติได้" ธรรมกายที่หยาบจะ "ตกศูนย์" และธรรมกายที่บริสุทธิ์ที่สุดจะไปปรากฏใน "อายตนนิพพาน"ณ อายตนนิพพานนี้ ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นสภาวะของ "พระนิพพานธาตุ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่บน "รัตนบัลลังก์" สว่างไสวด้วยธรรมรังสี (ไม่มีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์) แวดล้อมด้วยธรรมกายตรัสรู้ของพระอรหันต์ขีณาสพประทับบนองค์ฌาน เวียนขวารอบพระพุทธเจ้า ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะประทับบนรัตนบัลลังก์เพียงโดด ๆ ลำพังท้ายที่สุด ให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐาน "ซ้อนหยุดนิ่งแน่น กลางของกลางพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า" แล้วดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป จนกระทั่งเข้าถึง "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม" อันเป็นที่สุดแห่งการปฏิบัติ Luangpusodh.com
-
113
19. การพิจารณาเห็นจิตในจิต โครงสร้างนามขันธ์ และสภาวะแห่งอายตนนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)วัตถุประสงค์ของการพิจารณาเห็นจิตในจิต: การรู้เท่าทันกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ที่หุ้มซ้อนจิตอยู่การเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม" และ "ปฏิโลม": ลำดับการดำเนินจิตตั้งแต่ปฐมฌานถึงปัญจมฌานโครงสร้างธาตุละเอียดของ "เบญจขันธ์": ศูนย์กลางของรูปขันธ์ และองค์ประกอบของมหาภูตรูปโครงสร้างของ "นามขันธ์ 4" (เห็น จำ คิด รู้): การขยายส่วนหยาบเป็นดวงธรรมทั้ง 4 ซึ่งรวมเรียกว่า "ใจ"สภาวะของดวงคิดกับระดับสมาธิ: การสังเกตดวงคิดในระดับน้ำเลี้ยงหัวใจเมื่อจิตเป็นสมาธิ ง่วงซึม หรือฟุ้งซ่านกลไกการเกิด "กิเลสานุสัย" ในจิต: สภาวะของ ปฏิฆานุสัย กามราคานุสัย และ อวิชชานุสัย ที่ย้อมสีดวงจิตความแตกต่างระหว่างใจปุถุชนและกายพ้นโลก: การขยายโตเต็มส่วนธาตุธรรมของธรรมกายเมื่อปราศจากกิเลสการรู้เห็น "อายตนนิพพาน" และ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": การเข้าสู่พระนิพพานของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีณาสพอัตตลักษณะแห่งพระนิพพาน: สภาวะที่เป็น วิสังขาร นิจจัง ปรมัง สุขัง อมตํ ปทํ และ อัตตาการแผ่พรหมวิหารธรรมในระดับฌาน และอุทิศส่วนกุศล: การตั้งจิตโปรดสัตว์โลกให้หลุดพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ"ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนหลักปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีสติ "พิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้ง ณ ภายนอก และ ณ ภายใน"ผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัตินำใจจรดนิ่งที่ศูนย์กลางธรรมกายอรหัต แล้วดำเนินจิต "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านดวงธรรมที่ทำให้เป็นทุกกาย (กายเถา 18 กาย) ตามลำดับฌาน (อนุโลม) ดังนี้:ปฐมฌาน: จรดใจกลางดวงธรรม ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาทุติยฌาน: ละวิตกวิจาร คงเหลือ ปีติ สุข และเอกัคคตาตติยฌาน: ละปีติ คงเหลือ สุข และเอกัคคตาจตุตถฌาน: ละสุข คงเหลือ เอกัคคตา เป็นหนึ่งนิ่งอยู่ปัญจมฌาน: สำหรับผู้เจริญพรหมวิหารธรรม ศูนย์กลางจะขยายว่างออก ประกอบด้วย เอกัคคตา และ อุเบกขาเมื่อสุดทางแล้ว ให้อธิษฐานลดระดับสมาธิลงทวนกลับ (ปฏิโลม) เพื่อชำระ "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ให้บริสุทธิ์ผ่องใสซะก่อน"เมื่อธาตุธรรมผ่องใส ให้นำใจหยุดนิ่ง ณ กลางดวงธรรมกำเนิดธาตุธรรมเดิม จะพบ "ธาตุละเอียดของขันธ์ 5 หรือเรียกว่า เบญจขันธ์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ"รูปขันธ์: ตรงกลางมีธาตุละเอียดคือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และใจกลางสุดคือ "วิญญาณธาตุ"นามขันธ์ 4: ซ้อนอยู่ในวิญญาณธาตุ ขยายส่วนหยาบออกมาเป็น ดวงธรรม 4 ดวง เรียกว่า "ใจ" ได้แก่ดวงเห็น (ขยายจากเวทนาขันธ์) ขนาดเท่าเบ้าตาดวงจำ (ขยายจากสัญญาขันธ์) ขนาดเท่าดวงตาดวงคิด หรือ ดวงจิต (ขยายจากสังขารขันธ์) ขนาดเท่าตาดำ ลอยอยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจดวงรู้ (ขยายจากวิญญาณขันธ์) ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยผู้บรรยายให้สังเกตสภาวะของดวงคิดว่า หากจิตเป็นสมาธิ "ดวงคิดนี่จะลอยปริ่มพอดีกับระดับเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจที่ใส" แต่หากง่วงซึมดวงคิดจะจมลง และหากฟุ้งซ่าน ดวงคิดจะลอยเหนือระดับน้ำเลี้ยง การรู้เท่าทันสภาวะนี้คือการ "พิจารณาเห็นจิตในจิต"เมื่อมีอารมณ์มากระทบจิต กิเลสที่นอนเนื่อง (อนุสัย) จะแสดงตัวออกมาห่อหุ้มและย้อมสีน้ำเลี้ยงจิตปฏิฆานุสัย: เกิดร่วมกับอกุศลจิตเมื่อกระทบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ หุ้มดวงเห็นเป็นสีดำ ๆ หากโกรธจัดจะย้อมน้ำเลี้ยงจิตให้เป็น "สีเขียวเข้ม หรือ แดงก่ำ"กามราคานุสัย: เกิดเมื่อจิตยินดีพอใจในอารมณ์ จะฟุ้งกระจายทำให้ดวงจิตที่เคยผ่องใสขุ่นมัวเป็น "สีชมพู"อวิชชานุสัย: หุ้ม "ดวงรู้" เป็นสีดำ ทำให้ไม่รู้แจ้งในสัจธรรม นำไปสู่การยึดมั่นถือมั่นขันธ์ 5 ด้วยตัณหาและทิฐิ ว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขาแต่หากปฏิบัติธรรมจนกิเลสเหล่านี้เบาบาง ธาตุธรรมจะใสสว่างและโตใหญ่ขึ้น เมื่อถึงกายพ้นโลกคือธรรมกาย เครื่องหุ้มเหล่านี้จะหลุดร่อนออก ดวงธรรม เห็น จำ คิด รู้ จะ "ขยายโตเต็มส่วนธาตุเต็มธรรมของธรรมกาย" และเปลี่ยนเป็น "ญาณรัตนะ" นำไปสู่ความรู้แจ้งเมื่อพิสดารกายจนสุดละเอียด ปล่อยอุปาทานในเบญจขันธ์ได้ "ตกศูนย์เข้าอายตนนิพพาน" ผู้ปฏิบัติจะซ้อนธรรมกายเข้าสู่กลาง "พระนิพพาน คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า" ซึ่งประทับบนรัตนบัลลังก์ แวดล้อมด้วยพระอรหันต์ขีณาสพ (ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะประทับอยู่โดด ๆ) ณ ที่นั้น จะพบ "จักรพรรดิ" เป็นประธานของรัตนะ 7 พร้อมแว่นแก้วกล้องแก้วสำหรับต่อญาณทัสสนะผู้บรรยายให้ใช้มือธรรมกายสัมผัสพระเพลา (ขา) ของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน เพื่อพิสูจน์ว่ามี "ตัวตน" ไม่ใช่สภาวะว่างเปล่า พระนิพพานเป็น "วิสังขาร" (ไม่ถูกปรุงแต่ง) มีลักษณะเป็น "นิจจัง" (เที่ยงแท้) "ปรมัง สุขัง" (บรมสุขอย่างยิ่ง) และ "อมตํ ปทํ" (ยั่งยืนไม่ตาย) จึงจัดเป็น "อัตตาวิมุตติ" หรือ "อัตตา" ที่แท้จริง ตรงข้ามกับสังขารธรรมในภพ 3 ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาสามารถศึกษาคู่มือเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
112
18. วิถีดับหยาบไปหาละเอียดสู่ธรรมกาย และการเจริญปุพเพนิวาสานุสสติญาณเพื่อยกขึ้นสู่วิปัสสนาปัญญา
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อการปฏิบัติ:การเตรียมใจและการอธิษฐานบารมี: การนั่งสมาธิและน้อมรำลึกบุญบารมีที่สั่งสมมา (ทาน ศีล ภาวนา) เพื่อเป็นพลวปัจจัยสู่มรรคผลและพระนิพพานธาตุการอาราธนาคุณธรรมขั้นสูง: การตั้งจิตอธิษฐานขอให้จรณะ 15, วิชชา 3, วิชชา 8 อันครอบคลุมถึงอภิญญา 6, จตุปฏิสัมภิทาญาณ และโพธิปักขิยธรรมทั้ง 37 ประการบังเกิดขึ้นหลักปฏิบัติเพื่อรักษาสมาธิ: การเจริญสัมปโยคธรรม (อาตาปี สติมา สัมปชาโน) และปหานธรรมเพื่อกำจัดนิวรณ์การหาศูนย์กลางกายและบริกรรมนิมิต: การใช้บริกรรมนิมิต (ดวงกลมใส) และบริกรรมภาวนา (สัมมา อะระหัง) ตรงศูนย์กลางกายเหนือสะดือ 2 นิ้วมือวิถีดับหยาบไปหาละเอียด: การดำเนินจิตด้วยหลักหยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง ซ้อนเข้าสู่กายภายในตามลำดับการเข้าถึงกายภายในจนถึงธรรมกาย: การซ้อนผ่านกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม จนปรากฏเป็นธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่างการเจริญวิชชาปุพเพนิวาสานุสสติญาณ: การตั้งจิตอธิษฐาน ณ สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม เพื่อระลึกอัตภาพในอดีต ตั้งแต่วัยเยาว์ ทารกในครรภ์ ไปจนถึงอดีตชาติวิปัสสนาปัญญาพิจารณาอุปาทินนกสังขาร: การนำภาพอดีตชาติมายกขึ้นสู่วิปัสสนา ให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาของสังขารที่มีวิญญาณครองการแผ่พรหมวิหารธรรม: การตั้งจิตแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพื่อความพ้นเวรพ้นภัย และการอุทิศกุศลในตอนท้ายเนื้อความย่ออย่างละเอียด:ภาคที่ 1: การอธิษฐานบารมีเพื่อเป็นฐานแห่งสมถวิปัสสนา เนื้อหาไฟล์นี้เริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัตินั่งขัดสมาธิ ตัดอารมณ์ภายนอก และน้อมรำลึกถึงบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมา ทั้งอามิสทานและธรรมทาน ตลอดจนการเจริญศีลสิกขาและจิตตสิกขา เพื่อเป็นบาทฐานในการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี การพิจารณาบารมีทั้ง 10 ประการของตนเองเนือง ๆ จะทำให้เกิดกำลังใจและรู้ว่าบำเพ็ญมาบริบูรณ์เพียงไร ภาคที่ 2: วิถีดับหยาบไปหาละเอียด สู่การประจักษ์แจ้งธรรมกาย ในการเจริญภาวนา ผู้สอนให้อาศัยการเหลือบดวงตากลับนิด ๆ สังเกตลมหายใจลึก ๆ นำใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ โดยใช้บริกรรมนิมิตนึกถึงดวงกลมใสสว่าง ควบคู่กับบริกรรมภาวนาว่า "สัมมา อะระหัง" เมื่อใจรวมเป็นเอกัคคตาจิตเป็นหนึ่งเดียว ผู้ปฏิบัติจะเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายปรากฏขึ้น การดำเนินจิตต่อไปต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" โดยให้ใจหยุดเข้าไปในกลางอากาศธาตุและวิญญาณธาตุ ทะลุผ่านเครื่องกลั่นกรองคือ ดวงธรรม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ศูนย์กลางจะขยายออกและปรากฏกายภายในที่ละเอียดประณีตซ้อนกันอยู่ตามลำดับเริ่มจากกายมนุษย์ละเอียดที่นั่งอยู่บนองค์ฌาน เมื่อดับหยาบเข้าไปอีกจะพบกายทิพย์และกายทิพย์ละเอียด เข้าสู่กายรูปพรหมและกายรูปพรหมละเอียด (อันเป็นระดับทุติยฌานและตติยฌาน) เข้าสู่กายอรูปพรหมหยาบและละเอียด จนในที่สุดเมื่อดับหยาบไปสุดละเอียด จะประจักษ์แจ้งธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง ซึ่งมีพุทธลักษณะที่สวยงามประณีตดุจเพชรภาคที่ 3: การเจริญวิชชาปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และยกสู่วิปัสสนาปัญญา เมื่อเข้าถึงธรรมกายหรือเมื่อจิตหยุดนิ่งดีแล้ว ผู้สอนให้นำใจจรดลงไปตรงกลางอากาศธาตุ กลางวิญญาณธาตุ ซึ่งจะปรากฏสายกำเนิดธาตุธรรมเดิมเล็กใสเหมือนใยบัวอยู่ตรงกลาง ณ จุดนี้ผู้สอนให้อธิษฐานจิตเพื่อเจริญวิชชาที่ 1 คือการระลึกชาติ โดยอธิษฐานให้เห็นอัตภาพของตนสืบถอยหลังลงไปในอดีต เริ่มจากถอยไป 10 ปี, 5 ปี, จนถึงอายุ 1 ขวบ จากนั้นให้อธิษฐานดูย้อนกลับไปถึงตอนเป็นทารกในครรภ์มารดา ดูช่วงที่มาตั้งปฏิสนธิวิญญาณ (ซึ่งจะเห็นว่าไปพักอยู่ที่ศูนย์กลางกายของบิดาก่อน) และสืบถอยหลังไปจนถึงอดีตชาติของตนชั้นที่ 1 ว่าก่อนหน้านี้ตนเองเป็นใครมาจากไหน การได้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ จัดเป็นวิชชาที่ 1 เหมือนลูกไก่ที่กะเทาะเปลือกไข่ออกมาเห็นโลกกว้างในขั้นสุดท้าย ผู้สอนให้ยกสภาวะที่เห็นนั้นขึ้นสู่วิปัสสนา โดยให้พิจารณาอุปาทินนกสังขาร (สังขารที่มีชีวิต มีวิญญาณครอง) ที่ได้สัมผัสมาทั้งอดีตและปัจจุบัน ว่าล้วนตกอยู่ในพระไตรลักษณ์ คือมีความไม่เที่ยง ต้องเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสื่อมสลาย หมดสภาพเดิม เป็นทุกข์ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยของปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร การเห็นตามความเป็นจริงนี้จะทำให้เกิดศรัทธา ศีล และปัญญา ไม่ยึดติดในอัตภาพ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และสวดอุทิศส่วนกุศลเพื่อประโยชน์สูงสุดสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
111
17. การเจริญสติปัฏฐาน 4 เบื้องกลาง พิจารณานามขันธ์และปฏิจจสมุปบาทธรรม
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดการจัดอิริยาบถและการตั้งจิตอธิษฐาน: การรวมใจหยุดนิ่ง และน้อมนำบารมีธรรมเพื่อกำจัดกิเลสนิวรณ์การอาราธนาคุณธรรมเป็นเครื่องประหารอวิชชา: การขอให้ "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37" บังเกิดขึ้นหลักสมถภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" (ดวงแก้วกลมใส) และ "บริกรรมภาวนา" (สัมมาอะระหัง) ณ ฐานที่ 7การเข้าถึง "ดวงปฐมมรรค" และดวงธรรมภายใน: โครงสร้างธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณธาตุการดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม และธรรมกายการเปลี่ยนแปลงของ "เวทนา" ตามระดับภูมิธรรม: จากทุกขเวทนาในกายหยาบ สู่สุขเวทนาในกายละเอียดการพิจารณาธาตุละเอียดของเบญจขันธ์ (นามขันธ์ 4): โครงสร้างของดวง "เห็น จำ คิด รู้"กลไกการเกิดกิเลสานุสัย (กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย): การปรุงแต่งของจิตเมื่อผัสสะกระทบอายตนะ และสีของน้ำเลี้ยงจิตการพิจารณา "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" ณ ภายใน: การ "ตกศูนย์" ของดวงธรรม และการเกิดดับของนามรูปการแผ่พรหมวิหารธรรมและการอุทิศส่วนกุศล: การตั้งจิตเมตตาและสวดบูชาพระรัตนตรัยไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนเจริญภาวนาทั้งสมถะและวิปัสสนา โดยเน้นที่การ "มีสติพิจารณาเห็นจิตในจิตให้มากขึ้น" ประกอบกับการเห็นกาย เวทนา และธรรม ตามหลักสติปัฏฐาน 4 อย่างลึกซึ้ง ดังนี้:ผู้บรรยายแนะนำการนั่งขัดสมาธิ (เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย) เพื่อป้องกันกิเลสนิวรณ์อย่างถีนมิทธะ (ความง่วง) แล้วตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีต ตลอดจนคุณพระรัตนตรัยและครูอาจารย์ มาเป็นตบะเดชะ พร้อมขอให้คุณธรรมสำคัญบังเกิด ได้แก่ "จรณะ 15" (เช่น ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ ฌาน 4) และ "โพธิปักขิยธรรม ทั้ง 37 ประการ" (เช่น สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 มรรคมีองค์ 8) เพื่อ "ประหาร คือ ละ อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไป"ผู้ปฏิบัติต้องนำใจคือความ เห็น จำ คิด รู้ ไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม" (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) โดยกำหนด "บริกรรมนิมิต" เป็นดวงแก้วกลมใสสว่าง และ "บริกรรมภาวนา" ท่องว่า "สัมมาอะระหัง" ต่อเนื่องกันไป เมื่อใจสงบจะเข้าถึง "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" ซึ่งภายในประกอบด้วยธาตุละเอียดคือ ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ และมี "วิญญาณธาตุ" เป็นจุดเล็กใสอยู่ตรงกลาง ศูนย์กลางจะขยายออกปรากฏเป็นดวง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันอยู่ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือทิ้งความรู้สึกของกายหยาบ ไปสวมความรู้สึกในกายละเอียด เริ่มจากเข้าถึง "กายมนุษย์ละเอียด" นั่งบนองค์ฌานลักษณะคล้ายแผ่นกระจกกลมใส ในขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติจะเสวย "สุขเวทนา" ยิ่งกว่ากายมนุษย์หยาบ (ซึ่งมีแต่ทุกขเวทนาและความปวดเมื่อย) ภูมิธรรมจะยกระดับจาก "มนุษยธรรม" สู่ "เทวธรรม" (เมื่อเข้าถึงกายทิพย์ มีหิริโอตตัปปะ), "พรหมธรรม" (เมื่อเข้าถึงกายรูปพรหม มีพรหมวิหาร 4), และเข้าถึง "พุทธธรรม" คือ ธรรมกาย ที่สามารถพิจารณาสังขารธรรมให้เห็นตามความเป็นจริงว่า "เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา"เมื่อเข้าถึงธรรมกายที่สุดละเอียด ผู้บรรยายให้ใช้ญาณของธรรมกายเพ่งกลับลงมาที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ เพื่อพิจารณาธาตุละเอียดของเบญจขันธ์ จะพบว่า:รูปขันธ์ ประกอบด้วยธาตุละเอียดของ มหาภูตรูป 4 และอากาศธาตุนามขันธ์ 4 ขยายส่วนหยาบออกมาเป็นดวงธรรมตั้งซ้อนกัน คือ "ดวงเห็น" (เวทนาขันธ์ เท่าเบ้าตา), "ดวงจำ" (สัญญาขันธ์ เท่าดวงตา), "ดวงคิด" (สังขารขันธ์ เท่าตาดำ ลอยในน้ำเลี้ยงหัวใจ), และ "ดวงรู้" (วิญญาณขันธ์ เท่าเมล็ดพริกไทย) ซึ่งรวมเรียกว่า "ใจ"ผู้บรรยายชี้ให้เห็นกลไกของจิตเมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบอายตนะ (ตา หู จมูก ฯลฯ) หากปุถุชนรับอารมณ์ที่น่ากำหนัดยินดี จิตดวงเดิมจะ "ตกศูนย์ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6" และปรุงเป็นอกุศลจิตดวงใหม่ โดยมี "กามราคานุสัย" หุ้มดวงจิต ย้อมสีน้ำเลี้ยงของจิตให้เป็น "สีชมพู หรือสีดำ ๆ" แต่หากรับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ "ปฏิฆานุสัย" จะเข้าย้อมจิตให้เป็น "สีแดงเข้ม หรือสีเขียว" หรือหากมีโมหะจะเป็น "สีน้ำล้างเนื้อ หรือสีตะกั่วตัด"วงจรการ "ดับแล้วก็เกิด ดับแล้วก็เกิด" ของจิตนี้ ดำเนินไปตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" (ผัสสะเป็นปัจจัยเกิดเวทนา -> ตัณหา -> อุปาทานและกรรม -> ภพชาติ) การตามดูสภาวะที่เกิดดับและขุ่นมัวหรือผ่องใสของจิตนี้เอง คือการปฏิบัติวิปัสสนาในการ "มีสติพิจารณาเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เป็นทั้ง ณ ภายในและ ณ ภายนอก" เพื่อให้เกิดธรรมสังเวช และคลายความยึดมั่นถือมั่นสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
110
16. การดำเนินจิตวิถีดับหยาบไปหาละเอียดสู่ธรรมกายมรรคผล และการขยายข่ายญาณเจริญจุตูปปาตญาณ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อการอธิษฐานบารมี 10 ทัศ และการอาราธนาคุณพระรัตนตรัย: การตั้งจิตระลึกถึงบุญกุศลและบารมีธรรม เพื่อให้บังเกิดเป็น "ตบะ เดชะ พลวะ ปัจจัย ใน ธาตุ ธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของเรา"การอธิษฐานเพื่อมรรคผลนิพพาน: การขอให้ "จรณะ 15", "วิชชา 3 วิชชา 8", "อภิญญา 6", "จตุปฏิสัมภิทาญาณ" และ "โพธิปักขิยธรรมทั้ง 37 ประการ" บังเกิดเพื่อประหารอวิชชาหลักปฏิบัติสมถภาวนาและการหาศูนย์กลางกาย: การใช้ "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ตรงจุดศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือการวิเคราะห์โครงสร้างศูนย์กลางกาย: การดำเนินจิตผ่านศูนย์ 5 ศูนย์ และศูนย์กลางแห่ง "อากาศธาตุ" และ "วิญญาณธาตุ"วิถีการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" เข้าสู่ "ธรรมกาย" ที่มีพุทธลักษณะ "เกตุดอกบัวตูม"การก้าวล่วงสู่ "โลกุตตรภูมิ" และประหาร "สังโยชน์": การบรรลุความเป็นพระอริยบุคคลด้วยการตัดสังโยชน์ 3 ประการ (สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส) แบบสมุจเฉทปหานการใช้ญาณของธรรมกายพิจารณาอนาคต: การตั้งจิตอธิษฐาน ณ "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" เพื่อดูอัตภาพของตนเองสืบไปจนถึงวันตายวิปัสสนาปัญญาพิจารณาพระไตรลักษณ์และมรณสติ: การยก "เบญจขันธ์" หรือ "อุปาทินนกสังขาร" ขึ้นพิจารณาความแปรปรวน (อนิจฺจตา ทุกฺขตา อนตฺตตา) และระลึกถึงปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์การพิจารณา "ตจปัญจกกรรมฐาน" และการแผ่เมตตา: การพิจารณากรรมฐาน 5 และการอุทิศกุศลในตอนท้ายเนื้อหาไฟล์นี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย ตั้งแต่การตั้งฐานสมาธิเบื้องต้น ไปจนถึงการเจริญวิปัสสนาขั้นสูงเพื่อเห็นความเกิดดับของสังขาร ดังนี้:เนื้อหาไฟล์นี้เริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัติตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นคง และรวมใจไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกาย" พร้อมให้อธิษฐานระลึกถึงบุญกุศลที่บำเพ็ญมาจนเป็น "บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ทั้ง 10 ประการ" (เช่น ทานบารมี ศีลบารมี ฯลฯ) โดยให้กำหนดลงไปตรง "จุดเล็กใส กลางดวงใส ตรงศูนย์กลางกาย"เมื่อใจสงบหยุดนิ่ง จะบังเกิด "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ใสสว่าง" ผู้ปฏิบัติต้องละคำบริกรรมและนิมิต แล้วใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ดำเนินผ่านโครงสร้าง (ศูนย์กลางหน้า ขวา หลัง ซ้าย) เข้าสู่ตรงกลางอันเป็นที่ตั้งของ "อากาศธาตุ" และ "วิญญาณธาตุ" ศูนย์กลางจะขยายออกพร้อมกับการกลั่นกรองกาย วาจา ใจ ให้เป็น "ศีลบริสุทธิ์ ด้วยจิตบริสุทธิ์"ผู้ปฏิบัติต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ละความรู้สึกจากกายหยาบเข้าสู่กายละเอียดไปตามลำดับ จนสุดละเอียดประจักษ์แจ้งซึ่ง "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง" ขนาดหน้าตักตั้งแต่ "4 วาครึ่งขึ้นไป" เมื่อถึงจุดนี้ การดำเนินจิตจะเป็นการก้าวล่วงจาก "กายโลกิยะ เข้าไปสวมความรู้สึกเป็นกายโลกุตตระ" ซึ่งเป็นศูนย์รวมคุณธรรมของพระอริยเจ้า หากเจริญปัญญาจนมีกำลัง จะสามารถกำจัด "สังโยชน์ กิเลสเครื่องร้อยรัด" ได้เด็ดขาดเป็น "สมุจเฉทปหาน" โดยละสังโยชน์เบื้องต้นคือ "สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส" นำจิตข้ามโคตรปุถุชนสู่ความเป็น "พระอริยบุคคล" ประจักษ์แจ้ง "ธรรมกายมรรค ธรรมกายผล"ในขั้นสูงสุด ผู้สอนให้นำใจหยุดนิ่งตรง "กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม นั่น อากาศธาตุ กลางวิญญาณธาตุ" ซึ่งจะเห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" ที่บริสุทธิ์และเล็กประดุจ "ใยบัว"ณ จุดนี้ ผู้สอนให้นำญาณของธรรมกายตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อพิจารณา "อัตภาพของตนต่อไปในอนาคต" โดยกำหนดดูไปทีละช่วงชีวิต (ช่วงละ 5 ปี หรือ 10 ปี) สืบต่อไปจนถึง "วันตาย" เมื่อเห็นภาพอัตภาพของตนแตกทำลาย ให้นำสภาวะนั้นยกขึ้นสู่ "วิปัสสนา" โดยพิจารณา "เบญจขันธ์" (รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์) ว่าตกอยู่ในกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คือ เปลี่ยนแปลงทนอยู่ไม่ได้ ("อนิจฺจตา ทุกฺขตา") และต้องแตกสลายไปในที่สุด ("เป็นอนตฺตตา")การเห็นตามความเป็นจริงนี้ จัดเป็นการพิจารณา "อุปาทินนกสังขาร ว่าเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" และเป็นเครื่องเจริญ "มรณสติ" ชั้นเลิศ ผู้สอนได้อ้างอิงถึง "ปัจฉิมวาจา" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เธอทั้งหลายจงยังสมณกิจ เพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท" เพื่อกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติเร่งทำกิจของตนให้สมบูรณ์ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการแนะนำให้พิจารณา "ตจปัญจกกรรมฐาน" และปิดท้ายการภาวนาด้วยการแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลตามแบบแผนสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
109
15. การเจริญฌานสมาบัติโดยอนุโลม-ปฏิโลม ตรวจทุคติภูมิ และการแผ่พรหมวิหารธรรมในระดับฌาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)การเจริญฌานสมาบัติ 8 โดย "อนุโลม" และ "ปฏิโลม": ลำดับการเข้าปฐมฌานถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานการทำนิโรธ ดับสมุทัย: การพิสดารกายผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม เพื่อประหารอวิชชา ตัณหา อุปาทานการเข้าสู่ "อายตนนิพพาน": การตกศูนย์ของกายหยาบ และการรู้เห็นพระนิพพานและจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงญาณทัสสนะตรวจ "เทวโลก": การเข้านมัสการ "เจดีย์จุฬามณี" ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ญาณทัสสนะตรวจ "ทุคติภูมิ" (นรก): การพิจารณาวิบากกรรมในนรกขุมต่าง ๆ (ปาณาติบาต, กาเมฯ, สุรา)การตรวจขุม "อเวจีมหานรก": การรับโทษของพระเทวทัตจากอนันตริยกรรมการตรวจ "อายตนโลกันต์": ภพภูมิที่มืดมิดของมิจฉาทิฏฐิผู้ทำกรรมหนักสุดขอบจักรวาลการพิจารณาและโปรด "เปรต": การตรวจบุพกรรมของเปรต และการให้ศีล 5 พร้อมอุทิศกุศลการแผ่ "พรหมวิหารธรรม" ในระดับฌาน: การละลายธาตุธรรม และแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาการเชื่อม "ต้นในต้น": การตั้งผังสุขสมบูรณ์เพื่อสถาบัน และการตั้งจิตให้สรรพสัตว์พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ"ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนปฏิบัติวิชชาธรรมกายชั้นสูงอย่างเป็นระบบ ผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในและองค์ฌานตามลำดับ (อนุโลม) เริ่มจาก:ปฐมฌาน: สำเร็จด้วยกายมนุษย์ละเอียด ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาทุติยฌาน: ละวิตกวิจาร คงเหลือ ปีติ สุข เอกัคคตา (กายทิพย์)ตติยฌาน: ละปีติ คงเหลือ สุข เอกัคคตา (กายรูปพรหม)จตุตถฌาน: ละสุข คงเหลือ เอกัคคตา จิตนิ่งเป็นหนึ่ง (กายอรูปพรหม)อรูปฌาน 4: ดำเนินจิตให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น เข้าสู่ อากาสานัญจายตนฌาน (เพ่งอากาศว่างเป็นอารมณ์), วิญญาณัญจายตนฌาน (เพ่งวิญญาณธาตุเป็นอารมณ์), อากิญจัญญายตนฌาน, และ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (มีสัญญาเหมือนไม่มี แทบไม่รู้สึกตัว)เมื่อถึงจุดสุดละเอียด ให้อธิษฐาน "ลดระดับสมาธิลงเป็นปฏิโลม" โดยถอยจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน กลับลงมาสู่ปฐมฌาน เพื่อฝึกให้ชำนาญ จากนั้นให้ออกจากการเข้าฌานเพื่อทำ "นิโรธ ดับสมุทัย" โดยพิสดารกายผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ประหารอกุศลจิตและตัณหาอุปาทานในเบญจขันธ์ เมื่อจิตปล่อยวางได้เด็ดขาด ธรรมกายหยาบจะ "ตกศูนย์" และธรรมกายสุดละเอียดจะปรากฏใน "อายตนนิพพาน" ซ้อนเข้าสู่กลางพระนิพพานและ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง"เมื่ออยู่ในอายตนนิพพาน ผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัติต่อญาณทัสสนะ หยิบ "จักรแก้ว" แล้วขยายข่ายแห่งญาณไปยังสวรรค์ชั้น "ดาวดึงส์" ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ณ ที่นี้ ให้นมัสการ "เจดีย์จุฬามณี" ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลี (เส้นผม) พระขรรค์ และพระเขี้ยวแก้ว ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้บรรยายยังได้กล่าวเสริมถึง "ทุสสเจดีย์" ในชั้นอกนิฏฐภพ (สุทธาวาส) ที่ท้าวฆฏิการพรหมสร้างไว้ประดิษฐานผ้าโพกพระเศียรด้วยท่านให้ผู้ปฏิบัติน้อมภพใต้เขาพระสุเมรุขึ้นมาพิจารณา โดยเปล่งรัศมีธรรมกายให้สว่าง ญาณทัสสนะจะเห็นสัตว์นรกขุมต่าง ๆ ที่รับวิบากกรรม ดังนี้:นรกขุมที่ 1: สัตว์นรกมีหัวเป็นสัตว์ (เช่น หมู, หมา) ตัวเป็นคน ต้องรับโทษเพราะทำกรรม "ปาณาติบาต" (ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต)นรกขุมที่ 3: สัตว์นรกถูกหอกดาบทิ่มแทงและต้องปีน "ต้นงิ้ว" เพราะผิดศีลข้อ "กาเมสุมิจฉาจาร"นรกขุมที่ 5: สัตว์นรกถูกกรอกปากด้วย "น้ำทองแดง" จากกระทะทองแดง ด้วยผลกรรมจากการ "ดื่มสุรา"นรกขุมอื่น ๆ ยังพบผู้ที่สูบฝิ่นและกัญชา มีไฟไหม้อยู่ในปากนรกขุมที่ 8 (อเวจีมหานรก): ผู้บรรยายให้พิจารณา "พระเทวทัต" ที่ถูกโซ่ผูกรัดและเหล็กตรึงร่างจากทุกทิศทาง ไฟไหม้จนกายดำเป็นตอตะโก ไม่สามารถกระดิกตัวได้ รับโทษเพราะทำ "อนันตริยกรรม" (เช่น ทำร้ายพระพุทธเจ้า, ทำสงฆ์ให้แตกกัน)ลึกลงไปนอกขอบจักรวาล คือ "อายตนโลกันต์" เป็นภพที่มืดมิด มีแต่น้ำกรด สัตว์นรกผอมโซ กัดกินกันเอง ไม่รู้จักตาย นี่คือที่สถิตของผู้ที่เป็น "มิจฉาทิฏฐิ" อย่างแรงกล้า ไม่รู้บาปบุญคุณโทษท่านให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐานใช้จักรแก้วนำ "เปรต" ในรัศมี 100 กิโลเมตร มารวมกันรอบนอกวัด ภาพที่เห็นคือเปรตรูปร่างผอมโซ สกปรก เหม็นคาว ไม่มีเสื้อผ้า และต้องดำรงชีพด้วยการ "ดูดน้ำเหลือง" บุพกรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรต ได้แก่ การเถียงหรือทำร้ายบิดามารดา, ความโลภ, ตัณหาราคะ, และที่สำคัญคือ "การขโมยของวัด"เพื่อเป็นการโปรดสัตว์ ผู้ปฏิบัติได้ทำข้อตกลงให้เปรตสมาทานรักษาศีล หากพ้นวิบากกรรมไปได้ จากนั้นจึงให้ "ไตรสรณคมน์ และ ศีล 5" แก่เปรตเหล่านั้น พร้อมทั้งอุทิศบุญกุศลที่เกิดจากการเจริญภาวนาให้ ด้วยอานิสงส์แห่งบุญ เปรตที่มีวิบากกรรมเบาบางจะได้เปลี่ยนภพภูมิไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเลื่อนฐานะเป็นเทวดาและเทพธิดา ผู้บรรยายยังฝากให้ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ปกปักรักษาผู้ประพฤติธรรมไม่ให้มารรังควานLuangpusodh.com
-
108
14. การเจริญฌานสมาบัติอนุโลม-ปฏิโลม การเข้าสู่อายตนนิพพาน และญาณทัสสนะตรวจสุคติภพ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)การเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม": ลำดับการเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ผ่านกายภายในการเจริญ "อรูปฌาน": การเข้าถึงอากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌานการเจริญฌานสมาบัติโดย "ปฏิโลม": การลดระดับสมาธิจากอรูปฌานสูงสุด ถอยกลับลงมาสู่ปฐมฌานการ "พิสดารกาย" เข้าสู่ "อายตนนิพพาน": การปล่อยอุปาทานในเบญจขันธ์ และการตกศูนย์ของธรรมกายหยาบการขยายข่ายแห่งญาณตรวจ "อรูปภพ": สภาวะของอรูปพรหม 4 ชั้น และอดีตดาบสการตรวจ "รูปภพ" และชั้น "สุทธาวาส": การพิจารณารัศมีของพรหมอนาคามี และการเข้านมัสการ "ทุสสเจดีย์"การตรวจ "พรหมลูกฟัก": สภาวะของอสัญญีพรหมที่ปฏิเสธสัญญาการตรวจ "เทวภูมิ" (กามภพ): การตรวจสวรรค์ 6 ชั้น และการพิจารณาวิมานทิพยสมบัติของผู้ปฏิบัติการตรวจสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และจาตุมหาราชิกา: การรู้เห็นพระอินทร์ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 และบริวารการแผ่ "พรหมวิหารธรรม" ในระดับฌาน: การละลายธาตุธรรม และแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาท่านสอนให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือหยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง ผ่านกายภายในและองค์ฌานตามลำดับ (อนุโลม) ดังนี้:ปฐมฌาน: เข้าสู่ดวงธรรมของกายมนุษย์ละเอียด ประกอบด้วยอารมณ์ "วิตก วิจาร ตรึกตรองประคองนิมิต อารมณ์ ปีติ สุข และเอกัคคตา"ทุติยฌาน: ละวิตกวิจารได้ ศูนย์กลางขยายออก เข้าสู่กายทิพย์ คงเหลือ "ปีติ สุข และเอกัคคตา"ตติยฌาน: ละปีติได้ เข้าสู่กายรูปพรหม คงเหลือ "สุข และเอกัคคตา"จตุตถฌาน: ละสุขได้ เข้าสู่กายอรูปพรหม คงเหลือ "เอกัคคตา" จิตนิ่งเป็นหนึ่งอรูปฌาน 4: ดำเนินจิตละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น เข้าสู่ อากาสานัญจายตนฌาน (เพ่งอากาศว่างเป็นอารมณ์), วิญญาณัญจายตนฌาน (เพ่งวิญญาณธาตุเป็นอารมณ์), อากิญจัญญายตนฌาน, และ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (สัญญาความจำได้หมายรู้มีเหมือนไม่มี) จนเข้าสู่ศูนย์กลางธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียดเมื่อดำเนินจิตถึงสุดทางแล้ว ให้อธิษฐาน "ลดระดับสมาธิลงเป็นปฏิโลม" โดยถอยกลับจากอรูปฌาน สู่จตุตถฌาน ตติยฌาน ทุติยฌาน จนถึงปฐมฌาน เพื่อฝึกให้ชำนาญ (ควรทำอย่างน้อย 1-3 รอบ)หลังจากเข้าฌานสมาบัติจนชำนาญ ให้ออกจากจตุตถฌานแล้วทำวิชชา "พิสดารกาย ดับหยาบไปหาละเอียด... ผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมของทุกกาย สุดกายหยาบ กายละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" เพื่อประหารกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทานเมื่อจิตบริสุทธิ์และ "ปล่อยอุปาทานในเบญจขันธ์ หรือขันธ์ 5 ของกายในภพ 3 ได้ ปล่อยขาดได้หมดพร้อมกัน ธรรมกายหยาบจะตกศูนย์ ธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนนิพพาน" ณ ที่นั้น ให้ซ้อนธรรมกายเข้าสู่กลางพระนิพพานและจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง เพื่อต่อญาณทัสสนะให้รู้แจ้งเมื่ออยู่ในอายตนนิพพาน ให้อธิษฐานขยายข่ายของญาณธรรมกายให้กว้างสุดภพสุดจักรวาล เพื่อตรวจดูสภาวธรรมในภพภูมิต่าง ๆ ได้แก่:อรูปภพ: ตรวจอรูปพรหม 4 ชั้น ผู้บรรยายยกตัวอย่าง "อุทกดาบส" ที่มาอุบัติในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ และ "อาฬารดาบส" ในชั้นอากิญจัญญายตนะ เนื่องจากสิ้นชีวิตก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้รูปภพ (พรหมโลก): มี 16 ชั้น โดย 5 ชั้นสูงสุดคือ "สุทธาวาส" อันเป็นที่อุบัติของพระอนาคามี รัศมีในชั้นนี้สว่างยิ่งกว่าอรูปพรหม ในชั้น "อกนิฏฐภพ" (สูงสุดของสุทธาวาส) จะมี "ทุสสเจดีย์" ซึ่งฆฏิการพรหม (คติกาพรหม) สร้างไว้บรรจุผ้าโพกพระเศียรของพระโพธิสัตว์ ผู้บรรยายได้ให้นักปฏิบัติพิสดารกายนมัสการเจดีย์นี้ นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็น "อสัญญีพรหม หรือ พรหมลูกฟัก" ที่เจริญฌานโดยปฏิเสธสัญญา จึงเสวยสุขโดยอยู่นิ่ง ๆ ไม่ไหวติงกามภพ (เทวโลก): ตรวจสวรรค์ 6 ชั้น ได้แก่ ปรนิมมิตวสวัตตี (ที่สถิตท้าววสวัตตีที่กลับใจเป็นสัมมาทิฏฐิ), นิมมานรดี, "ดุสิต" (ที่สถิตของผู้บำเพ็ญบารมีระดับสูง) ผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัติตรวจดู "วิมานว่างเปล่า" ของตนเองที่เกิดจากอานิสงส์แห่งบุญกุศลและการเจริญภาวนา และตรวจดูชั้นดาวดึงส์ อันมีท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์ ซึ่งเป็นพระโสดาบัน) ตลอดจนชั้นจาตุมหาราชิกา ที่มีท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 (ท้าวเวสสุวัณ-ยักษ์, ท้าวธตรฐ-คนธรรพ์, ท้าววิรูปักษ์-นาค, ท้าววิรุฬหก-กุมภัณฑ์) ปกครองทิศทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุในตอนท้าย ท่านให้นำใจกลับสู่ศูนย์กลางธรรมกาย คำนวณรวบรวมธาตุธรรมของสรรพสัตว์ สถาบัน ประเทศชาติ มาซ้อนที่ศูนย์กลาง แล้ว "ละลายธาตุธรรมให้ผ่องใส" จากนั้นให้ตั้งจิตแผ่ "พรหมวิหารธรรม" ในระดับฌานสมาบัติ กล่าวคือ:แผ่เมตตา (ความปรารถนาดี) ในขณะจิตตั้งมั่นใน ปฐมฌานแผ่กรุณา (ความสงสาร) ในขณะจิตตั้งมั่นใน ทุติยฌานแผ่มุทิตา (ความยินดีด้วย) ในขณะจิตตั้งมั่นใน ตติยฌานแผ่อุเบกขา (ความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย) ในขณะจิตตั้งมั่นใน จตุตถฌาน และปัญจมฌานเว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
107
13. หลักปฏิบัติวิชชาธรรมกายเบื้องกลาง การเข้าสู่อายตนนิพพาน ญาณทัสสนะตรวจภพจักรวาล
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดที่ปรากฏในไฟล์ (Table of Contents)วัตถุประสงค์ของการตรวจภพภูมิ: การรู้เห็น "ปุญญาภิสังขาร", "อเนญชาภิสังขาร" และ "อปุญญาภิสังขาร" เพื่อเป็นธรรมสังเวชการบูชาพระกรรมฐานและขอขมาพระรัตนตรัย: การสำรวมระวัง กาย วาจา ใจการอธิษฐานจิตและบารมีธรรม: การน้อมนำ "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37" เพื่อประหารอวิชชาหลักการเจริญสมถภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7การดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงดวงธรรม 5 ประการ และกายในกายทั้ง 18 กายการทำนิโรธและเข้าถึง "อายตนนิพพาน": สภาวะ "วิกขัมภนวิมุตติ" การตกศูนย์ของกายหยาบ สู่ที่สถิตของพระนิพพานธาตุการ "ขยายข่ายของญาณ" ตรวจอรูปภพ: การพิจารณาอรูปพรหม 4 ชั้นการตรวจรูปภพ: การพิจารณาชั้นสุทธาวาส (ที่ตั้งทุสสเจดีย์) และพรหมชั้นต่าง ๆการตรวจกามภพและทุคติภูมิ: การพิจารณาสวรรค์ 6 ชั้น นรก 8 ขุม และ "อายตนโลกันต์"การแผ่พรหมวิหารและอุทิศกุศล: การตั้งจิตให้สรรพสัตว์พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่มรรคผลนิพพานผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการอธิบายเป้าหมายของการตรวจภพภูมิว่า เพื่อให้เห็นผลของการกระทำ สัตว์โลกที่ปรารถนาความสุขย่อมปรุงแต่งด้วย "ปุญญาภิสังขาร" (บุญกุศล) ไปเกิดในมนุษยโลกและเทวโลก หรือ "อเนญชาภิสังขาร" (ความปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว) ไปเกิดในรูปภพและอรูปภพ ส่วนผู้ทำบาปย่อมถูกปรุงแต่งด้วย "อปุญญาภิสังขาร" นำไปสู่ทุคติภูมิ (เปรต นรก อสุรกาย เดรัจฉาน) การเห็นการเวียนว่ายตายเกิดอันเกิดจาก อวิชชา กิเลส ตัณหา จะทำให้เกิด "ธรรมสังเวช สลดจิต" และเห็นความจริงว่าทุกสิ่งล้วนเป็น "อนิจจา... เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา"ผู้ปฏิบัติต้องนำใจไปหยุดที่ "ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" กำหนด "บริกรรมนิมิต" (ดวงแก้วกลมใส) และ "บริกรรมภาวนา" (สัมมาอะระหัง) เมื่อใจหยุดนิ่ง จะเข้าถึง "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" และดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าสู่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม ไปจนถึงธรรมกายสำหรับผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว ให้นำใจหยุดที่ศูนย์กลาง "ธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียด พิสดารกายเจริญฌานสมาบัติ" เพื่อทำนิโรธ ดับสมุทัย เมื่อใจของธรรมกายละอุปาทานใน "เบญจขันธ์" ของกายโลกิยะได้ (เป็น "วิกขัมภนวิมุตติ" หลุดพ้นด้วยการข่มกิเลส) "ใจของธรรมกายอรหัตที่หยาบจะตกศูนย์... ธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียดนั้นก็จะปรากฏ และถึงพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า ในอายตนะคือที่ประทับ" จากนั้นให้อธิษฐานซ้อนธรรมกายเข้าสู่พระนิพพานธาตุเพื่อชำระ "ญาณรัตนะ" (ทิพพจักษุ สมันตจักษุ พุทธจักษุ) ให้บริสุทธิ์เมื่อธรรมกายบริสุทธิ์ ผู้บรรยายให้อธิษฐาน "ขยายข่ายของญาณให้กว้างสุดภพสุดจักรวาล" เพื่อพิจารณาภพภูมิต่าง ๆ ได้แก่:อรูปภพ: ภพสูงสุด 4 ชั้น ตั้งแต่เนวสัญญานาสัญญายตนะ ลงมาจนถึงอากาสานัญจายตนะ อรูปพรหมในชั้นนี้แม้ปฏิเสธรูป แต่ญาณธรรมกายจะเห็นรูปธรรมที่ประณีตยิ่งนัก สื่อสารกันด้วยจิตใจ (ผู้บรรยายยกตัวอย่างอุทกดาบสที่มาอุบัติในชั้นนี้)รูปภพ: มีทั้งหมด 16 ชั้น ชั้นสูงสุด 5 ชั้นคือ "สุทธาวาส" อันเป็นที่สถิตของพระอนาคามี ชั้นบนสุดคือ "อกนิฏฐภพ" ซึ่งมีรัศมีสว่างยิ่งกว่าอรูปภพ ณ ที่นี้มี "ทุสสเจดีย์" ที่ฆฏิการพรหมนำภูษาทรงของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ รองลงมายังมีพวก "อสัญญีสัตว์" (พรหมลูกฟักที่ปฏิเสธสัญญา) และพรหมในระดับฌานต่าง ๆกามภพ (สวรรค์): 6 ชั้น ตั้งแต่ ปรนิมมิตวสวัตตี, นิมมานรดี, และ "ดุสิต" (เทวโลกที่พระโพธิสัตว์ เช่น พระศรีอริยเมตไตรย ประทับอยู่เพื่อบำเพ็ญบารมี ผู้ปฏิบัติสามารถตรวจดูวิมานทิพย์ของตนในชั้นนี้ได้) รองลงมาคือ ยามา, "ดาวดึงส์" (ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ มีพระจุฬามณีเจดีย์), และจาตุมหาราชิกา (มีท้าวโลกบาลทั้ง 4 เป็นใหญ่)ทุคติภูมิ (นรก): อยู่ใต้เขาพระสุเมรุ มีนรก 8 ขุมใหญ่จนถึงอเวจีมหานรก สัตว์โลกที่ละเมิดศีล (เช่น ปาณาติบาต, กาเมสุมิจฉาจาร, สุราเมรัย) หรือทำอนันตริยกรรม (เช่น เทวทัต) จะต้องทนทุกข์ทรมานด้วยไฟและเครื่องกรรมกรณ์ นอกขอบจักรวาลยังมี "อายตนโลกันต์" เป็นที่มืดมิด ทะเลน้ำกรด สำหรับผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างแรงกล้าในช่วงท้าย ผู้บรรยายให้นำใจกลับมาสู่ศูนย์กลางธรรมกาย ตั้งจิตแผ่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อุทิศส่วนกุศลแด่พระมหากษัตริย์ บิดามารดา เทวดา พรหม และสัตว์ในทุคติภูมิ ขอให้พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ และวิปากวัฏฏะ" เข้าสู่สัมมาทิฏฐิ และสมบูรณ์ด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ถึงนิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1"สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
106
12. วิถีดับหยาบไปหาละเอียดสู่ธรรมกายพระอรหัต การแก้ทิฐิเรื่องอนัตตา และการขยายข่ายญาณตรวจภพจักรวาล
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เป้าหมายแห่งการเจริญทิพพจักษุ: การฝึกปฏิบัติเพื่อเข้าถึง "ธรรมกาย" และใช้ "ทิพพจักษุ ทิพพโสต" ตรวจดูนรก สวรรค์ ภพ จักรวาล ตามระดับภูมิธรรมสภาวธรรมแห่งปฏิจจสมุปบาทและสังขารธรรม: การทำความเข้าใจความปรุงแต่งของ "ปุญญาภิสังขาร", "อปุญญาภิสังขาร", และ "อาเนญชาภิสังขาร" ที่ก่อให้เกิดภพชาติวิถี "ดับหยาบไปหาละเอียด" สู่ 18 กาย: การใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ซ้อนผ่านกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนถึง "ธรรมกาย"การบรรลุอริยบุคคลและอายตนนิพพาน: การเข้าถึง "ธรรมกายพระโสดาบัน", "พระสกทาคามี", "พระอนาคามี", และ "พระอรหัต" ที่ประทับใน "อายตนนิพพาน"การขยายข่ายญาณตรวจ "อรูปภพ": การตั้งอรูปภพเป็นกสิณ ตรวจดู "เนวสัญญานาสัญญายตนะ" (อุทกดาบส) และ "อากิญจัญญายตนะ" (อาฬารดาบส)การตรวจ "รูปภพ": การตรวจดูพรหมชั้น "สุทธาวาส" และ "ทุสสเจดีย์" ตลอดจน "อสัญญีพรหม"การตรวจ "กามภพ": การเห็น "เขาพระสุเมรุ" และสวรรค์ชั้นต่าง ๆ เช่น "ปรนิมมิตวสวัตตี", "ดุสิต", "ดาวดึงส์", และ "จาตุมหาราชิกา" (ท้าวเวสสุวัณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์)การตรวจ "ทุคติภูมิ" และ "โลกันตนรก": การใช้อำนาจธรรมกายดูไฟนรกที่ "อเวจีมหานรก" และตรวจดู "สัตว์โลกันตนรก" ผู้เป็น "อุจเฉททิฏฐิ"ผู้สอนอธิบายเพื่อให้เห็นแจ้งถึงกลไกของ "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" (ธรรมเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน) ตั้งแต่ "อวิชชาเป็นปัจจัยเกิดสังขาร... จนสุดละเอียดของเรื่องไปถึงตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุปัจจัยเกิดภพชาติ" อธิบายว่า การเวียนว่ายตายเกิดล้วนเกิดจากความปรุงแต่ง 3 ประการ คือ "ปุญญาภิสังขาร" (บุญ), "อปุญญาภิสังขาร" (บาป), และ "อาเนญชาภิสังขาร" (ความปรุงแต่งด้วยฌานที่มั่นคง ตั้งแต่ปัญจมฌานถึงอรูปฌาน) สังขารธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น "อุปาทินนกสังขาร" (มีวิญญาณครอง) หรือ "อนุปาทินนกสังขาร" (ไม่มีวิญญาณครอง) ล้วนต้องตกอยู่ในกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คือ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"เมื่อใจหยุดนิ่งเป็นเอกัคคตา ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" และ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ทะลุเข้ากลางของ "ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" ละความรู้สึกของกายหยาบ สวมความรู้สึกเข้าไปในกายภายในเป็นชั้น ๆ เริ่มจาก "กายมนุษย์ละเอียด" ซ้อนเข้าสู่ "กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด", "กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด", "กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด", จนสุดละเอียดเข้าถึง "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง ขนาดหน้าตัก ความสูง... 4 วาครึ่งขึ้นไป"เมื่อดับหยาบต่อไป จะล่วงเข้าสู่โลกุตตรภูมิ ปรากฏเป็น "ธรรมกายโคตรภู", "ธรรมกายพระโสดาบัน" (5 วา), "ธรรมกายพระสกทาคามี" (10 วา), "ธรรมกายพระอนาคามี" (15 วา), และที่สุดคือ "ธรรมกายพระอรหัต" (20 วาขึ้นไป) เมื่อธรรมกายพระอรหัตละอุปาทานในเบญจขันธ์และความยินดีในฌานสมาบัติได้ ธรรมกายที่สุดละเอียดนั้นจะตกศูนย์และปรากฏใน "อายตนนิพพาน ที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ" แวดล้อมด้วยธรรมกายตรัสรู้ของพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายเมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ผู้สอนแนะให้ "ขยายข่ายของญาณรัตนะให้กว้าง" เพื่อนำมาตรวจดูโครงสร้างของจักรวาล โดยอธิษฐานสิ่งนั้นมาตั้งเป็นกสิณที่ศูนย์กลางกาย ได้แก่:อรูปภพ: ใช้อรูปภพเป็นกสิณ จะเห็นว่าอรูปพรหมก็มี "รูปที่ละเอียดประณีต รัศมีสว่าง" ตรวจดูชั้นสูงสุดคือ "เนวสัญญานาสัญญายตนะ" (เช่น การไปเกิดของอุทกดาบส) และชั้น "อากิญจัญญายตนะ" (เช่น การไปเกิดของอาฬารดาบส)รูปภพ: ตรวจดูชั้นพรหมสูงสุดคือ "สุทธาวาส" (สำหรับพระอนาคามี) ซึ่งมี "ทุสสเจดีย์" ที่ประดิษฐานพระภูษาทรงของพระมหาบุรุษ ตลอดจนตรวจดูชั้นพรหมระดับฌานต่าง ๆ และ "อสัญญีพรหม" (พรหมลูกฟัก ที่อยู่ในกิริยายืนหรือนอนตาย)กามภพ (เทวโลก): ตรวจลงมายังยอด "เขาพระสุเมรุ" อันเป็นแกนกลางจักรวาล จะเห็นสวรรค์ชั้นต่าง ๆ เช่น "ปรนิมมิตวสวัตตี" (ที่อยู่ของท้าววสวัตตีมาร ซึ่งปัจจุบันเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว), "ดุสิตเทวโลก" (ที่ประทับของพระศรีอริยเมตไตรย และเป็นที่ตั้งของ "วิมาน" สำหรับผู้เจริญศีลสมาธิปัญญา), "ดาวดึงส์" (ที่อยู่ของพระอินทร์ บนยอดเขาพระสุเมรุ), และ "จาตุมหาราชิกา" ที่ปกครองโดยมหาราชทั้ง 4 (ท้าวเวสสุวัณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์)ทุคติภูมิ และ โลกันตนรก: ตรวจลงไปใต้เขาพระสุเมรุ จะพบ "อสูร" และขุมนรก 8 ขุมใหญ่ โดยเฉพาะขุมที่ 8 คือ "อเวจีมหานรก" (สำหรับผู้ทำอนันตริยกรรม เช่น พระเทวทัต ที่ถูกตรึงด้วยเครื่องทรมานตลอดกาล) หากตรวจดูนอกจักรวาล จะพบ "โลกันตนรก" ซึ่งเป็นทะเลน้ำกรดมืดมิด อันเป็นที่อยู่ของพวกมิจฉาทิฏฐิ โดยเฉพาะ "อุจเฉททิฏฐิ" (ผู้เห็นว่าตายแล้วสูญ)สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
105
11. การดำเนินจิตสู่อายตนนิพพาน สภาวะแห่งอัตตลักษณะ และญาณทัสสนะตรวจภพภูมิ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)การอธิษฐานจิตและบารมีธรรม: การน้อมนำบุญบารมี 10 ทัศ และอาราธนาคุณพระรัตนตรัยเป็นตบะเดชะหลักปฏิบัติเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7การเข้าถึง "ดวงปฐมมรรค": การหยุดใจจนปรากฏดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การพิสดารกายตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด จนถึง "ธรรมกายอรหัต"การเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การปล่อยวางเบญจขันธ์ (วิกขัมภนวิมุตติ) และการ "ตกศูนย์" ของกายหยาบสภาวะแห่ง "พระนิพพานธาตุ" และ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": การรู้เห็นธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รัตนะ 7 แว่นแก้ว และกล้องแก้วข้อวินิจฉัย "อัตตลักษณะ" ของพระนิพพาน: การสัมผัสสภาวธรรมที่เที่ยงแท้ เป็นธรรมทั้งแท่ง ไม่ใช่อนัตตาการตรวจภพตรวจจักรวาล - "อรูปภพ": การพิจารณาที่สถิตของอรูปพรหม 4 ชั้นการตรวจภพตรวจจักรวาล - "รูปภพ": การพิจารณาสุทธาวาส 5 ชั้น (ที่ตั้งทุสสเจดีย์) และพรหมชั้นต่าง ๆการตรวจภพตรวจจักรวาล - "กามภพ": การพิจารณาสวรรค์ 6 ชั้น เขาพระสุเมรุ และทวีปมนุษย์การแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศส่วนกุศล: การแผ่เมตตาอุทิศบุญแด่สรรพสัตว์ในทุกภพภูมิ เพื่อพระนิพพานสมบัติผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัตินั่งขัดสมาธิ และตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญบารมี 10 ทัศ (ทาน ศีล เนกขัมมะ ฯลฯ) ตลอดจนคุณบิดามารดา ครูอาจารย์ และพระรัตนตรัย มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 เพื่อประคับประคองใจให้ผ่องใสจาก "กิเลสนิวรณ์"ในภาคปฏิบัติ ให้กำหนดใจไปหยุด ณ จุดตัดของเส้นตรงเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ (ศูนย์กลางกายฐานที่ 7) โดยกำหนด "บริกรรมนิมิต" นึกเห็นจุดเล็กใสกลางดวงใส ควบคู่กับ "บริกรรมภาวนา" ท่องในใจว่า "สัมมาอะระหัง" เมื่อใจหยุดนิ่ง จะปรากฏ "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย"จากนั้นให้ใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" โดยดำเนินจิตเข้าสู่ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" ศูนย์กลางจะขยายออกปรากฏ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันอยู่ ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตผ่านกายละเอียดไปตามลำดับ จนสุดละเอียดถึง "ธรรมกายโคตรภู" (หน้าตัก 4 วาครึ่ง) และ "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป)เมื่อดำเนินจิตถึงธรรมกายอรหัตที่บริสุทธิ์ผ่องใสที่สุด ("ญาณรัตนะ") จิตจะปล่อยวางอุปาทานใน "เบญจขันธ์" ของกายในภพ 3 (ด้วยอำนาจ "วิกขัมภนวิมุตติ" หรือการข่มกิเลสไว้) สภาวะนี้ "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ที่สุดละเอียดจะปรากฏในอายตนะ คือพระนิพพาน" ณ ที่นั้น จะรู้เห็น "พระนิพพานธาตุ" คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าประทับบนรัตนบัลลังก์ แวดล้อมด้วยพระนิพพานธาตุของพระอรหันต์ขีณาสพ (ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะประทับอยู่โดด ๆ ลำพัง) สภาวะในพระนิพพานนั้นไม่มีมหาภูตรูป (ดิน น้ำ ไฟ ลม) แต่สว่างไสวด้วยรังสีของพระธรรมกายผู้บรรยายยังเน้นย้ำให้ใช้มือของธรรมกาย "สัมผัสที่พระเพลา" ของพระพุทธเจ้า เพื่อพิสูจน์สภาวธรรมให้สิ้นสงสัยว่า พระนิพพานไม่ใช่ธรรมชาติที่ว่างเปล่า แต่เป็น "ปรมัตถัง" (ธรรมที่มีสาระ มีประโยชน์สูงสุด) และมี "อัตตลักษณะ" (สภาวะที่เที่ยงแท้ เป็นบรมสุข ไม่ตาย) ตรงกันข้ามกับอนัตตลักษณะที่แปรปรวนเมื่อธรรมกายบริสุทธิ์ดีแล้ว ผู้บรรยายให้ใช้แว่นแก้วกล้องแก้วขยายข่ายแห่งญาณเพื่อ "ตรวจภพตรวจจักรวาล" โดยมองจากมุมสูงลงมา ดังนี้:อรูปภพ (อรูปพรหม 4 ชั้น): เป็นภพสูงสุดที่เกิดจาก "อาเนญชาภิสังขาร" (ความปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว) แม้อรูปพรหมจะปฏิเสธรูป แต่ในทางสภาวธรรมก็ยังมีรูปที่ละเอียดประณีตอาศัยอยู่ในอรูปโลกที่มีสัณฐานกลม มีวิมานลอยอยู่ในบรรยากาศตามระดับชั้น (เช่น เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่สูงสุด)รูปภพ (รูปพรหม 16 ชั้น): มองต่ำลงมาจะเห็น "ชั้นสุทธาวาส" 5 ชั้น ซึ่งเป็นที่สถิตของพระอนาคามี ชั้นสูงสุดคือ "อกนิฏฐภพ" ซึ่งมี "ทุสสเจดีย์" ที่ท้าวฆฏิการพรหมนำพระเมาลีของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ รองลงมาเป็นพรหมลูกฟัก (อสัญญีพรหม) และพรหมในระดับฌานต่าง ๆกามภพ (สวรรค์ 6 ชั้น และโลกมนุษย์): บริเวณกลางจักรวาลมี "เขาพระสุเมรุ" เป็นแกนกลาง สวรรค์ชั้นบนสุดของกามภพคือ "ปรนิมมิตวสวัตตี" และ "นิมมานรดี" (มารโลก) ต่ำลงมาคือชั้น "ดุสิต" (ที่สถิตของพระโพธิสัตว์ ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถตรวจดูวิมานของตนในชั้นนี้ได้) ชั้น "ยามา" เป็นอากาศเทวดา ชั้น "ดาวดึงส์" ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ (ที่สถิตของพระอินทร์) และชั้น "จาตุมหาราชิกา" ตั้งอยู่บริเวณเขายุคันธร ประกอบด้วย ท้าวเวสสุวัณ (ยักษ์-ทิศเหนือ), ท้าวธตรฐ (คนธรรพ์-ทิศตะวันออก), ท้าววิรุฬหก (กุมภัณฑ์-ทิศใต้), ท้าววิรูปักษ์ (นาค/ครุฑ-ทิศตะวันตก) ส่วนมนุษย์อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดิน 4 ทวีป ภายนอกเทือกเขาทั้ง 7สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
104
10. การเจริญภาวนา วิถีดับหยาบไปหาละเอียด สู่การเข้าถึง 18 กาย และอายตนพระนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดการปรับท่านั่งและหลักสัมปโยคธรรม 3: การนั่งขัดสมาธิ และการประกอบความเพียรด้วย "อาตาปี", "สติมา", "สัมปชาโน" เพื่อรู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์การอธิษฐานบารมีและการเข้าถึงธรรมกาย: การอาราธนาคุณพระรัตนตรัยและบารมี 10 ทัศ ให้เป็น "ตบะ เดชะ พลวะ ปัจจัย" เพื่อมุ่งสู่ "ธรรมกาย มรรค ผล และ พระนิพพานธาตุ"การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด: การใช้เทคนิค "เหลือบดวงตากลับนิด ๆ" และวิถี "หยุดในหยุด กลางของหยุด" จนปรากฏกายที่ประทับบน "องค์ฌาน"โครงสร้างของธรรมชาติ 4 อย่างของใจ: การขยายส่วนหยาบจาก "ธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" ออกมาเป็น "ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้" ณ ศูนย์กลางกายการดำเนินจิตตามหลักวิสุทธิมรรค: การกลั่นใจผ่าน "ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" สู่ "ศีลวิสุทธิ", "จิตตวิสุทธิ", และ "ทิฏฐิวิสุทธิ"การเข้าถึงกายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม: การ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ซ้อนเข้าสู่กายภายในที่เกิดจาก "ปุญญาภิสังขาร" และมีรูปที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้นการเข้าถึง "ธรรมกาย" (กายธรรม): การปรากฏของกายที่มีพุทธลักษณะ "เหมือนพระปฏิมา เกตุดอกบัวตูม" และเปลี่ยนผ่านด้วย "ธรรมกายโคตรภู"การบรรลุอริยบุคคลตามลำดับมรรคผล: การขยายขนาดและดวงธรรมของ "ธรรมกายพระโสดาบัน", "พระสกทาคามี", "พระอนาคามี", และ "ธรรมกายอรหัต"สภาวธรรมแห่ง "อายตนนิพพาน": การปล่อยวาง "อุปาทานในเบญจขันธ์" และ "ความยินดีในฌานสมาบัติ" ของธรรมกายอรหัต เข้าสู่สภาวะ "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ"เริ่มต้นด้วยให้ตั้งจิตอธิษฐานรำลึกถึงบารมี 10 ทัศ ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูอาจารย์ ให้มาเป็น "ตบะ เดชะ พลวะ ปัจจัย ใน ให้ธาตุ ธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของเรา" เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือขอให้เข้าถึง "ธรรมกาย มรรค ผล และ พระนิพพานธาตุ" โดยให้คำนิยามว่า ธรรมกาย หมายถึง "ธรรมที่รวมคุณธรรมของพระอริยสงฆ์ พระอริยเจ้า ตลอดถึงของพระพุทธเจ้า"เมื่อใจหยุดนิ่ง ด้วยอุบาย "เหลือบดวงตากลับนิด ๆ" ผู้ปฏิบัติจะดำเนินจิตด้วยวิถี "หยุดในหยุด กลางของหยุด" จะปรากฏ "กายมนุษย์ละเอียด" ซ้อนอยู่ภายใน นั่งอยู่บน "องค์ฌานเหมือนแผ่นกระจกกลมใสหนาประมาณ 1 ฝ่ามือ" ผู้สอนได้เจาะลึกเข้าไปตรงกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ว่าประกอบด้วย "ธรรมชาติ 4 อย่างของใจ" ซึ่งเกิดจากขยายส่วนหยาบของ "ธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" ได้แก่ดวงเห็น: ขยายจากเวทนา (ขนาดเท่าเบ้าตา)ดวงจำ: ขยายจากสัญญา (ขนาดเท่าดวงตา)ดวงคิด: ขยายจากสังขาร (ขนาดเท่าตาดำ ใสเหมือนเพชรลูก ลอยอยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ)ดวงรู้: ขยายจากวิญญาณธาตุ (อยู่กลางของกลางสุด)การเจริญสมาธิต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือละความรู้สึกจากกายที่หยาบกว่า สวมความรู้สึกเข้าไปในกายที่ละเอียดกว่าตามลำดับ ใจของกายละเอียดจะหยุดนิ่งเข้ากลาง "ดวงธรรม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" ซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองใจจนเกิด "ศีลวิสุทธิ", "จิตตวิสุทธิ" (ประกอบด้วยองค์คุณแห่งฌาน คือ "วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา"), และ "ทิฏฐิวิสุทธิ" ทำให้เกิด "ทิพพจักษุ" หยั่งรู้สภาวธรรมลำดับการปรากฏของกายภายในจะดำเนินไปตามระดับความบริสุทธิ์ ได้แก่:กายมนุษย์ละเอียดกายทิพย์ และ กายทิพย์ละเอียด: เกิดจาก "ปุญญาภิสังขาร ในระดับเทวธรรม" มีขนาด 2 เท่าของกายมนุษย์ สวยงามด้วยเครื่องประดับและรัศมีกายรูปพรหม และ กายรูปพรหมละเอียด: ขนาด 2 เท่าของกายทิพย์ ละเอียดประณีตยิ่งขึ้นกายอรูปพรหม และ กายอรูปพรหมละเอียด: โตกว่ารูปพรหม 2 เท่า แม้ได้ชื่อว่าอรูป แต่ก็มีรูปที่ละเอียดประณีตสูงสุดกายธรรม หรือ ธรรมกาย: มีพุทธลักษณะ "เหมือนพระปฏิมา เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง" หน้าตักตั้งแต่ 4 วาครึ่งขึ้นไป เมื่อดับหยาบไปหาละเอียด จะเปลี่ยนภูมิจากโลกิยะเข้าสู่ "ธรรมกายโคตรภู" ที่มี "อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" บังเกิดขึ้นธรรมกายพระโสดาบัน (5 วาขึ้นไป), พระสกทาคามี (10 วา), พระอนาคามี (15 วาขึ้นไป), และ ธรรมกายอรหัต (20 วาขึ้นไป) ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาเป็นชั้น ๆ จนใสประดุจเพชรน้ำหนึ่งเมื่อจิตดำเนินถึงขั้นสุดละเอียด คือ "ธรรมกายอรหัต ในอรหัต" สามารถ "ปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์" ของกายในภพ 3 และ "ปล่อยวางความยินดีในฌานสมาบัติ" ได้อย่างสิ้นเชิง ธรรมกายที่บริสุทธิ์ที่สุดนั้นจะตกศูนย์และปรากฏใน "อายตนนิพพาน ที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ" อันเป็นที่ประทับของธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ที่ดับขันธ์แล้ว เรียกว่า "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ผู้สอนได้อ้างอิง "นิพพานสูตรที่ 3 ว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ" เพื่อยืนยันสภาวะอายตนะที่ปราศจากดิน น้ำ ไฟ ลม พ้นจากภพภูมิทั้งปวง ซึ่งเป็นที่สุดแห่งทุกข์เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
103
9. การดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียด การพิจารณาอตีตังสญาณ และการเข้าสู่อายตนนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดการเตรียมตัวและหลักการเจริญภาวนาเบื้องต้น: การวางอิริยาบถ และการกำหนด "สัมมาอะระหัง" ณ ศูนย์กลางกายหลักการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การพิจารณาดวงธรรม (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ) และกายภายในการอุบัติและสัดส่วนของ "ธรรมกาย": ลำดับธรรมกายโคตรภูถึงธรรมกายอรหัตการเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การปล่อยวางเบญจขันธ์ (วิกขัมภนวิมุตติ) และการรู้เห็น "พระนิพพานธาตุ"การทำวิชชา "สะสางธาตุธรรม": การซ้อนธรรมกายเข้าสู่พระนิพพานธาตุเพื่อชำระความบริสุทธิ์การอาราธนาบารมีธรรมเข้าสู่ทวารทั้ง 6: การน้อมนำคุณพระรัตนตรัย บิดามารดา และครูอาจารย์สู่ศูนย์กลางกายการรู้เห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม": การดำเนินจิตสู่กลางอากาศธาตุและวิญญาณธาตุการเจริญ "อนาคตังสญาณ" และ "มรณสติ": การพิจารณาอัตภาพในอนาคตทีละช่วงชีวิตจนถึงวันตายการพิจารณาสภาวธรรมแห่ง "ไตรลักษณ์": การเห็นแจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และ อริยสัจ 4ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย ตั้งแต่การตั้งฐานสมาธิเบื้องต้น ไปจนถึงการเจริญวิปัสสนาขั้นสูงเพื่อเห็นความเกิดดับของสังขาร ดังนี้:ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการแนะนำท่าทางการนั่งให้ผ่อนคลาย หลับตาเบา ๆ และ "เหลือบดวงตากลับนิด ๆ" พร้อมกำหนดจุดเล็กใสที่ศูนย์กลางกาย (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) และบริกรรม "สัมมาอะระหัง" เมื่อใจสงบหยุดนิ่งกลางดวงใส ผู้ปฏิบัติต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านดวงธรรมต่าง ๆ คือ "ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" โดยละทิ้งอุปาทานใน "เบญจขันธ์" ของกายเดิม เพื่อไปอาศัยกายในกายที่บริสุทธิ์กว่าการดำเนินจิตจะเข้าสู่กายที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ จากกายมนุษย์ละเอียด สู่กายทิพย์ (โตเป็น 2 เท่าของกายมนุษย์), กายรูปพรหม (โตเป็น 2 เท่าของกายทิพย์), และกายอรูปพรหม (โตเป็น 2 เท่าของกายพรหม) จนกระทั่งสุดละเอียดจะปรากฏ "ธรรมกาย" ที่มีลักษณะเกตุดอกบัวตูม ธรรมกายนี้มีสัดส่วนใหญ่ขึ้นตามความบริสุทธิ์ ตั้งแต่ ธรรมกายโคตรภู (หน้าตัก 4 วาครึ่ง), พระโสดาบัน (5 วา), พระสกทาคามี (10 วา), พระอนาคามี (15 วา), ไปจนถึงธรรมกายพระอรหัต (20 วาขึ้นไป)เมื่อใจปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์และฌานสมาบัติได้ชั่วคราว (เป็น "วิกขัมภนวิมุตติ") ธรรมกายที่หยาบจะ "ตกสูญ ว่างหายไป ธรรมกายที่สุดละเอียดจะปรากฏในอายตนะ คือพระนิพพาน" ณ ที่นั้น ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นสภาวะของ "พระนิพพานธาตุ คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประทับอยู่บนรัตนบัลลังก์" แวดล้อมด้วยพระนิพพานธาตุของพระอรหันต์ขีณาสพ (ที่ดับขันธ์ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) ประทับบนองค์ฌาน หากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จะประทับอยู่โดด ๆ ไม่มีพระอรหันต์สาวกแวดล้อมผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัติทำวิชชาด้วยการอธิษฐานซ้อนธรรมกายของตน เข้าสู่ศูนย์กลางพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า แล้วอาราธนาพระนิพพานทับทวีขึ้นมาเพื่อ "สะสางธาตุธรรมให้บริสุทธิ์" ชำระล้างสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้กลายเป็น "ธาตุล้วนธรรมล้วนของพระนิพพานธาตุ" พร้อมทั้งอาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา ครูอาจารย์ มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 (มโนทวาร จักขุทวาร ชิวหาทวาร ฯลฯ) ของกายทุกกาย การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการ "ทำนิโรธ ดับสมุทัย อยู่ตลอดเวลา"ในภาควิปัสสนา ผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัตินำใจหยุดนิ่งที่ "กลางของกลางอากาศธาตุ กลางวิญญาณธาตุ" จนเห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม เล็กเหมือนสายใยบัว" จากนั้นให้อธิษฐานเจริญ "อนาคตังสญาณ" ดูอัตภาพของตนเองไปในอนาคตทีละช่วงชีวิต (เช่น ช่วงละ 5 ปี) จนกระทั่งเห็นภาพของตนเองไปจนถึง "วันตาย"เมื่อเห็นอัตภาพนั้น ให้ยกนิมิตนั้นขึ้นพิจารณา "สภาวธรรม ว่าไม่สะอาด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" เห็นแจ้งในไตรลักษณ์ และตระหนักถึงอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร หรือ อปุญญาภิสังขาร" (กรรมดีกรรมชั่ว) ที่คอยให้ผลในแต่ละช่วงชีวิต การพิจารณาเช่นนี้เป็นการเจริญ "มรณสติ" เป็นปัจจุบันธรรม เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งใน "อริยสัจธรรม" กำหนดรู้ทั้ง ทุกข์ สมุทัย มรรค และ นิโรธ (สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ)ในท้ายที่สุดของการปฏิบัติ ผู้บรรยายได้นำแผ่เมตตาจิต ขอให้สรรพสัตว์พ้นเวรพ้นภัย และอุทิศส่วนกุศลแด่บิดามารดา ครูอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่บูรพมหากษัตริย์ ตลอดจนอุทิศให้เทวดา พรหม อรูปพรหม และสัตว์ในทุคติภูมิ พร้อมอธิษฐานจิตให้ทุกชีวิตดำเนินตามแนวทางสัมมาทิฏฐิ พ้นไปจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ มีมรรค ผล นิพพาน เป็นที่ไปในเบื้องหน้า" และจบลงด้วยการสวดบูชาพระรัตนตรัยอย่างสมบูรณ์สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
102
8. การเจริญฌานสมาบัติ 8 การน้อมสู่อตีตังสญาณ และการระลึกดูอดีตชาติ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อหลักการเจริญฌานสมาบัติเบื้องต้น: ความสัมพันธ์ระหว่างระดับภูมิธรรมของ "กายภายใน" กับความสำเร็จในองค์ฌานอานุภาพของการ "พิสดารกาย": การเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน เพื่อประหารอกุศลจิตและทำนิโรธดับสมุทัยการเจริญฌานโดย "อนุโลม" และ "ปฏิโลม": การดำเนินจิตตามองค์ฌานตั้งแต่ปฐมฌาน สู่รูปฌาน และอรูปฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะการเจริญ "อตีตังสญาณ" (ระลึกอดีต): การพิจารณา "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" สืบย้อนไปสู่วัยเด็ก และสภาวะในครรภ์มารดาโครงสร้างของ "กลลรูป" และปฏิสนธิวิญญาณ: การรวมกันของธาตุละเอียด ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 และการให้ผลของกรรมเส้นทางการจุติและปฏิสนธิ: การที่ปฏิสนธิวิญญาณพักที่ "ศูนย์กลางกายพ่อ" ก่อนหยั่งสู่ขั้วมดลูกมารดา และการระลึกอดีตชาติการเจริญ "อนาคตังสญาณ" และ "มรณสติ": การหยั่งรู้อัตภาพในอนาคตจนถึงวันตาย และการพิจารณาไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)การพิสดารกายสุดละเอียด "เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช": การก้าวล่วงสังขารนิมิตและตัณหาปวัตติการเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การตกสูญของกายหยาบ และการรู้เห็นธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แวดล้อมด้วยจักรพรรดิ และต้นธาตุต้นธรรมไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติโดยอธิบายขั้นตอนการเจริญฌานสมาบัติ การทำวิชชาเพื่อระลึกอดีตและอนาคต และการชำระธาตุธรรมเข้าสู่อายตนนิพพานอย่างเป็นระบบ ดังนี้:ในการปฏิบัตินั้น ผู้บรรยายให้ความสำคัญกับการ "พิสดารกาย สุดกายหยาบ กายละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" ซึ่งถือเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน มีสภาวะเป็น "นิโรธ ดับสมุทัย คือ ประหารอกุศลจิตของกายในภพ 3" ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ บริสุทธิ์พร้อมกันผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" เป็นไปตามลำดับ (อนุโลม):ปฐมฌาน: ดำเนินจิตเข้าสู่กายมนุษย์ละเอียด ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาทุติยฌาน: ละวิตกวิจาร เข้าสู่กายทิพย์ คงเหลือ ปีติ สุข เอกัคคตาตติยฌาน: ละปีติ เข้าสู่กายรูปพรหม คงเหลือ สุข เอกัคคตาจตุตถฌาน: ละสุข เข้าสู่กายอรูปพรหม คงเหลือ เอกัคคตาอรูปฌาน: เพ่งอากาศว่างเป็นอารมณ์ (อากาสานัญจายตนะ), เพ่งวิญญาณธาตุเป็นอารมณ์ (วิญญาณัญจายตนะ), จนถึงสภาวะที่ละเอียดจนแทบไม่รู้สึกตัว (เนวสัญญานาสัญญายตนะ)เมื่อสุดทางแล้ว ให้อธิษฐาน "ปฏิโลม" ลดระดับสมาธิจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ลงมาสู่จตุตถฌาน ตติยฌาน ทุติยฌาน และปฐมฌาน เพื่อให้เกิดความชำนาญเมื่อจิตตั้งมั่น ให้นำใจหยุดนิ่ง ณ กลางวิญญาณธาตุ จะปรากฏ "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นสายใยเหมือนกับใยบัว" ให้อธิษฐานถอยหลังสืบไปในอดีต (อตีตังสญาณ) ทีละ 5 หรือ 10 ปี ถอยกลับไปจนถึงวัยทารก ขณะอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งเห็นความเป็น "กลลรูป" (ขนาดเท่าหยาดน้ำมันงาที่ติดปลายขนจามรี) ซึ่งในจุดเล็กใสนี้เอง ประกอบด้วยธาตุละเอียดของขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 รวมทั้ง "กรรม" ที่คอยให้ผล เหมือนเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทรที่รวมต้นและใบไว้ภายในผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่ปฏิสนธิวิญญาณจะหยั่งสู่มดลูกมารดา วิญญาณนี้จะมาพักอยู่ที่ "ศูนย์กลางกายพ่อ" ชั่วคราว เมื่อธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของพ่อ แม่ ลูก ตรงกัน อายตนะโลกมนุษย์จะดึงดูดวิญญาณออกทางช่องจมูกพ่อ เข้าสู่จมูกแม่ จากจุดนี้ ผู้ปฏิบัติสามารถสืบสายกำเนิดถอยหลังเพื่อดู "อดีตชาติ" ของตนว่าเคยเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ในทุคติภูมิได้ตามลำดับเมื่อระลึกอดีตแล้ว ให้อธิษฐานกลับมาสู่ปัจจุบัน และเจริญ "อนาคตังสญาณ" สืบสายกำเนิดธาตุธรรมไปในอนาคตทีละช่วงชีวิต จนถึง "วันตาย" ของตน เมื่อถึงวันตาย ให้พิสดารกายผ่าน "ซากศพ" นั้น เพื่อพิจารณาสังขารให้เห็นแจ้งใน "อนิจจัง" (ความไม่เที่ยง) และ "อนัตตา" (สภาพว่างเปล่า บังคับบัญชาไม่ได้) ยกมรณกรรมมาเป็นปัจจุบันธรรม (มรณสติ) เพื่อไม่ให้ประมาทและยึดมั่นถือมั่นด้วยตัณหาและทิฐิหลังจากนั้น ให้ดำเนินจิตพิสดารกายผ่าน "เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" อันเป็นที่ตั้งของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดับหยาบไปหาละเอียดจนถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" เพื่อออกจากการปรุงแต่งของตัณหา (ตัณหาปวัตติ) และสังขารนิมิตเมื่อจิตปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ได้อย่างสมบูรณ์ "ธรรมกายที่หยาบจะตกสูญ ที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนนิพพาน" ผู้ปฏิบัติจะเห็น "พระนิพพานคือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า" และพระอรหันต์ขีณาสพประทับบนรัตนบัลลังก์ ให้อธิษฐานซ้อนธรรมกายของตนเข้าสู่กลางพระนิพพาน จนรู้เห็นสภาวะของ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" และ "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม" ที่อยู่ในปราสาททำวิชาสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
101
7. การเจริญฌานสมาบัติ 8 พร้อมกันทุกกาย พิสดารกาย เข้าสู่อานตนนิพพาน และการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรม
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล) สรุปหัวข้อการบูชาพระกรรมฐานและขอขมา: การน้อมระลึกถึงพระรัตนตรัย และขอขมาโทษที่ได้พลั้งพลาดด้วยกาย วาจา ใจการอธิษฐานจิตและบารมีธรรม: การน้อมนำจรณะ 15 และโพธิปักขิยธรรม 37 เพื่อประหารอวิชชาหลักการเจริญสมถภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7การดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงดวงธรรม 5 ประการ และกายในกายตามลำดับการ "พิสดารกาย" และ "เจริญฌานสมาบัติ": การเจริญปฐมฌานถึงจตุตถฌานโดยอนุโลมและปฏิโลมพร้อมกันทุกกายการพิจารณาเบญจขันธ์และธาตุละเอียด: การรู้เห็นธาตุ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณธาตุกลไกการทำงานของ "ใจ": การตั้งอยู่ของดวง "เห็น จำ คิด รู้" ซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆการพิจารณา "ปฏิจจสมุปบาทธรรม": การเกิดดับของนามรูปด้วยอำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทาน และกรรมการเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ สู่ที่สถิตของพระนิพพานธาตุการเดินจงกรมตามแนววิชชาธรรมกาย: การเปลี่ยนอิริยาบถโดยไม่ละความเพียร และข้อแตกต่างจากแนวทางอื่นผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการนำกล่าวคำบูชาพระกรรมฐาน จากนั้นให้ตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีต พร้อมขอให้ "จรณะ 15" (เช่น ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ ฌาน 4) และ "โพธิปักขิยธรรม ทั้ง 37 ประการ" บังเกิดขึ้นเพื่อ "ประหาร อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ได้ถึงมรรค ผล นิพพาน"ในภาคปฏิบัติ ให้เหลือบดวงตาหมุนกลับนิด ๆ เพื่อนำ "ความเห็นด้วยใจ ความจำ ความคิด ความรู้ หยุดเป็นจุดเดียวกัน" ลงไป ณ "ศูนย์กลางกายฐานที่ 7" (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม โดยใช้ "บริกรรมนิมิต" นึกเห็นจุดเล็กใสกลางดวงใส ควบคู่กับ "บริกรรมภาวนา" ท่องว่า "สัมมาอะระหัง" เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน จะเข้าถึง "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" และขยายสู่ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด"สำหรับผู้ที่เข้าถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" ผู้บรรยายให้ทำวิชชา "พิสดารกาย สุดกายหยาบ กายละเอียด" ให้ใสบริสุทธิ์ และเจริญฌานสมาบัติพร้อมกันทุกกายโดยอนุโลมและปฏิโลม เริ่มจาก:ปฐมฌาน: ประกอบด้วย "วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา" (ใจของกายมนุษย์ละเอียด)ทุติยฌาน: ละวิตกวิจารได้ เหลือ "ปีติ สุข เอกัคคตา" (ใจของกายทิพย์)ตติยฌาน: ละปีติได้ เหลือ "สุข และเอกัคคตา" (ใจของกายรูปพรหม)จตุตถฌาน: ละสุขได้ เหลือ "อุเบกขา และเอกัคคตา" (ใจของกายอรูปพรหม)กระบวนการนี้เป็นการชำระธาตุธรรม "เห็น จำ คิด รู้" ให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์ เพื่อเตรียมพิจารณาสภาวธรรมเมื่อใจบริสุทธิ์ ให้พิจารณา "เบญจขันธ์" ณ ภายใน จะเห็นธาตุละเอียดของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขนาดเท่าเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร ศูนย์กลางกายประกอบด้วยธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ ส่วน นามขันธ์ 4 ขยายส่วนหยาบออกเป็น "ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ที่เรารวมเรียกว่า ใจ" ตั้งซ้อนกันเป็นชั้น ๆดวงธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งของ "กุสลา ธมฺมา" (ฝ่ายบุญ), "อกุสลา ธมฺมา" (ฝ่ายบาป), และ "อพฺยากตา ธมฺมา" (เป็นกลาง) สัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดด้วยสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" คือ "อวิชชาเป็นปัจจัยเกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยเกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยเกิดนามรูป... จนเกิดภพเกิดชาติ" เมื่ออายตนะมากระทบและใจเกิดตัณหาราคะ "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย และเห็น จำ คิด รู้ ดวงเดิมตกศูนย์" ปรุงเป็นดวงใหม่ที่ขุ่นมัว นำไปสู่ "ทุคติภพ" การเวียนว่ายตายเกิดจึงเป็นการที่นามรูป "ดับแล้วก็เกิด ดับแล้วก็เกิด" ไม่สิ้นสุดเมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดจนถึงที่สุด "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ที่สุดละเอียดจะไปปรากฏในอายตนะ คือที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า"ในช่วงท้าย ผู้บรรยายได้อธิบายหลัก "การเดินจงกรม" ว่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "เปลี่ยนอิริยาบถโดยไม่ละความเพียร" เพื่อพักผ่อนกายแต่ยังคงสมาธิไว้ ในสายวิชชาธรรมกาย การเดินจงกรม ผู้ปฏิบัติจะ "หลับเปลือกตาชั่วแอก" (มองทอดสายตาพอประมาณ) และภาวนา "สัมมาอะระหัง ไว้กลางของกลางดวง" ซึ่งเมื่อใจสงบ ก็สามารถเข้าถึงสมาธิและพิสดารกายได้เช่นเดียวกับการนั่งท่านได้เปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติว่า ในสาย "ยุบหนอ พองหนอ" จะพิจารณารูปนามที่เท้า (เท้ากระทบพื้นคือรูปธรรม ความรู้คือนามธรรม) อย่างช้า ๆ แต่ในแนวทางวิชชาธรรมกาย จะ "รวมเลยหมดทั่วทุกกายสุดกายหยาบกายละเอียด... ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป" เพื่อให้เห็นความดับและเกิดของนามรูปจากศูนย์กลางกาย และเมื่อถึงธรรมกายแล้ว สภาวะนั้นจะพ้นจากขันธ์ 5 เพราะ "ขันธ์ 5 จึงไม่ใช่ตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย" อันเป็นความบริสุทธิ์อย่างแท้จริงLuangpusodh.com
-
100
6. เจริญอรูปฌาน 4 โดยอนุโลมและปฏิโลม แล้วพิสดารกาย และการทำนิโรธดับสมุทัยสู่อายตนนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดวัตถุประสงค์ของการเจริญฌานสมาบัติ: การชำระกิเลสนิวรณ์ และความหมายของการ "ทำนิโรธ ดับสมุทัย"การเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม": ลำดับการเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญจมฌานการเจริญฌานสมาบัติโดย "ปฏิโลม": การลดระดับสมาธิจากฌานเบื้องสูงกลับลงมาสู่ปฐมฌานการ "พิสดารกาย" เข้าสู่อายตนนิพพาน: การตกศูนย์ของกายหยาบ และการซ้อนธรรมกายอรหัตเข้าสู่กลางพระนิพพานสภาวะแห่ง "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": การหล่อเลี้ยงสัตว์โลกด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติการต่อ "ญาณทัสสนะ": การใช้ดวงแก้ว แว่นแก้ว กล้องแก้ว เพื่อขยายข่ายแห่งญาณและถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมภาคดำการเข้าถึง "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม": สภาวะสุดละเอียด ณ ปราสาททำวิชาการตรวจภพ ตรวจจักรวาล: การพิจารณา อรูปภพ รูปภพ และกามภพการทับทวีธาตุธรรม ณ ศูนย์กลางโลก: การละลายธาตุธรรมเชื่อมศูนย์กลางจักรวาลและสถาบันหลักการอุทิศส่วนกุศลและแผ่พรหมวิหารธรรม: การตั้งจิตอธิษฐานให้สรรพสัตว์เข้าถึงมรรค ผล นิพพานไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติขั้นสูงของวิชชาธรรมกาย โดยอธิบายขั้นตอนการเจริญสมาบัติและการทำวิชชาอย่างเป็นระบบ ดังนี้:ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า การเจริญฌานสมาบัติตั้งแต่ปฐมฌานถึงจตุตถฌานนั้น มีไว้เพื่อ "ช่วยชำระกิเลสนิวรณ์ เครื่องกั้นปัญญาให้สะอาดผ่องใส ก่อนที่จะเจริญวิปัสสนา" เมื่อเจริญฌานแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องออกจากการเข้าฌานด้วยการ "พิสดารกาย ดับหยาบไปหาละเอียด เพื่อชำระธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้... เป็นการชำระกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน" กระบวนการชำระธาตุธรรมให้ผ่องใสนี้ มีสภาวะเป็น "การทำนิโรธ ดับสมุทัย คือ ประหารอกุศลจิตของกายในภพ 3 แต่ไม่ใช่ นิโรธสมาบัติ"ผู้ปฏิบัติพึงนำใจไปหยุด ณ ศูนย์กลางธรรมกายอรหัตองค์ที่ละเอียดที่สุด แล้วเพ่งตาธรรมกายไปที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขยายให้กว้าง จากนั้นดำเนินจิตเข้าสู่ฌานโดย "อนุโลม" (ตามลำดับ) ดังนี้:ปฐมฌาน: จรดใจกลางกายมนุษย์ ประกอบด้วยอารมณ์ "วิตก วิจาร ตรึกตรองประคองนิมิต... ปีติ สุข และเอกัคคตา"ทุติยฌาน: เมื่อละวิตกวิจารได้ ใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายทิพย์ คงเหลืออารมณ์ "ปีติ สุข และเอกัคคตา"ตติยฌาน: เมื่อละปีติได้ ใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายรูปพรหม คงเหลืออารมณ์ "สุข และเอกัคคตา"จตุตถฌาน: เมื่อละสุขได้ ใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายอรูปพรหม คงเหลืออารมณ์ "เอกัคคตา" คือจิตนิ่งเป็นหนึ่งปัญจมฌาน: หากจิตละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นจนประกอบด้วย "อุเบกขา" (ความไม่ยินดียินร้าย) จะเข้าสู่ปัญจมฌานเมื่อสุดทางแล้ว ให้เจริญสมาบัติโดย "ปฏิโลม" คือการอธิษฐาน "ลดระดับสมาธิลง" ทวนกลับจากจตุตถฌาน สู่ตติยฌาน ทุติยฌาน และปฐมฌานตามลำดับ ผู้บรรยายแนะนำให้ทำทบไปทวนมา 2-3 รอบในรอบสุดท้าย ให้ออกจากจตุตถฌานแล้ว "พิสดารกาย ดับหยาบไปหาละเอียด... ตกศูนย์เข้าอายตนนิพพาน" เมื่อจิตปล่อยความยึดมั่นในเบญจขันธ์ "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนนิพพาน" ให้ผู้ปฏิบัติซ้อนธรรมกายอรหัตเข้าสู่กลางของกลางพระนิพพาน (ธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า)ภายในพระนิพพานนั้น จะมี "จักรพรรดิ" ซึ่งคอยถ่ายทอดหล่อเลี้ยงกายของสัตว์โลกผู้ปฏิบัติชอบ ให้สมบูรณ์ด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ" จากนั้น ผู้ปฏิบัติต้องต่อ "ญาณทัสสนะ" โดยใช้ "ดวงแก้ว แว่นแก้ว กล้องแก้ว" เพื่อขยายข่ายแห่งญาณให้รู้เห็นสภาวธรรม และอาราธนาพระนิพพานของพระพุทธเจ้าในอดีต ทับทวีขึ้นมาเพื่อ "ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมของภาคดำ และภาคกลาง คือกิเลสในใจเรา" ดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดจนถึง "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม" ที่ประทับอยู่ ณ ปราสาททำวิชาเมื่อจิตละเอียดถึงที่สุด ให้ผู้ปฏิบัติขอประทาน ทิพพจักษุ ทิพพโสต สมันตจักษุ และปัญญาจักษุ แล้วมองลงมาจากอายตนนิพพานเพื่อ "ตรวจภพตรวจจักรวาล" โดยเริ่มจากการน้อมภาพของชั้น "อรูปภพ" (เนวสัญญานาสัญญายตนะ ลงมาจนถึง อากาสานัญจายตนะ) มาปรากฏที่ศูนย์กลางกาย เพื่อดูลักษณะความสว่างและสภาวะของอรูปพรหมในตอนท้าย ผู้บรรยายให้ละลายธาตุธรรมโดยนำศูนย์กลางจักรวาล ศูนย์กลางโลก ศูนย์กลางประเทศไทย (วัดสระเกศ) และศูนย์กลางวัดหลวงพ่อสดฯ มาซ้อนเป็นจุดเดียวกัน เพื่อให้ "ต้นในต้นในปราสาททำวิชา" แผ่ความสว่างไสวไปทั่วจักรวาล พร้อมทั้งกล่าวถึงการรู้เห็น "หลวงปู่สด ซึ่งเป็นธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ที่สุดละเอียด" จากนั้นจึงน้อมบุญกุศลบูชาพระรัตนตรัย แผ่พรหมวิหาร 4 แก่สรรพสัตว์ในทุกภพภูมิ เพื่อให้พ้นจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน และให้ถึงพร้อมด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1" ถือเป็นการจบขั้นตอนการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
99
5. เจริญรูปฌาน 4 พิจารณากายคตาสติ และน้อมเข้าสู่อนาคตังสญาณ พิจารณามรณานุสสติ และการรู้เห็นอายตนนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดการเจริญปฐมฌานเพื่อกำจัดนิวรณ์ 5: การใช้ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ประหารกิเลสลำดับการเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม": การเข้าถึงทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญจมฌาน ตามลำดับกายภายในการเจริญฌานสมาบัติโดย "ปฏิโลม": การลดระดับสมาธิจากชั้นสูงลงมาสู่ชั้นต้นการเจริญกายคตาสติ: การขยาย "เห็น จำ คิด รู้" เพื่อพิจารณาสิ่งปฏิกูลในร่างกายและอวัยวะภายในการเจริญอนาคตังสญาณ: การตรวจดูอัตภาพของตนในอนาคตตาม "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม"การเจริญมรณานุสสติ: การพิจารณา "สังขารนิมิต" ในวันตาย เพื่อเห็นแจ้งในอนิจจังและอนัตตาการดำเนินจิตสู่สุดละเอียด: การปฏิบัติ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ของ "กาย เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช"การเข้าถึง "อายตนะพระนิพพาน": การตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ และสภาวะที่สถิตของพระนิพพานธาตุข้อวินิจฉัยสภาวะแห่งพระนิพพานและ "จักรพรรดิ": การรู้เห็น "ธรรมขันธ์ทั้งแท่ง" ที่ปราศจากมหาภูตรูป 4 และรัตนะ 7ผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัติรวมใจ "หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางของกลาง" ของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์และมนุษย์ละเอียด เมื่อจิตมี "วิตก วิจาร" (ความตรึกตรองประคองนิมิต) จะเกิด "ปีติ สุข และเอกัคคตา" เป็น ปฐมฌาน ซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัด "กิเลสนิวรณ์" เครื่องกั้นปัญญา ได้แก่ วิตกกำจัดถีนมิทธะ, วิจารกำจัดวิจิกิจฉา, ปีติกำจัดพยาบาท, สุขกำจัดอุทธัจจกุกกุจจะ และเอกัคคตากำจัดกามฉันทะจากนั้นให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" ไปตามลำดับกาย:เมื่อละวิตกวิจารได้ คงเหลือ ปีติ สุข เอกัคคตา ศูนย์กลางจะขยายว่างออก เข้าสู่ดวงธรรมของกายทิพย์ เป็น ทุติยฌานเมื่อละปีติได้ คงเหลือ สุข เอกัคคตา เข้าสู่ดวงธรรมของกายรูปพรหม เป็น ตติยฌานเมื่อละสุขได้ คงเหลือ เอกัคคตา เข้าสู่ดวงธรรมของกายอรูปพรหม เป็น จตุตถฌานและหากเจริญพรหมวิหารธรรมละเอียดเข้าไป จะเข้าสู่ ปัญจมฌาน ที่ประกอบด้วยเอกัคคตาและ "อุเบกขา" (ความไม่ยินดียินร้าย)การดำเนินจากปฐมฌานถึงปัญจมฌานนี้เรียกว่าการเข้าสมาบัติโดย "อนุโลม" จากนั้นผู้บรรยายให้ฝึกถอยระดับสมาธิจากชั้นสูงลงมาสู่ชั้นต้น เรียกว่าการเข้าสมาบัติโดย "ปฏิโลม" โดยให้สังเกตองค์แห่งฌานในแต่ละระดับให้ชัดเจนเมื่อลดระดับสมาธิมาอยู่ที่ทุติยฌานหรือปฐมฌาน ผู้บรรยายให้ขยายดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ให้เต็มกาย แล้วขยาย "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ คือใจของเราให้โตเต็มส่วน" เพื่อพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง เริ่มตั้งแต่หนังศีรษะ มันสมอง โพรงจมูกที่มีน้ำมูก กระพุ้งปากที่มีขี้ฟันและน้ำลาย โครงกระดูก กระเพาะอาหารที่มีการย่อยและเศษอาหารในลำไส้ผู้บรรยายเน้นย้ำให้เห็นว่า ร่างกายนี้ "ไม่สะอาด เหมือนสุสานที่เก็บศพของสัตว์ทั้งหลายที่เรากินเข้าไป" ตลอดจนการพิจารณาตับ ไต ปอด เลือด ไขมัน เส้นเอ็น และทวารขับถ่าย เพื่อให้เห็นแจ้งว่าเป็นปฏิกูล โสโครก ไม่น่ารักใคร่ยินดี เพื่อให้จิตสงบระงับผู้ปฏิบัติต้องนำใจหยุดนิ่งกลางวิญญาณธาตุ จนเห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม ใสเหมือนใยบัว" แล้วอธิษฐานน้อมจิตไปในอนาคตเพื่อดูอัตภาพของตน (อนาคตังสญาณ) โดยเลื่อนไปทีละ 5 หรือ 10 ปี จนกระทั่งถึงวันตาย เมื่อถึงวันตาย จะปรากฏ "สังขารนิมิต" (ร่างที่ตายแล้ว) ให้พิจารณาทบทวนถึงความเป็น "อนิจจัง" (ไม่เที่ยง มีแก่ เจ็บ ตาย) และความเป็น "อนัตตา" ที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เป็นเพียง "สภาพสูญ ว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวตนให้ยึดถือได้" เมื่อเห็นแจ้งด้วยปัญญา ให้ถือเอาเป็น "มรณสติ" ประจำใจ แล้วถอยจิตกลับมาสู่ปัจจุบันผู้บรรยายให้เจริญฌานสมาบัติโดยอนุโลมและปฏิโลมอีกครั้ง แล้วดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" จนเข้าถึงสุดละเอียดของ "กาย เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" ซึ่งจะพิสดารเป็นธรรมกายอรหัตในอรหัตทับทวีขึ้นมา เมื่อจิตปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ของกายในภพ 3 ได้อย่างเด็ดขาด "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนะพระนิพพาน"ณ อายตนะพระนิพพาน ผู้ปฏิบัติจะเห็นพระนิพพาน (ธรรมกายตรัสรู้) ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ขีณาสพ ประทับบนรัตนบัลลังก์ นับไม่ถ้วน ผู้บรรยายให้อธิษฐานซ้อนธรรมกายอรหัตของตนเข้าสู่กลางพระนิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อใช้ญาณทัสสนะมองเข้าไปที่ศูนย์กลาง จะปรากฏ "จักรพรรดิ" ซึ่งเป็นประธานของ "รัตนะ 7" (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ฯลฯ)ผู้บรรยายให้ใช้มือของธรรมกายสัมผัสดูที่พระเพลา (ตัก) ของพระพุทธเจ้า เพื่อยืนยันสภาวธรรมว่า พระนิพพานไม่ใช่สภาพว่างเปล่า แต่เป็น "ธรรมขันธ์ทั้งแท่ง" ที่มีความเย็น ใสบริสุทธิ์ ไม่มีมหาภูตรูป (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ไม่มีกระดูกหรือลำไส้เหมือนสัตว์โลก และในอายตนะพระนิพพานนั้นไม่มีปราสาทราชวัง ไม่ได้สว่างด้วยแสงอาทิตย์ แต่สว่างไสวด้วย "รังสีของธรรมกาย" ล้วน ๆเว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
98
4. จากบริกรรมนิมิต สู่การทำนิโรธดับสมุทัย และการเข้าถึงมรรคผลนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดบทสวดบูชาพระรัตนตรัย: การน้อมระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อเป็นที่พึ่งกำจัดทุกข์ ภัย และโรคหลักการทำวิชชาสำหรับผู้ชำนาญ: การทับทวีบุญศักดิ์สิทธิ์และการชำระธาตุธรรมผ่านศูนย์กลางโลกมนุษย์และสถาบันการเดินวิชชาขั้นสูง: การตกศูนย์เข้า "อายตนะพระนิพพาน" การถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมของภาคดำ และการตั้งผังสุขสมบูรณ์หลักเจริญภาวนาสำหรับผู้เริ่มต้น: การวางท่าทาง การกำหนดบริกรรมนิมิต (ดวงแก้วกลมใส) และบริกรรมภาวนาการเข้าถึง "ดวงปฐมมรรค": การรวม "เห็น จำ คิด รู้" ให้หยุดนิ่งจนปรากฏดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายการดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมการอุบัติของ "ธรรมกาย": การเข้าถึงกายธรรมเกตุดอกบัวตูม และการพิสดารกายสุดละเอียดการทำงานของจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง: การอาราธนาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิ (จุลอาณาจักรพรรดิ มหาอาณาจักรพรรดิ บรมอาณาจักรพรรดิ)การอุทิศส่วนกุศล: การถวายพระราชกุศล และการแผ่บุญแด่สรรพสัตว์ในทุคติภูมิเป้าหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติ: การหลุดพ้นจาก "กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ" เพื่อเข้าถึงมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1สรุปเนื้อความย่ออย่างละเอียด (Comprehensive Summary)ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนเจริญภาวนาวิชชาธรรมกาย ทั้งสำหรับผู้ที่ปฏิบัติจนชำนาญแล้ว (ผู้ทำวิชชา) และผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกปฏิบัติ โดยมีรายละเอียดดังนี้ส่วนที่ 1: การบูชาพระรัตนตรัยและการทำวิชชาชั้นสูง เริ่มต้นด้วยการกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย เพื่อน้อมนำพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่สามารถ "กำจัดทุกข์ได้จริง... กำจัดภัยได้จริง... กำจัดโรคได้จริง"สำหรับ "ท่านที่ทำวิชา" (ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว) ผู้บรรยายสอนให้คำนวณวิชาจากสุดละเอียด โดยให้ "ทับทวีบุญศักดิ์สิทธิ์ บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด" ผ่านศูนย์กลางโลกมนุษย์ ประเทศไทย สถาบัน และผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมของทุกกาย เมื่อจิตเร็วขึ้น ให้ตกศูนย์เข้า "อายตนะพระนิพพาน" และทำการ "ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมของภาคดำ ภาคกลาง ๆ ไปสุดละเอียด" เพื่อเก็บเหตุวิบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์ ภัยพิบัติ ภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และโรคภัยไข้เจ็บ ให้แปรสภาพเป็นดึงดูด ย่อย แยก ปะทะ ขวาง จนถึงเหตุสุด และตั้งผังให้เป็น "สุขสมบูรณ์บริบูรณ์"ส่วนที่ 2: หลักการเจริญภาวนาสำหรับผู้เริ่มต้น สำหรับผู้ที่ยังไม่เห็นดวงธรรม ให้ตั้งกายนั่งขัดสมาธิ วางใจให้โล่ง และนึกให้เห็น "ดวงแก้วกลมใส" ปรากฏขึ้นที่ศูนย์กลางกาย (เหนือระดับสะดือประมาณ 2 นิ้วมือ) โดยให้ "เหลือบตากลับนิด ๆ" เพื่อดึงใจคือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้กลับไปรวมหยุด ณ ภายในผู้ปฏิบัติต้องใช้ "บริกรรมนิมิต" คือนึกเห็นจุดเล็กใสด้วยใจ ควบคู่กับ "บริกรรมภาวนา" โดยท่องในใจว่า "สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง" เพื่อจี้ใจให้ "หยุดในหยุด กลางของหยุด ไม่ถอย" น้อมนำพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณของพระพุทธเจ้ามาใส่ใจตน เมื่อใจหยุดนิ่งเป็นจุดเดียวกัน จะปรากฏดวงใสสว่างขึ้นมา เรียกว่า "ดวงปฐมมรรค หรือ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" อันเป็นหนทางเบื้องต้นสู่มรรคผลนิพพานส่วนที่ 3: การดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" สู่ธรรมกาย เมื่อดวงธรรมปรากฏ ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตด้วยการ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" ศูนย์กลางจะขยายออก นำไปสู่สภาวะที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ เรียกว่าหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ทิ้งความรู้สึกในกายหยาบ เข้าไปสู่กายละเอียด ได้แก่:กายมนุษย์ละเอียด: โปร่งใสสวยงามกว่ากายเนื้อ นั่งบน "องค์ฌาน" (อาสนะกลมใสรองรับกาย หนาประมาณ 1 ฝ่ามือ)กายทิพย์ (หยาบ/ละเอียด): โตใหญ่กว่าเดิมเท่าตัวกายรูปพรหม (หยาบ/ละเอียด): โตกว่ากายทิพย์อีกเท่าตัวกายอรูปพรหม (หยาบ/ละเอียด): โตเกือบ 4 วาธรรมกาย: เมื่อสุดละเอียดไปถึงกายธรรม จะปรากฏหน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป มีลักษณะ "เกตุดอกบัวตูม"ส่วนที่ 4: การพิสดารกายและการอาราธนาจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง เมื่อถึงธรรมกายแล้ว ให้ทำวิชชา "พิสดารกาย" ดับหยาบไปหาละเอียดเป็นธรรมกายที่ละเอียดขึ้นไปสุดละเอียดของ "กาย เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" ผู้ทำวิชาจะคำนวณรู้ถึงนิโรธของพระพุทธเจ้า และจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง มีการอาราธนาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิถึง "ต้นในต้น" ทับทวีขึ้นมาพร้อมด้วย "จุลอาณาจักรพรรดิ มหาอาณาจักรพรรดิ บรมอาณาจักรพรรดิ" และ "จุลพุทธจักร มหาพุทธจักร บรมพุทธจักร อุดมบรมพุทธเจ้า" ให้แผ่ซ่านเต็มประเทศ เต็มโลก เต็มภพ เต็มจักรวาล เพื่อตั้งผังความสุขสมบูรณ์ตลอดธาตุตลอดธรรมด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1"สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
97
3. หลักการดับหยาบไปหาละเอียด จากดวงปฐมมรรค การดำเนินจิตผ่าน 18 กาย สู่พระนิพพานธาตุ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดที่ปรากฏในไฟล์การเตรียมความพร้อมและการอธิษฐานจิต: การอ้างอิงบุญบารมี จรณะ 15 และ โพธิปักขิยธรรม 37การตั้งฐานที่มั่นของใจ: การนำ "เห็น จำ คิด รู้" ไปรวม ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7หลักการบริกรรม: การใช้ "บริกรรมนิมิต" (ดวงแก้วกลมใส) และ "บริกรรมภาวนา" (สัมมา อะระหัง)โครงสร้างของ "ปฐมมรรค": มหาภูตรูป 4, อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ ณ กลางดวงธรรมการดำเนินจิตผ่านดวงธรรม 5 ประการ: ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และ วิมุตติญาณทัสสนะการเข้าถึงกายโลกิยะ (ดับหยาบไปหาละเอียด): กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์, กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม (รวม 8 กาย)การอุบัติของ "ธรรมกาย": พุทธลักษณะและสัดส่วนของธรรมกาย โคตรภู, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี, พระอนาคามี และ พระอรหัต (รวม 10 กาย)การรู้เห็น "อายตนะพระนิพพาน": การปล่อยวางเบญจขันธ์ (วิกขัมภนวิมุตติ) การตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ และการปรากฏของ "พระนิพพานธาตุ"การแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล: การอุทิศบุญแด่สรรพสัตว์ในทุกภพภูมิ เพื่อมรรค ผล และนิพพานไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการนำปฏิบัติเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางวิชชาธรรมกายอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงการเข้าถึงสภาวธรรมสูงสุดส่วนที่ 1: การเตรียมจิตและฐานที่ตั้งของใจผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการให้นั่งขัดสมาธิ และตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญบารมี คุณพระรัตนตรัย และบิดามารดา มาเป็นตบะเดชะ ประคับประคองใจให้สิ้นจากกิเลสนิวรณ์ พร้อมทั้งขอให้ "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม" (องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้) บังเกิดขึ้นเพื่อประหารอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ให้เข้าถึงมรรคผลนิพพานในด้านเทคนิค ผู้ปฏิบัติพึงผ่อนคลายร่างกาย เหลือบดวงตาหมุนกลับไปข้างหลัง เพื่อดึง "ความเห็นด้วยใจ ความจำ ความคิด ความรู้" ให้กลับมารวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ "ศูนย์กลางกายฐานที่ 7" (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม) โดยให้สมมติเส้นตรงตัดกันจากหน้าไปหลังและจากซ้ายไปขวา จุดตัดนั้นคือศูนย์กลางกายส่วนที่ 2: บริกรรมนิมิต บริกรรมภาวนา และดวงปฐมมรรคผู้ปฏิบัติพึงนึกเห็น "จุดเล็กใสกลางดวงใส" (บริกรรมนิมิต) พร้อมกับท่องในใจว่า "สัมมา อะระหัง" (บริกรรมภาวนา) อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งใจสงบ ปล่อยวางอารมณ์ภายนอก และดำเนินจิตแบบ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" เมื่อทำถูกส่วน จะปรากฏ "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย หรือ ปฐมมรรค" เป็นดวงใสสว่างภายในดวงปฐมมรรคประกอบด้วยธาตุละเอียด คือ ธาตุน้ำ (หน้า) ธาตุดิน (ขวา) ธาตุไฟ (หลัง) ธาตุลม (ซ้าย) และ "อากาศธาตุ" (ตรงกลาง) เมื่อใจหยุดนิ่งตรงกลางอากาศธาตุ จะสัมผัสถูก "วิญญาณธาตุ" ทำให้ธาตุธรรมดวงเดิม (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ตกศูนย์ไปที่ฐานที่ 6 และดวงธรรมใหม่ลอยเด่นขึ้นมาแทนที่ จากนั้น ศูนย์กลางจะขยายว่างออก ปรากฏดวงธรรมที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ คือ ดวงศีล, ดวงสมาธิ, ดวงปัญญา, ดวงวิมุตติ, และ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะส่วนที่ 3: การเข้าถึง 18 กาย ด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด"เมื่อสุดดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ผู้ปฏิบัติจะเข้าถึงกายภายในซ้อนกันเป็นชั้น ๆ โดยต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" (ละความรู้สึกจากกายที่หยาบกว่า ไปสวมความรู้สึกในกายที่ละเอียดกว่า) ซึ่งจะดำเนินผ่านกายโลกิยะและกายธรรม รวม 18 กายกายโลกิยะ 8 กาย: เริ่มจาก กายมนุษย์ละเอียด (โปร่งใส นั่งบนองค์ฌาน) -> กายทิพย์ / กายทิพย์ละเอียด (โตเป็น 2 เท่าของกายมนุษย์) -> กายรูปพรหม / กายรูปพรหมละเอียด (โตเป็น 2 เท่าของกายทิพย์ แพรวพราวด้วยรัศมี) -> กายอรูปพรหม / กายอรูปพรหมละเอียด (โตเป็น 2 เท่าของกายรูปพรหม ใสสว่างยิ่งนัก)กายธรรม 10 กาย (พระนิพพาน): เมื่อสุดอรูปพรหมละเอียด จะปรากฏ "ธรรมกายโคตรภู" มีพุทธลักษณะเหมือนพระปฏิมาเกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนแก้วเจียระไน หน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป จากนั้นดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดสู่ ธรรมกายพระโสดาบัน / ละเอียด (หน้าตัก 5 วา) -> ธรรมกายพระสกทาคามี / ละเอียด (หน้าตัก 10 วา) -> ธรรมกายพระอนาคามี / ละเอียด (หน้าตัก 15 วา) -> ธรรมกายอรหัต / ละเอียด (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป)ส่วนที่ 4: การรู้เห็นอายตนะพระนิพพาน และการอุทิศกุศลเมื่อเข้าถึงธรรมกายอรหัต ธรรมกายจะทับทวีความบริสุทธิ์ขึ้นมาไม่ขาดสาย ("อรหัตในอรหัต... ทับทวีขึ้นมาเป็นราว") หากพระโยคาวจรปล่อยวางอุปาทานใน "เบญจขันธ์" ของกายในภพ 3 ได้ จะเกิดสภาวะ "วิกขัมภนวิมุตติ" (หลุดพ้นด้วยการข่มกิเลสชั่วคราว) ธรรมกายที่หยาบจะ "ตกศูนย์" หายไป และธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน "อายตนะพระนิพพาน" ณ ที่นั้น จะรู้เห็น "พระนิพพานธาตุ" คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ประทับบนรัตนบัลลังก์ แวดล้อมด้วยธรรมกายของพระอรหันต์ขีณาสพที่ดับขันธ์ไปแล้วอย่างนับไม่ถ้วนเว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
96
2. หลักปฏิบัติวิชชาธรรมกายเบื้องต้น-เบื้องกลาง: จากบริกรรมนิมิต สู่การแทงตลอดอริยสัจ 4 และพระนิพพานธาตุ
ผู้สอน: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดฐานที่ตั้งของใจและบริกรรมภาวนา: การรวมใจ "เห็น จำ คิด รู้" ไว้ที่ศูนย์กลางกาย และการภาวนา "สัมมา อะระหัง"โครงสร้างธาตุละเอียด: การรู้เห็นธาตุ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ ณ ศูนย์กลางกายการปรากฏของดวงธรรม: การเข้าถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ และกายทิพย์ละเอียดการเข้าถึงกายรูปพรหมและกายอรูปพรหม: สภาวะของรูปพรหมและอรูปพรหม (ที่เกิดจากอาเนญชาภิสังขารและอรูปฌาน)การอุบัติของ "ธรรมกายโคตรภู": พุทธลักษณะหน้าตัก 4 วาครึ่ง และการเปลี่ยนจิตเป็น "ญาณรัตนะ"การเจริญธรรมกายมรรคผล: ลำดับการเข้าถึงธรรมกายพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัต (หน้าตัก 20 วา)การรู้เห็น "อายตนะคือพระนิพพาน": สภาวะที่ธรรมกายหยาบตกศูนย์ และธรรมกายละเอียดปรากฏเพื่อเห็น "พระนิพพานธาตุ"การพิจารณาอริยสัจ 4 เพื่อประหารสัญโยชน์: การยกระดับจาก "วิกขัมภนวิมุตติ" (โคตรภูบุคคล) สู่การเป็น "สมุจเฉทปหาน" (พระอริยบุคคล)การแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศส่วนกุศล: การแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์และอุทิศกุศลถวายบูรพกษัตริย์ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนลำดับขั้นตอนการปฏิบัติเจริญภาวนาตามแนวทางวิชชาธรรมกาย ตั้งแต่ขั้นสมถกัมมัฏฐานเบื้องต้น ไปจนถึงวิปัสสนากัมมัฏฐานเบื้องกลาง เพื่อมุ่งสู่อายตนะพระนิพพานผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการสอนให้ผู้ปฏิบัติรวมใจ ไปหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ โดยให้กำหนด "บริกรรมนิมิต" นึกเห็นเครื่องหมายด้วยใจเป็นดวงกลมใส (หรือนึกเส้นตรงตัดกัน 2 เส้นเพื่อหาจุดกึ่งกลาง) พร้อมกับการกำหนด "บริกรรมภาวนา" ท่องคำว่า "สัมมา อะระหัง" คู่กันไป เพื่อตัดใจจากอารมณ์ภายนอก เมื่อประคองใจด้วยสติและเหลือบดวงตากลับนิด ๆ จะเป็นการช่วยรวมธาตุธรรม "เห็น จำ คิด รู้" ให้มาหยุดนิ่งเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางดวงนั้นเมื่อใจหยุดนิ่ง จะเห็นศูนย์กลางดวงกลมใส ซึ่งภายในนั้นประกอบด้วยธาตุละเอียด คือ ธาตุน้ำ (หน้า), ธาตุดิน (ขวา), ธาตุไฟ (หลัง), ธาตุลม (ซ้าย), อากาศธาตุ (ตรงกลาง) และใจกลางอากาศธาตุคือ "วิญญาณธาตุ" เมื่อหยุดนิ่งกลางวิญญาณธาตุ ศูนย์กลางจะขยายว่างออก ปรากฏเป็นดวงคุณธรรม คือ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันอยู่จากจุดนี้ ผู้ปฏิบัติต้องใช้หลักการ "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือการละความรู้สึกของกายเดิมที่หยาบกว่า เพื่อเข้าสู่กายที่ละเอียดกว่า เริ่มจากศูนย์กลางขยายออกปรากฏเป็น "กายมนุษย์ละเอียด" (โปร่งใส สวยงาม นั่งบนองค์ฌาน) จากนั้นให้ดำเนินจิต "หยุดในหยุด กลางของหยุด" เข้าไปเรื่อย ๆ จะเข้าถึง "กายทิพย์" และ "กายทิพย์ละเอียด" (โตเป็น 2 เท่าของกายมนุษย์) ดำเนินจิตต่อไปจะเข้าถึง "กายรูปพรหม" (โตเป็น 2 เท่าของกายทิพย์ แพรวพราวด้วยรัศมี) และ "กายอรูปพรหม" (อุบัติขึ้นด้วยความปรุงแต่งอาเนญชาภิสังขาร/อรูปฌาน ปฏิเสธรูป สื่อสารกันด้วยจิตใจ ณ ภายใน)เมื่อดับหยาบไปหาละเอียดจนสุดกายอรูปพรหม ศูนย์กลางจะขยายว่างออก ปรากฏ "ธรรมกายโคตรภู" มีลักษณะเหมือนพระปฏิมาเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์ ขนาดหน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป ในขั้นนี้ ใจของกายธรรมจะเปลี่ยนจากจิตใจของกายในภพ 3 เป็น "ญาณรัตนะ" ผู้ปฏิบัติจะต้องดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียด เข้าสู่ธรรมกายที่ใหญ่และละเอียดขึ้นตามลำดับ คือ ธรรมกายพระโสดาบัน (หน้าตัก 5 วา), ธรรมกายพระสกทาคามี (หน้าตัก 10 วา), ธรรมกายพระอนาคามี (หน้าตัก 15 วา) และสุดละเอียดที่ "ธรรมกายพระอรหัต" (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป)เมื่อดำเนินจิตถึงธรรมกายอรหัตในอรหัตทับทวีขึ้นมาจนบริสุทธิ์ผ่องใส ธรรมกายที่หยาบจะ "ตกศูนย์" (ว่างหายไป) และธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน "อายตนะคือพระนิพพาน" ทำให้สามารถรู้เห็นสภาวะของ "พระนิพพานธาตุ" อันเป็นธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพานนั้นไว้ผู้บรรยายย้ำเตือนว่า การเข้าถึงอายตนะพระนิพพานในเบื้องต้นนี้ ยังเป็นการข่มกิเลสด้วย "วิกขัมภนวิมุตติ" (โคตรภูบุคคล) หากจะบรรลุมรรคผลอย่างแท้จริง พระโยคาวจรต้องนำธรรมกายมาพิจารณาสังขารธรรม และ "อริยสัจธรรม" ให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้อริยมรรครวมเป็นเอกสมังคี ประหาร "สัญโยชน์" ให้หมดสิ้นไปโดยเด็ดขาดแบบ "สมุจเฉทปหาน"ท้ายที่สุดของการปฏิบัติ ผู้บรรยายนำแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศส่วนกุศล แก่บิดามารดา ครูอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่บูรพกษัตริย์ และอุทิศให้แก่เทวดา พรหม อรูปพรหม ตลอดจนสัตว์ในทุคติภูมิ (เปรต สัตว์นรก อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน) เพื่อให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจากความทุกข์ และเจริญด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และพระนิพพานสมบัติ พร้อมจบด้วยการกราบพระรัตนตรัยสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
95
1. การดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียด สู่มรรคผลและอายตนนิพพาน
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมดการเตรียมความพร้อมก่อนภาวนา: การอธิษฐานบารมีธรรม และอาราธนาคุณพระรัตนตรัยเป็นตบะเดชะการเจริญคุณธรรมพื้นฐาน: การบำเพ็ญ "จรณะ 15" ประการ เพื่อเป็นบาทฐานแห่งสมาธิและปัญญาการอบรมโพธิปักขิยธรรม: การเจริญ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" เพื่อกำจัด "อวิชชา" มูลรากแห่งทุกข์ภาคปฏิบัติเบื้องต้น: การกำหนดบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนา ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7โครงสร้างธาตุภายในดวงปฐมมรรค: การรู้เห็นธาตุ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ รูปพรหม และอรูปพรหมการอุบัติของ "ธรรมกาย": ลักษณะและสัดส่วนหน้าตักของธรรมกายโคตรภูไปจนถึงธรรมกายอรหัตการตกศูนย์แห่งกายในภพ 3: การก้าวล่วงเบญจขันธ์ และการปรากฏของ "พระนิพพานธาตุ" ในอายตนะนิพพานการพิจารณาพระไตรลักษณ์: การเจริญ "อนุโลมขันติ" และเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็นอมตธรรมการแทงตลอดอริยสัจ 4: การประหารสัญโยชน์ด้วยมัคคญาณสู่การเป็น "เอกสมังคี"สภาวะการรู้เห็นพระนิพพาน 3 ประการ: การเข้าสมาบัติพิจารณาสภาวะธรรม, พระนิพพานธาตุ และ อายตนะคือพระนิพพานสรุปเนื้อความย่ออย่างละเอียดส่วนที่ 1: การเตรียมจิตและบาทฐานแห่งสมาธิผู้บรรยายแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการตั้งจิตอธิษฐานถึงบุญบารมีที่สั่งสมมา และอาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนคุณบิดามารดาและครูบาอาจารย์ ให้มาบังเกิด ณ ศูนย์กลางกาย เพื่อประคับประคองใจให้สงบและผ่องใสจาก "นิวรณ์" ผู้ปฏิบัติพึงเจริญ "จรณะ 15" (เช่น ศรัทธา ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ และการเจริญฌาน) เพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง ตลอดจนเจริญ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" (สติปัฏฐาน 4, อิทธิบาท 4, สัมมัปปธาน 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8) เพื่อกำจัด "อวิชชา" และก้าวเข้าสู่การบรรลุธรรมกาย มรรค ผล และ "พระนิพพานธาตุ"ส่วนที่ 2: กลไกการเห็นดวงธรรมและโครงสร้างธาตุในภาคปฏิบัติ ผู้บรรยายสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" คำว่า "สัมมาอะระหัง" คู่กัน ณ ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ โดยให้ประคองใจดำเนินไปตามหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" จนจิตสงบนิ่งปรากฏเป็นดวงใสแจ่ม ณ ศูนย์กลางนั้น ผู้ปฏิบัติจะเห็นโครงสร้างธาตุภายในดวงธรรม คือ ธาตุน้ำ (หน้า) ธาตุดิน (ขวา) ธาตุไฟ (หลัง) ธาตุลม (ซ้าย) อากาศธาตุ (กลาง) และในใจกลางอากาศธาตุนั้นคือ "วิญญาณธาตุ"ส่วนที่ 3: การเจริญจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" สู่วิสังขารเมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วนที่วิญญาณธาตุ ศูนย์กลางจะขยายว่างออก นำไปสู่สภาวะ "วิมุตติญาณทัสสนะ" และเกิดการเข้าถึงกายภายในซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ผู้ปฏิบัติต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" โดยละความรู้สึกของกายที่หยาบกว่า เพื่อเข้าสู่กายที่ละเอียดกว่าตามลำดับ เริ่มจาก กายมนุษย์ละเอียด สู่ กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมเมื่อเข้าถึงสุดละเอียดของอรูปพรหม จะปรากฏ "ธรรมกายโคตรภู" ซึ่งมีพุทธลักษณะดั่งพระแก้วขาวใสประทับนั่ง มีเกตุดอกบัวตูม ขนาดหน้าตักสูง 4 วาครึ่งขึ้นไป หากปฏิบัติดับหยาบไปหาละเอียดต่อไป จะพบธรรมกายในระดับที่สูงขึ้นและมีสัดส่วนใหญ่ขึ้นตามลำดับ คือ ธรรมกายพระโสดาบัน (5 วา), ธรรมกายพระสกทาคามี (10 วา), ธรรมกายพระอนาคามี (15 วา), และ ธรรมกายอรหัต (20 วาขึ้นไป)ส่วนที่ 4: การรู้เห็นอายตนะพระนิพพาน และการแทงตลอดอริยสัจ 4เมื่อเข้าถึงธรรมกายอรหัตในอรหัต ผู้ปฏิบัติจะปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ของกายในภพ 3 ทำให้ธรรมกายที่หยาบนั้น "ตกศูนย์" ว่างหายไป และธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน "อายตนะคือพระนิพพาน" อันเป็นที่สถิตของ "พระนิพพานธาตุ" ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่นับไม่ถ้วนสภาวะนี้สอดคล้องกับคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค เมื่อพระโยคาวจรพิจารณาเบญจขันธ์เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมได้ "อนุโลมขันติ" และเมื่อเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็น นิพพานเที่ยง เป็นบรมสุข เป็นธรรมที่มีสาระ เป็น "อมตธรรม" (ปรมัตถัง) ย่อมย่างลงสู่ "สัมมัตตนิยาม" บรรลุมัคคญาณและผลญาณผู้บรรยายเน้นย้ำในท้ายที่สุดว่า พระโยคาวจรต้องนำธรรมกายมาพิจารณา "อริยสัจ 4" ณ ภายในกายต่าง ๆ (สัจจญาณ) เมื่อปฏิบัติถูกส่วน ธรรมกายมรรคจะรวมเป็น "เอกสมังคี" (เอกสังคี) ประหารสัญโยชน์ (เช่น สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) จากนั้นธรรมกายมรรคจะ "ตกศูนย์" และธรรมกายผลจะปรากฏขึ้นเสวยวิมุตติสุข ผู้ปฏิบัติจะสามารถพิจารณารู้เห็นพระนิพพานได้ครอบคลุมทั้ง 3 สภาวะ คือ รู้เห็นโดยความเป็นสภาวธรรม, รู้เห็นโดยความเป็น "พระนิพพานธาตุ", และรู้เห็นโดยความเป็น "อายตนะคือพระนิพพาน" อย่างสมบูรณ์ตามความเป็นจริงเว็บไซต์หลัก www.Luangpusodh.com
-
94
5. ข้อวินิจฉัยสภาวธรรม: พระนิพพาน 3 นัย อัตตลักษณะ และการอุบัติขึ้นโดยธรรมกาย
บรรยายโดย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปสาระสำคัญ: ข้อวินิจฉัยสภาวธรรมและพระนิพพาน 3 นัยเนื้อหาฉบับนี้มุ่งเน้นการวิสัชนาปัญหาธรรมขั้นโลกุตตระ เพื่ออธิบายสภาวะที่แท้จริงของพระนิพพาน ทำความเข้าใจเรื่องลักษณะของ "อนัตตา" ให้ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงยืนยันหลักปฏิบัติและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิชชาธรรมกายผู้บรรยายได้จำแนกความหมายของ "พระนิพพาน" ออกเป็น 3 ระดับ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ดังนี้นัยที่ 1 สภาวพระนิพพาน (คุณธรรม): เป็นสภาวธรรมที่เที่ยงแท้ เป็นบรมสุข และมีประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถัง) ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับความเป็นอนัตตาโดยสิ้นเชิงนัยที่ 2 พระนิพพานธาตุ (ธรรมที่ทรงสภาวะ): หมายถึง "ธรรมกาย" ที่บรรลุอรหัตตผลแล้ว แบ่งเป็น สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ (พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่) และ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (พระอรหันต์ที่ดับขันธ์แล้ว)นัยที่ 3 อายตนะคือพระนิพพาน (วาสัฏฐานะ): คือดินแดนหรือที่สถิตของพระนิพพานธาตุหลังจากที่เบญจขันธ์แตกทำลาย เป็นอายตนะที่พ้นโลกสมมติ ไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และเป็นที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์ทั้งปวงการเกิดขึ้นหรือการอุบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบ่งออกเป็น 2 นัย ได้แก่รูปกายอุบัติ: คือการหยั่งลงสู่พระครรภ์และการประสูติ โดยกายทิพย์จะเคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกายของบิดา และเกิดการปฏิสนธิวิญญาณเมื่อธาตุธรรมทั้ง 3 ฝ่าย (บิดา มารดา บุตร) ตรงกันธรรมกายอุบัติ: คือการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (บรรลุมรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) ซึ่งมีพุทธดำรัสรับรองการมีอยู่ของธรรมกายอย่างชัดเจนว่า "ตถาคตคือธรรมกาย"เพื่อหักล้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่เหมารวมว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา" (สัพเพ ธัมมา อนัตตา) ผู้บรรยายได้อธิบายความแตกต่างของสภาวธรรมไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ความเข้าใจเรื่องอนัตตาตามพุทธพจน์: ผู้บรรยายอ้างอิง "อนัตตลักขณสูตร" ที่ระบุว่า สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นต้องเป็นไปเพื่อ "ความอาพาธ" (เจ็บป่วย/เสื่อมสลาย) แต่พระนิพพานเป็นสภาวะที่ปราศจากความอาพาธ ดังนั้น การนำพระนิพพานไปรวมกับอนัตตลักษณะจึงเป็นการตีความที่ค้านต่อพุทธพจน์โดยตรงข้อวินิจฉัยเรื่องอารมณ์กรรมฐาน: การจะสื่อสารหรือพบเห็นพระสักกเทวราช (พระอินทร์) หรือเทวดานั้น ไม่ได้จำกัดว่าต้องใช้วิชชาธรรมกายเพียงอย่างเดียว บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติสมถกรรมฐานด้วยอารมณ์ 40 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง จนจิตตั้งมั่นและสงบถึงขั้นที่กำหนด ก็ย่อมสามารถรับรู้และสื่อสารกับภพภูมิที่ละเอียดได้เช่นเดียวกัน1. ความหมายของพระนิพพาน 3 นัย2. การอุบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหลักฐานเรื่องธรรมกาย3. การแยกแยะ สังขตธรรม อสังขตธรรม และข้อวินิจฉัยเรื่องอนัตตาประเภทธรรมลักษณะและสภาวะความเชื่อมโยงกับ "อนัตตา"สังขตธรรม (สังขาร)สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง (เช่น ภพ 3) มีความเกิด เสื่อมสลาย และเมื่อตั้งอยู่มีความแปรปรวนเป็น อนัตตา เพราะไม่มีสาระ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นไปเพื่อความเจ็บป่วย (อาพาธ)อสังขตธรรม (วิสังขาร)พระนิพพาน สิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่มีเกิด ไม่มีเสื่อมสลาย ไม่แปรปรวน เป็นอมตธรรมไม่ใช่อนัตตา เพราะเป็นธรรมที่ไม่อาพาธ เป็นของเที่ยงแท้ เป็นบรมสุข และทรงคุณธรรมสูงสุด4. การสื่อสารกับภพภูมิและเทวดาสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
93
4. วิสัชนาธรรมปฏิบัติ: อานุภาพสมถวิปัสสนาสู่มรรคผล และการเจริญวิชชาชั้นสูงเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขสังคมส่วนรวม
บรรยายโดย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปสาระสำคัญ: การเจริญสมถะ-วิปัสสนา และวิชชาธรรมกายชั้นสูงเอกสารฉบับนี้อธิบายถึงความสำคัญของการเจริญ สมถะ (การทำจิตให้สงบ) และ วิปัสสนา (การเกิดปัญญาเห็นแจ้ง) ควบคู่กันไป เพื่อให้เกิด "วิชชา" หรือความรู้แจ้งที่สามารถทำลาย "อวิชชา" (ความไม่รู้) อันเป็นรากฐานแห่งความทุกข์ได้ โดยมีสาระสำคัญดังนี้เส้นทางสู่การตรัสรู้: พระพุทธเจ้าทรงเจริญสมถะจนบรรลุ "จตุตถฌาน" (ฌานที่ 4) จิตจึงตั้งมั่นผ่องใส จากนั้นทรงน้อมไปเพื่อบรรลุ วิชชา 3 ได้แก่ปุพเพนิวาสานุสติญาณ: การระลึกชาติในอดีตได้จุตูปปาตญาณ: การรู้การเกิดและดับของสัตว์ตามกรรมอาสวักขยญาณ: ความรู้ที่ทำลายกิเลสอาสวะให้สิ้นไปการตัดวงจรทุกข์: ทรงเจริญวิปัสสนาพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท โดยเห็นแจ้งว่า "อวิชชา" เป็นต้นเหตุให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป ฯลฯ ลุกลามไปจนถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และความทุกข์ เมื่อรู้แจ้งด้วยสัจจญาณ กิจญาณ กตญาณ จึงสามารถดับทุกข์ได้เด็ดขาดสมถะและวิปัสสนาต้องเกื้อกูลกัน: ผู้บรรยายเตือนว่า อย่ารังเกียจสมถะภาวนา เพราะสมาธิ (ฌาน) และปัญญาต้องอาศัยซึ่งกันและกัน การด่าทอหรือปรามาสพระธรรมคำสอนถือเป็นบาปกรรมที่นำไปสู่อบายภูมิการละสัญโยชน์: เมื่อเจริญโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ มัคคญาณจะเข้าประหารสัญโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) 10 ประการให้ขาดสะบั้น (สมุจเฉทประหาร) นำไปสู่ความเป็นพระอรหันต์พระนิพพานธาตุ 2 ระดับ:สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ: ดับกิเลสหมดแล้ว แต่ยังมีชีวิตและร่างกาย (เบญจขันธ์) อยู่อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ: ดับขันธ์ (มรณภาพ) แล้ว เข้าสู่สภาวะอมตธรรมที่ยั่งยืนตลอดไปความสำคัญของอนุสาสนีปาฏิหาริย์: ในบรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง 3 (อิทธิปาฏิหาริย์, อาเทสนาปาฏิหาริย์, อนุสาสนีปาฏิหาริย์) พระพุทธศาสนายกย่อง "อนุสาสนีปาฏิหาริย์" (ความอัศจรรย์แห่งคำสอนที่นำไปปฏิบัติจนพ้นทุกข์ได้จริง) ว่าประเสริฐที่สุดการใช้วิชชาทางโลกิยะ: การใช้วิชชาชั้นสูงเพื่อบำบัดโรคภัย ควรจำกัดสิทธิ์ใช้เฉพาะกับ "ผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง" เช่น บิดามารดา หรือครูบาอาจารย์เป้าหมายสูงสุดของวิชชาธรรมกาย: มุ่งเน้นการนำไปใช้เพื่อ "บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ส่วนรวม" เพื่อเป็นคุณูปการต่อ ชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่าหลงนิมิตที่ไร้ประโยชน์: การใช้สมาธิเนรมิตตัวเองเป็นพระอินทร์ หรือการนิมิตแยกร่างกายตนเองเป็นท่อนๆ เป็นเพียงสิ่งสมมติทางโลกียวิชชาและไม่เกิดประโยชน์ต่อการพ้นทุกข์สัมมาปฏิบัติที่ถูกต้อง: ควรใช้จิตที่ตั้งมั่นมาพิจารณา เบญจขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ให้เห็นเป็น ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และดำเนินจิตจากหยาบไปหาละเอียดจนเข้าถึงพระนิพพานเทวดาคุ้มครองผู้มีศีล: เมื่อผู้ปฏิบัติประพฤติดีปฏิบัติชอบ เทวดาจะมาร่วมอนุโมทนาบุญและช่วยคุ้มครองรักษา แต่หากทุศีลหรือประพฤติผิด เทวดาจะหนีหายเพราะรังเกียจ ส่งผลให้ชีวิตหรือสถานที่นั้นๆ ขาดความเจริญ ผู้ปฏิบัติจึงต้องมีสติและสำรวมในศีลอยู่เสมอ1. อาการตรัสรู้ "วิชชา 3" และการแทงตลอด "ปฏิจจสมุปบาทธรรม"2. การประหารกิเลสและข้อวินิจฉัยเรื่อง "พระนิพพาน"3. ปาฏิหาริย์ 3 ประการ และการใช้วิชชาชั้นสูง4. วิสัชนาปัญหาธรรม (ข้อควรระวังในการปฏิบัติ) และอานุภาพของเทวดาสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
92
3. อานุภาพวิชชาธรรมกาย การชำระธาตุธรรม และสภาวธรรมแห่งจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง
บรรยายโดย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาหลักของไฟล์เป็นการอธิบายถึงกลไกการชำระธาตุธรรมเพื่อรักษาโรค และการเปิดเผยสภาวธรรมชั้นลึกเรื่อง "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" อันเป็นกุญแจสำคัญที่ควบคุมความเจริญอุดมสมบูรณ์และความวิบัติของสรรพสัตว์ สังคม และประเทศชาติ)กลไกการส่งผลของกรรมต่อมหาภูตรูป 4: มนุษย์ประกอบด้วยมหาภูตรูป 4 (ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม) ตั้งอยู่ ณ "ศูนย์กลางกาย... เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" อันเป็น "กำเนิดธาตุธรรมเดิม" กรรมดีและกรรมชั่วจะถูกบันทึกไว้ใน "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้" เมื่อกรรมให้ผล จะส่งผลกระทบให้มหาภูตรูป 4 วิปริตแปรปรวน นำไปสู่การเจ็บป่วยทางกายหยาบการชำระธาตุธรรม และ "โรงงานรักษาโรค": การเจริญวิชชาธรรมกายด้วยการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" จะช่วยชำระ "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้" ให้บริสุทธิ์ผ่องใส และบรรเทาผลแห่งวิบากกรรม พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงใช้อุบายวิธีเจริญวิชชาชั้นสูงเพื่อตั้ง "โรงงานรักษาโรค" นำธาตุธรรมของคนไข้มาตั้งที่ศูนย์กลางเพื่อบำบัดรักษาอานุภาพวิชชาธรรมกายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข: การเจริญวิชชาชั้นสูงสามารถนำมาช่วยเหลือสังคม "เป็นการบำบัดทุกข์บำรุงสุขสังคมส่วนรวม... มีคุณต่อสังคมประเทศชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถาบันหลักที่ 3 ของเรา คือ สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์"สภาวธรรมแห่ง "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": เป็นการเปิดเผยสภาวธรรม ณ "กลางของกลางธาตุธรรมแต่ละกาย" ซึ่งมี "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" สถิตอยู่ ประกอบด้วยรัตนะ 7 (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว ดวงแก้วหรือแก้วมณี) โดยพระพุทธเจ้าทรงเป็น "ใหญ่ฝ่ายธรรม" แต่จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงเป็น "ใหญ่ฝ่ายสมบัติ"การแข่งขันของธาตุธรรม 3 ฝ่าย: จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ "กุสลา ธมฺมา, อกุสลา ธมฺมา และ อพฺยากตา ธมฺมา" ซึ่งจะแย่งกันทำหน้าที่ให้คุณและโทษต่อสัตว์โลกประดุจ "เหมือน 3 คนเล่นเก้าอี้ดนตรี"ประเภทของจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงตามกำลังบุญ: ทรัพย์สมบัติและความอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับคุณธรรมคือ ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล ซึ่งจะส่งผลให้มีจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงต่างระดับกัน ได้แก่ "จุลจักร" (แร้นแค้น), "มหาจักร" (พอเลี้ยงชีพพอเหมาะพอควร), และ "บรมจักร" (เลี้ยงได้มาก ครอบครัวอยู่สุขสมบูรณ์) กลไกนี้มีผลครอบคลุมตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กร ไปจนถึงระดับประเทศชาติความสำคัญของการเจริญสัมมาปฏิบัติและผลเสียของการส่งใจออกนอกตัว: การดำเนินจิต "ใจหยุดในหยุด กลางของหยุด ดับหยาบไปหาละเอียด" จะทำให้เข้าถึงสภาวะที่บริสุทธิ์และส่งเสริมให้จักรพรรดิฝ่ายกุศลธรรมเจริญขึ้น ในทางตรงข้าม หากปล่อยใจออกนอกตัว จักรพรรดิของเขาจะเป็นฝ่ายบาปอกุศล นำไปสู่การรบราฆ่าฟันและหาความสันติสุขมิได้ไฟล์เสียงนี้มุ่งเน้นอธิบายถึงอานุภาพแห่งการเจริญวิชชาธรรมกายในการแก้ไขปัญหาชีวิตและเปิดเผยสภาวธรรมเบื้องลึก โดยอธิบายว่ามนุษย์มี "กำเนิดธาตุธรรมเดิม" และ "มหาภูตรูป 4" (ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม) ตั้งอยู่ ณ "ศูนย์กลางกาย" วิบากกรรมทั้งมวลจะถูกบันทึกสะสมไว้ใน "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้" และเมื่อถึงคราวส่งผล จะทำให้ธาตุวิปริตจนเกิดโรคภัยและการเจ็บป่วย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงใช้อุบายวิธีเจริญวิชชาชั้นสูง ดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" เพื่อตั้ง "โรงงานรักษาโรค" นำธาตุธรรมของคนไข้มาชำระให้บริสุทธิ์ผ่องใส อันเป็นการบำบัดทุกข์บำรุงสุขด้วยวิชชานอกจากนี้ ผู้บรรยายได้เปิดเผยสภาวธรรมขั้นปรมัตถ์ที่อยู่ ณ "กลางของกลางธาตุธรรมแต่ละกาย" คือสภาวธรรมของ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" อันประกอบด้วย "รัตนะ 7" ทำหน้าที่ประทานสมบัติและเป็น "ใหญ่ฝ่ายสมบัติ" คอยหล่อเลี้ยงสรรพสัตว์ จักรพรรดินี้มีทั้งฝ่าย "กุสลา ธมฺมา, อกุสลา ธมฺมา และ อพฺยากตา ธมฺมา" ซึ่งความเจริญมั่งคั่งหรือความแร้นแค้นวิบัติของบุคคล วัดวาอาราม องค์กร หรือแม้แต่ผู้ปกครองระดับประเทศชาติ ล้วนขึ้นอยู่กับคุณธรรมและกำลังบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมา อันจะส่งผลให้ดึงดูดจักรพรรดิระดับ "จุลจักร", "มหาจักร" หรือ "บรมจักร" แตกต่างกันไปท้ายที่สุด ผู้บรรยายเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติธรรมหมั่นประคับประคอง "ใจหยุดในหยุด กลางของหยุด ดับหยาบไปหาละเอียด" เพื่อเข้าถึงสภาวะอันบริสุทธิ์ และหลีกเลี่ยงการส่งใจออกนอกตัวอันจะเป็นการเปิดช่องให้จักรพรรดิฝ่ายอกุศลธรรมเข้าครอบงำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแก่ชีวิตและสังคมสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
91
2. อานุภาพวิชชาธรรมกาย และสภาวธรรมแห่งจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง
บรรยายโดย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาหลักของไฟล์เป็นการอธิบายถึงกลไกการชำระธาตุธรรมเพื่อบำบัดโรค และการเปิดเผยสภาวธรรมระดับลึกเรื่อง "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ควบคุมความเจริญอุดมสมบูรณ์และความวิบัติของสรรพสัตว์และประเทศชาติกระบวนการส่งผลของกรรมต่อธาตุละเอียด: การอธิบายว่ากรรมที่สัตว์โลกประพฤติปฏิบัติมา ทั้งดีและชั่ว จะถูกบันทึกไว้ใน "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ สุดกายหยาบกายละเอียด" และเมื่อกรรมให้ผล จะส่งผลกระทบต่อธาตุละเอียดอันได้แก่ มหาภูตรูป 4 (ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม) ทำให้วิปริตแปรปรวน เป็นเหตุให้ผู้นั้นเกิดอาการเจ็บป่วยทางกายหยาบอานุภาพการชำระธาตุธรรม และ "โรงงานรักษาโรค": การเจริญสมาธิดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" เพื่อชำระธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นกุสลาธรรม ซึ่งเป็นอุบายวิธีที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ตั้ง "โรงงานรักษาโรค" โดยการทำวิชชาชั้นสูง เอาธาตุธรรมของคนไข้มาตั้งที่ศูนย์กลางเพื่อรักษาโรคการบำบัดทุกข์บำรุงสุขด้วยวิชชาธรรมกาย: การนำวิชชาธรรมกายชั้นสูงมาช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขสังคมส่วนรวม อันมีคุณต่อสถาบันหลัก คือ ชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์การเปิดเผยสภาวธรรม "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": การอธิบายสภาวะ ณ กลางของกลางธาตุธรรมสุดละเอียด ที่มี "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" สถิตอยู่ทุกกายสุดกายหยาบกายละเอียด ซึ่งประกอบด้วย "รัตนะ 7" (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว ดวงแก้วหรือแก้วมณี) ทำหน้าที่เป็นใหญ่ฝ่ายสมบัติ ในขณะที่พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ฝ่ายธรรมการแข่งขันของธาตุธรรม 3 ฝ่าย: จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงมีทั้งฝ่าย กุสลา ธมฺมา, อกุสลา ธมฺมา และ อพฺยากตา ธมฺมา ซึ่งทั้ง 3 ฝ่ายนี้จะแย่งกันทำหน้าที่ประดุจ "เหมือน 3 คนเล่นเก้าอี้ดนตรี"ประเภทของจักรพรรดิกับความอุดมสมบูรณ์: ระดับของจักรพรรดิจะเกิดและปรากฏขึ้นเป็นคุณธรรมตามกำลังแห่ง ทาน ศีล ภาวนา แบ่งเป็น "จุลจักร" (แร้นแค้น), "มหาจักร" (พอเลี้ยงชีพพอเหมาะพอควร), และ "บรมจักร" (เลี้ยงได้มาก ครอบครัวอยู่สุขสมบูรณ์) ซึ่งส่งผลครอบคลุมตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กร ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศชาติความสำคัญของการรวมใจหยุดนิ่ง: การเน้นย้ำให้รวมใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด ดับหยาบไปหาละเอียด" เพราะการปล่อยใจออกนอกตัว จะเปิดช่องให้จักรพรรดิฝ่ายบาปอกุศลเข้ามาครอบงำ ทำให้เกิดการรบราฆ่าฟัน หาความสันติสุขมิได้ไฟล์เสียงนี้บรรยายถึงความลึกซึ้งและอานุภาพของการเจริญวิชชาธรรมกาย โดยอธิบายว่ามนุษย์ประกอบด้วย มหาภูตรูป 4 (ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม) ซึ่งตั้งอยู่กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ณ ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ กรรมที่สัตว์โลกได้ประพฤติปฏิบัติมาจะถูกบันทึกไว้ใน "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้" และเมื่อกรรมหนักให้ผล จะทำให้มหาภูตรูป 4 วิปริตแปรปรวน นำไปสู่การเจ็บป่วยทางกายการเจริญภาวนาโดย "ดับหยาบไปหาละเอียด" จะทำให้จิตเกิดเป็นบุญกุศล สามารถเข้าไปชำระธาตุละเอียด ณ ศูนย์กลางกายให้บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นกุสลาธรรม บรรเทาหรือรักษาโรคได้ ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเคยตั้ง "โรงงานรักษาโรค" โดยเอาธาตุธรรมของคนไข้มาตั้งที่ศูนย์กลางด้วยการทำวิชชาธรรมกายชั้นสูงนอกจากนี้ ผู้บรรยายได้เปิดเผยสภาวธรรมขั้นปรมัตถ์ที่ไม่ค่อยมีการเปิดเผยมาก่อน นั่นคือสภาวะของ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" ซึ่งสถิตอยู่ ณ กลางของกลางธาตุธรรมของทุกกายสุดกายหยาบกายละเอียด ประกอบด้วย "รัตนะ 7" ทำหน้าที่ประทานสมบัติและเป็น "ใหญ่ฝ่ายสมบัติ" (ในขณะที่พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ฝ่ายธรรม)จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงนี้จะปรากฏขึ้นตามคุณธรรมคือ ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล ที่บุคคลนั้นบำเพ็ญมา แบ่งเป็นระดับ "จุลจักร" (คนนั้นแร้นแค้น), "มหาจักร" (พอเลี้ยงชีพพอเหมาะพอควร), และ "บรมจักร" (เลี้ยงได้มาก ครอบครัวอยู่สุขสมบูรณ์) ซึ่งกลไกนี้มีผลควบคุมความเจริญหรือความเสื่อมตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว องค์กร ไปจนถึงระดับประเทศชาติในทางตรงกันข้าม หากสัตว์โลกปล่อยใจออกนอกตัว จักรพรรดิของเขาจะเป็นฝ่ายบาปอกุศล นำไปสู่การรบราฆ่าฟันและหาความสันติสุขมิได้ ผู้บรรยายจึงสรุปชี้แนะให้มุ่งมั่นเจริญสัมมาปฏิบัติ นำใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด ดับหยาบไปหาละเอียด" เพื่อชำระธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ อันจะช่วยดึงดูดจักรพรรดิฝ่ายกุศลธรรมมาหล่อเลี้ยง นำพาสันติสุขมาสู่ตนเอง สังคม และประเทศชาติสรุปหัวข้อทั้งหมดที่ปรากฏในไฟล์เนื้อความย่อของไฟล์: อานุภาพแห่งวิชชาธรรมกายการเปิดเผยสภาวธรรม "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง"สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
90
1. วิสัชนาตัดวิจิกิจฉา: การพิจารณาสติปัฏฐาน ณ ภายใน นิมิตแห่งสมาธิจิต และสภาวธรรมแห่งพระนิพพานธาตุ
บรรยายโดย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปสาระสำคัญ: วิสัชนาตัดวิจิกิจฉา (การพิจารณาสติปัฏฐานและสภาวธรรม)เนื้อหาฉบับนี้เป็นการมุ่งตอบข้อสงสัย (ตัดวิจิกิจฉา) ที่มีต่อการปฏิบัติวิชชาธรรมกาย โดยอ้างอิงหลักฐานทางพระปริยัติ (พระไตรปิฎก) และสภาวธรรมภาคปฏิบัติ เพื่อยืนยันความถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทการระลึกถึงครูบาอาจารย์: การนำรูปพระมหาปูชนียาจารย์ไว้ที่ศูนย์กลางกาย เป็นกุศลเจตนาเพื่อแสดงความเคารพและป้องกันการดูแคลนสติปัฏฐาน 4 ณ ภายใน: เป็นการประยุกต์ใช้การพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม โดยดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" กายมนุษย์หยาบนับเป็น "ณ ภายนอก" ส่วนกายที่ละเอียดลึกลงไปนับเป็น "ณ ภายใน"ความถูกต้องทางปริยัติ: คำว่า "วิชชา" และ "ธรรมกาย" มีปรากฏชัดเจนในพระไตรปิฎกเถรวาท ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ในพระพุทธศาสนานั้นสอดคล้องและรับกันอย่างสมบูรณ์การขยายข่ายความรู้ความเห็น: เมื่อใจสงบหยุดนิ่ง ทวนกระแสเข้าสู่กำเนิดธาตุธรรมเดิม วิญญาณธาตุจะขยายขอบเขตเกิดเป็น ทิพพจักษุ ทิพพโสต และพัฒนาเป็นสมันตจักษุในที่สุดอุปมาอุปไมยเรื่องสัดส่วน: การเพ่งจุดเล็กๆ แต่เห็นสิ่งใหญ่โต เปรียบเหมือนการถือกระจกบานเล็กขึ้นไปบนภูเขาทอง ย่อมสามารถสะท้อนภาพภูเขาที่ใหญ่โตได้ เป็นไปตามพุทธพจน์ที่ว่า ผู้มีสมาธิตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงความหมายของนิพพานธาตุ: คัมภีร์อรรถกถายืนยันว่า นิพพานธาตุมีอยู่จริง แบ่งเป็น สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์) และ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ดับขันธ์แล้ว)บทบาทของนิมิต: การใช้นิมิต (บริกรรมนิมิต, อุคคหนิมิต, ปฏิภาคนิมิต) เป็นเพียงอุบายให้จิตตั้งมั่น เมื่อจิตละเอียดถึงขั้น "หยุดในหยุด" ก็จะปล่อยวางนิมิตนั้นไปการเห็นมรรคผล: ผู้บรรยายเปรียบเทียบ โคตรภูญาณ ว่าเหมือนการเห็นพระราชาประทับช้างอยู่ไกลๆ (รู้เห็นชั่วคราว) ส่วน มัคคญาณและผลญาณ เปรียบเหมือนการได้เข้าไปสนทนาใกล้ชิดกับพระราชาการเกิดญาณหยั่งรู้: การเจริญอาโลกกสิณจนตั้งมั่น สามารถต่อยอดไปสู่ญาณต่างๆ ได้แก่ อตีตังสญาณ (รู้เห็นอดีต), ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติ), อนาคตังสญาณ (รู้เห็นอนาคต) และ จุตูปปาตญาณการเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวร: การได้รู้เห็นผลกรรมอย่างประจักษ์ด้วยญาณทัสสนะ (เช่น เห็นทุคติภูมิจากการทำบาป) ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิด หิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) ส่งผลให้สามารถเลิกอบายมุขและกามคุณได้อย่างเด็ดขาด นำไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง1. การตอบข้อวิจารณ์และสติปัฏฐาน ณ ภายใน2. กลไกของการเกิด "ญาณทัสสนะ"3. การวินิจฉัยสภาวธรรมและนิมิตประเภทธรรมลักษณะและสภาวะตัวอย่างสังขตธรรมสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ (มีเกิด มีเสื่อม มีแปรปรวน)สิ่งที่อยู่ในภพ 3 (กามภพ รูปภพ อรูปภพ)อสังขตธรรมสิ่งที่ปราศจากการปรุงแต่ง เป็นอมตธรรม (ไม่มีเกิด ไม่มีเสื่อม)พระนิพพานธาตุ (วิสังขารธรรม)4. อานิสงส์ของการเจริญสมถวิปัสสนาสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
89
12. ข้อวินิจฉัยสภาวธรรม: การหักล้างอุจเฉททิฏฐิ อายตนะพระนิพพาน และนัยแห่งอนัตตลักษณะ
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้มีการอธิบายสภาวธรรมที่ลึกซึ้ง ครอบคลุมตั้งแต่การหักล้างมิจฉาทิฏฐิเรื่องตายแล้วสูญ การอธิบายลักษณะของอายตนะพระนิพพาน ตลอดจนการปกป้องพระสัทธรรมโดยใช้ตรรกะจากอนัตตลักขณสูตรเพื่อแยกแยะระหว่างสังขตธรรมและอสังขตธรรมอายตนะพระนิพพานและการหักล้างความเชื่อว่า "ตายแล้วสูญ"ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการอธิบายเป้าหมายสูงสุดของการเจริญสติปัฏฐาน 4 ตามแนววิชชาธรรมกาย คือการเข้าถึงอายตนะพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่สถิตของพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ผู้ดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (พระนิพพานธาตุที่ไม่มีเบญจขันธ์) สภาวะนี้เป็นอมตธรรม เป็นอสังขตธาตุ อสังขตธรรม ซึ่งมีลักษณะคือ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ (เมื่อตั้งอยู่ ไม่มีความแปรปรวน) ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย และไม่มีความเกิดใหม่ผู้บรรยายได้หักล้างมิจฉาทิฏฐิที่ว่าเมื่อตายแล้วเบญจขันธ์แตกทำลายแล้วทุกอย่างจะดับสูญ โดยชี้แจงว่า ตราบใดที่ยังมีอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน แม้แต่ในภูมิของอรูปพรหม สัตว์โลกย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิด ดังพระพุทธดำรัสที่ว่ามนุษย์ที่ตายไปแล้ว โอกาสกลับมาเป็นมนุษย์อีกนั้นน้อยนัก ส่วนใหญ่จะไปเกิดในนิรยภูมิ เป็นเปรต สัตว์นรก อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มากต่อมากนักผู้บรรยายยืนยันความมีอยู่ของพระนิพพานด้วยพุทธพจน์ อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ (อายตนะนั้นมีอยู่) ซึ่งแม้อายตนะนี้จะไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม และไม่อยู่ในภพ 3 แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ปฏิบัติจนเข้าถึง และได้รู้เห็นอายตนะพระนิพพานนี้ด้วยธรรมกายสุดละเอียดเส้นทางของพระโพธิสัตว์และความกว้างใหญ่ของวัฏสงสารเพื่อตอบข้อสงสัยว่าทำไมจึงมีพระนิพพานและพระพุทธเจ้ามากมาย ผู้บรรยายได้อธิบายถึงเส้นทางการบำเพ็ญบารมีที่ยาวนาน โดยแบ่งเป็น ปัญญาธิกโพธิสัตว์ (ใช้เวลา 4 อสงไขยแสนกัป หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์) สัทธาธิกโพธิสัตว์ (ใช้เวลาเป็น 2 เท่า) และวิริยาธิกโพธิสัตว์ (ใช้เวลาเป็น 2 เท่าของสัทธาธิกะ) พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ต้องสั่งสมบารมีผ่านอดีตพระพุทธเจ้ามานับหมื่นนับแสนองค์ การที่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงธรรมกายแล้วเห็นพระพุทธเจ้ามากกว่าเมล็ดทรายในมหาสมุทรทั้ง 4 จึงเป็นสภาวธรรมที่มีอยู่จริงข้อวินิจฉัยเรื่องอัตตลักษณะและอนัตตลักษณะประเด็นวิชาการที่สำคัญยิ่งคือการแก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องอนัตตา ผู้บรรยายให้นิยามของอนัตตาว่า คือสภาวธรรมที่เว้นหรือไร้สาระในความเป็นของเที่ยง ในความเป็นสุขที่ถาวร เว้นจากสาระในความเป็นตัวตน โดยยกหลักฐานจากอนัตตลักขณสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระปัญจวัคคีย์ว่า รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา... ถ้ารูปจักได้เป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนั้นก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธสิ หมายความว่า สิ่งที่เป็นอัตตาย่อมไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ (ความทุกข์/ความป่วยไข้) แต่เพราะรูปเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธผู้บรรยายได้โต้แย้งนักปริยัติที่สอนคลาดเคลื่อนว่า "สิ่งที่เป็นอนัตตา ไม่จำเป็นต้องไม่เที่ยงเป็นทุกข์เสมอไป" (เพื่อพยายามดันพระนิพพานให้เป็นอนัตตา) ว่าคำสอนนี้ขัดกับพระพุทธดำรัสอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ การตีความพระบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา (ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา) ว่าครอบคลุมถึงวิสังขาร (พระนิพพาน) ด้วยนั้น ถือเป็นการหลงทาง เพราะพุทธพจน์บทนี้มุ่งหมายให้พิจารณาเพียงอุปาทินนกสังขารและสังขตธรรม เพื่อยกระดับจิตของพระโยคาวจรขึ้นสู่นิพพิทาญาณเท่านั้น ไม่ได้ตรัสก้าวล่วงถึงพระนิพพานเลยผู้บรรยายอุปมาการตีความพระสัทธรรมที่ผิดพลาดนี้ว่า เหมือนการซื้อตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่ แต่ดันไปขึ้นรถไฟลงใต้ไปสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการหลงทิศทางอย่างสิ้นเชิง ท้ายที่สุด ผู้บรรยายได้ให้กำลังใจพระวิปัสสนาจารย์ที่เข้าอบรมเป็นเวลา 14 วัน ให้ตั้งใจปฏิบัติสมถวิปัสสนาจนเห็นดวงใสแจ่ม เพื่อพัฒนาไปสู่การรู้เห็นธรรมกาย และเข้าถึงพระนิพพานได้ตามแนวทางที่ถูกต้องสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
88
11. ปฏิจจสมุปบาทธรรมและคติภพ: สภาวธรรมแห่งการจุติ ปฏิสนธิ และการแปรสภาพของกายในกาย
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้เป็นการวิสัชนาตอบปัญหาธรรมที่สำคัญยิ่ง ว่าด้วยกลไกการเวียนว่ายตายเกิดตามสายปฏิจจสมุปบาทธรรม การแปรสภาพของกายภายในด้วยอำนาจกรรม และวาระจิตสุดท้ายก่อนจุติและปฏิสนธิเหตุที่ตายแล้วไม่สูญ และกลไกของปฏิจจสมุปบาทผู้บรรยายอธิบายว่า สัตว์โลกจะยังคงเวียนว่ายตายเกิดตราบใดที่อวิชชาทำหน้าที่อยู่ โดยอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ สืบต่อไปจนถึง นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน กรรม ภพ และชาติ ตามสายปฏิจจสมุปบาทธรรม กลไกการสืบต่อนี้เกิดขึ้นเมื่อจิตดวงเดิมตกศูนย์ ปรุงเป็นจิตดวงใหม่ ตั้งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายใหม่ เป็นทุคติ หรือสุคติ ก็ไปตามกรรมอุทาหรณ์การเห็นสภาวะทุคติภพด้วยวิชชาธรรมกายผู้บรรยายได้ยกพระพุทธพจน์เพื่อยืนยันสภาวะนี้ว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ซึ่งความเศร้าหมองหรือผ่องใสนี้ เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยเป็นปัจจุบันธรรม หากประกอบด้วยบุญกุศล ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายจะปรุงแต่งให้เป็นสุคติภพ ส่งผลให้กายมนุษย์ละเอียดผ่องใส เวทนาเป็นสุขเวทนา กายมนุษย์ละเอียดก็ผ่องใส จิตในจิตก็ผ่องใส ธรรมในธรรมก็ด้วยบุญกุศลและผ่องใส ในทางตรงกันข้าม หากทำบาปอกุศล กายในกายก็จะแปรสภาพเป็นทุคติภพ กายในกายก็เศร้าหมอง เวทนาในเวทนาก็เป็นทุกขเวทนา จิตในจิตก็เศร้าหมอง ธรรมในธรรมก็เป็นทุคติเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ซอมซ่อเพื่อยืนยันว่าสภาวะเหล่านี้รู้เห็นได้จริง ผู้บรรยายได้เล่ากรณีศึกษาของพนักงานสถานสอนภาษา AUA ซึ่งเป็นชาวคริสต์ แต่ได้มาปฏิบัติธรรมจนเห็นดวงใสสว่างและเข้าถึงธรรมกาย ทว่าเขายังคงมีพฤติกรรมชอบพยากรณ์ใบ้หวยให้ผู้อื่น แม้จะไม่ได้ซื้อเองก็ตาม วันหนึ่งขณะทำงาน เขาได้เห็นนิมิตด้วยทิพพจักษุว่ามีเปรตตัวสูงใหญ่ยืนอยู่ข้างหลัง และเมื่อเพ่งดูก็พบว่าหน้ามันหน้าผมน่ะ ผู้บรรยายชี้แจงว่า การบอกหวยเป็นการสนับสนุนให้คนติดอบายมุข ทำให้กายภายในแปรสภาพเป็นทุคติภพ เป็นกายเปรต เปลี่ยนแปลงตามสายปฏิจจสมุปบาทธรรม ทันทีที่อวิชชาและตัณหาเข้าปรุงแต่ง กายมนุษย์ที่เคยผ่องใสก็มัวหมอง ธรรมกายดับไป เหลือเพียงดวงธรรมริบหรี่ ผู้บรรยายจึงต้องให้เขาขอขมาพระรัตนตรัย เพื่อกลับคืนสู่สภาวะธรรมกายที่ผ่องใสดังเดิมสภาวะวาระจิตสุดท้ายและการปฏิสนธิผู้บรรยายเจาะลึกสภาวะก่อนตายว่า จิตของมนุษย์นั้นมีการบันทึกกรรมไว้ทุกขณะจิตเหมือนม้วนเทป ในวาระสุดท้ายก่อนตาย จิตจะตกศูนย์ และจะปรากฏนิมิต 2 ประการ คือ กรรมนิมิตอารมณ์ (ภาพการกระทำดีหรือชั่วในอดีต) และคตินิมิตอารมณ์ (ภาพภพภูมิที่จะไปเกิด เช่น อเวจีมหานรก หรือราชรถจากสวรรค์) ในช่วงเวลานี้ สัตว์โลกไม่อาจควบคุมสิ่งใดได้นอกจากต้องเป็นไปตามแรงกรรมเมื่อจิตเศร้าหมองหรือผ่องใสตามนิมิตนั้น จิตดวงสุดท้ายก่อนจะดับน่ะ มันถ่ายทอดกรรมลงไปตกศูนย์ ปรุงเป็นจิตดวงใหม่ 4 เหล่าอย่างใดอย่างหนึ่งทันที การไปเกิดเป็น เปรต สัตว์นรก อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน (เช่น เล็นที่เกิดในไข่) ย่อมเกิดขึ้นทันที หากเป็นกรรมดี ก็อาจไปเกิดในเทวโลกชั้นต่าง ๆ เช่น จาตุมหาราชิกา หรือดาวดึงส์ ทันทีเช่นกันหนทางเดียวที่จะยุติการเวียนว่ายตายเกิดท้ายที่สุด ผู้บรรยายสรุปว่า สัตว์โลกจะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกก็ต่อเมื่ออวิชชาจะสิ้น การบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์นั้นต้องอาศัยบุญบารมีที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ผู้บรรยายยังได้ตักเตือนผู้ปฏิบัติและพระภิกษุว่า ไม่ควรประมาทในการละเมิดศีลธรรม เพราะแม้แต่พระภิกษุ หากฉันภัตตาหารโดยไม่พิจารณา ตายไปก็อาจไปเกิดเป็นยักษ์ กุมภัณฑ์ งูเหลือม หรือเปรตได้ ผู้ปฏิบัติจึงควรมีหน้าที่ทำความดี สั่งสมบุญบารมี และหมั่นพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ณ ภายใน เพื่อยกภูมิจิตให้พ้นจากวัฏสงสารอย่างแท้จริงสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
87
10. ข้อวินิจฉัยสภาวธรรม: นัยแห่งการละสังขาร สังขตลักษณะ และสภาวะแห่งพระนิพพานธาตุ
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้เป็นการตอบปัญหาธรรมและอธิบายสภาวธรรมที่ลึกซึ้ง ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับการเจริญสมาธิภาวนาเพื่อให้เห็นดวงธรรม ไปจนถึงข้อวินิจฉัยที่แจกแจงความหมายของคำว่า ละสังขาร ในระดับต่าง ๆ และสภาวะแห่ง พระนิพพานธาตุเคล็ดลับการปฏิบัติวิชชาธรรมกายเบื้องต้นผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการแนะนำให้ผู้ปฏิบัติทำใจให้สงบ เพราะหากสามารถทำใจให้สงบ เห็นดวงใสแจ่มแล้ว จะรู้คุณค่าที่กระผมกราบเรียนว่าคุณค่ามหาศาล ผู้บรรยายได้ยกตัวอย่างชาวต่างประเทศที่มาปฏิบัติธรรมว่าสามารถเข้าถึงความสว่างได้รวดเร็ว โดยกว่าครึ่งหนึ่งเข้าถึงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย และบางส่วนเข้าถึงธรรมกาย หรือพระนิพพาน สาเหตุเพราะพวกเขาไม่คิดอะไรอื่น ให้ทำอย่างเดียว ใจก็เลยนิ่ง ในขณะที่ผู้ปฏิบัติบางกลุ่มมีความสงสัยมาก คิดมาก ทำให้ใจไม่หยุดผู้บรรยายได้มอบเคล็ดลับการดูดวงธรรม โดยให้ใช้คำบริกรรมสัมมา อะระหัง ในช่วงก่อนหลับหรือตื่นนอน โดยให้อาศัยช่วงเวลาที่จิตดวงเดิมตกศูนย์ ปรุงเป็นจิตดวงใหม่ ลอยเด่นขึ้นมา (กล่าวคือ จิตดวงเดิมตกไปสู่ศูนย์กลางกาย และดวงใหม่เกิดขึ้นมาทำหน้าที่แทน) หากผู้ปฏิบัติมีสติสว่างโพรง ไม่เผลอหลับ จะสามารถเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ใสแจ่มขึ้นมาเองนิยามของสังขารและสังขตลักษณะในการตอบคำถามหลักที่ว่า "ละสังขารกับพระนิพพานต่างกันอย่างไร" ผู้บรรยายได้ปูพื้นฐานความหมายของสังขารว่าคือธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อุปาทินนกสังขาร (มีชีวิต/มีวิญญาณครอง) และอนุปาทินนกสังขาร (ไม่มีชีวิต/ไม่มีวิญญาณครอง) สังขารนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขตธรรม ซึ่งมีสังขตลักษณะ (ลักษณะที่ถูกปรุงแต่ง) คือ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ (ความเกิดปรากฏ ความเสื่อมสลายปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่มีความแปรปรวนปรากฏ)นัยยะแห่งการละสังขารใน 4 ระดับผู้บรรยายได้ขยายความคำว่า "ละสังขาร" ไว้อย่างลึกซึ้งตามระดับภูมิจิตภูมิธรรม ดังนี้:ระดับปุถุชน: ละสังขาร ในความหมายทั่วไป หมายถึงความตายดับไปของร่างกายระดับผู้ปฏิบัติสมถภาวนา: การที่พระโยคาวจรเจริญสมถะเพื่อข่มกิเลส ให้สภาวะของ กาย วาจา และมโนสังขาร ระงับลงชั่วคราว เรียกว่า วิกขัมภนวิมุตติ สภาวะนี้ก็ถือเป็นการละสังขารที่ตรงกับพุทธพจน์ว่า เตสํ วูปสโม สุโข (ความเข้าไปสงบระงับซึ่งความปรุงแต่งเป็นสุขแล้วหนอ) แต่ความปรุงแต่งนี้ยังไม่เด็ดขาด เพราะตราบใดที่อวิชชายังทำหน้าที่อยู่ (แม้แต่ในภูมิของอรูปพรหม) ความปรุงแต่งก็ยังหลงเหลืออยู่ เมื่อฌานเสื่อม กิเลสก็กลับมาปรุงแต่งใหม่ระดับพระอรหันต์ (ขณะยังมีชีวิต): เมื่อเจริญวิปัสสนาจนมัคคจิต มีพระอรหัตมรรคเป็นต้น ประหารสัญโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ให้ขาดสะบั้น จะเข้าสู่สภาวะสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระดับนี้ ความปรุงแต่งทางใจด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน ดับสนิทไม่มีเหลือ (เตสํ วูปสโม สุโข ขั้นสูง) คงเหลือเพียงความปรุงแต่งทางกายสังขารที่ยังเป็นไปตามอำนาจของกรรมและอาหาร นอกจากนี้ การที่พระอรหันต์หรือพระอนาคามีเข้านิโรธสมาบัติ หรือสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ถือเป็นการระงับความปรุงแต่งอย่างสมบูรณ์ในขณะยังมีชีวิตระดับปรินิพพาน (การดับเบญจขันธ์): คือวาระสุดท้ายที่เบญจขันธ์ (ขันธ์ 5) แตกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง กายสังขารและวิญญาณแบบมนุษย์ พรหม หรือเทวดาดับหมด คงเหลือแต่สภาวะที่เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (พระนิพพานธาตุที่ไม่มีอุปาธิเหลืออยู่) สภาวะนี้ไม่มีความปรุงแต่งใด ๆ หลงเหลือโดยสิ้นเชิง ถือเป็นการละสังขารที่สมบูรณ์ที่สุด และได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมัตถัง มีประโยชน์สูงสุดสภาวะของพระนิพพานจึงเป็นอสังขตธรรมที่หลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย และพ้นจากความแปรปรวนของสังขตลักษณะอย่างสิ้นเชิงสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
86
9. ข้อวินิจฉัยสภาวธรรม: ความหมายของจิตและวิญญาณ กลไกปฏิจจสมุปบาท และอัตตลักษณะแห่งพระนิพพาน
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้เป็นการวิสัชนาตอบปัญหาธรรมที่ลึกซึ้ง ครอบคลุมตั้งแต่การอธิบายความแตกต่างระหว่างวิญญาณและจิต การกำเนิดเบญจขันธ์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท กลไกการปฏิสนธิวิญญาณตามแนววิชชาธรรมกาย ไปจนถึงข้อวินิจฉัยขั้นสูงเรื่องอัตตลักษณะและพระนิพพานความหมายและที่มาของจิตและวิญญาณผู้บรรยายตอบคำถามที่ว่า วิญญาณกับจิตเป็นอันเดียวกันหรือไม่ เกิดมาจากที่ไหน โดยเริ่มต้นอธิบายถึงเหตุเกิดของเบญจขันธ์ (ขันธ์ 5) ตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า:รูปขันธ์ เกิดจากปัจจัย คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม และอาหารนามขันธ์ 3 (เวทนา สัญญา สังขาร) เกิดจากปัจจัย คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม และผัสสะวิญญาณขันธ์ เกิดจากปัจจัยทั้งหมดข้างต้นบวกกับรูปนาม (รูปขันธ์ 1 และนามขันธ์ 3)ผู้บรรยายจำแนกธรรมชาติของใจว่าประกอบด้วยนามขันธ์ 4 คือ เวทนา (เสวยอารมณ์) สัญญา (จำอารมณ์) สังขาร (ปรุงแต่งและน้อมไปสู่อารมณ์) และวิญญาณ (รับรู้) ในทางสมมติบัญญัติ หรือในหมู่ผู้ปฏิบัติ มักเรียกธรรมชาติหมวดสังขาร (ที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งอารมณ์) ว่าจิต แต่ในทางพระอภิธรรม ท่านมักเหมาเรียกวิญญาณขันธ์ว่าจิต และเรียกเวทนา สัญญา สังขาร ว่าเจตสิก ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร สภาวธรรมเหล่านี้ล้วนถูกปรุงแต่ง จึงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งสิ้นกลไกการเกิดและธาตุละเอียดตามแนววิชชาธรรมกายพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ปฏิบัติจนเห็นสภาวะลึกซึ้งว่า สัตว์โลกที่มาปฏิสนธินั้น จะมาในรูปแบบของธาตุละเอียด หรือธาตุสำเร็จ ซึ่งย่อส่วน ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ไว้ภายใน พร้อมทั้งพกเอาอาสวะ อนุสัย (บาป) หรือบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี (บุญ) ติดมาในจิตสันดานด้วยเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด สรุปสั้น ๆ คือ "กมฺมํ เขตฺตํ วิญฺญาณํ พีชํ ตณฺหาสิเนโห" (กรรมเป็นเสมือนพื้นที่ปลูก วิญญาณเป็นเมล็ดพืช ตัณหาเป็นความชุ่มชื้น) เมื่อสัตว์จะมาเกิด จะเข้าทางศูนย์กลางกายของพ่อ (ชายเข้าขวา หญิงเข้าซ้าย) แล้วถูกดึงดูดไปสู่มดลูกของแม่ เมื่อพ่อแม่ประกอบธาตุธรรมถูกส่วน (คือ ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ตรงกัน) ดวงปฏิสนธิวิญญาณจะไปตั้งที่รังไข่มารดาจากธาตุละเอียดนี้ จะขยายส่วนหยาบออกมาเป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ซึ่งประกอบด้วยธรรมชาติเห็น จำ คิด รู้ โดยที่เวทนาขันธ์ขยายเป็นดวงเห็น สัญญาขันธ์ขยายเป็นดวงจำ สังขารขันธ์ขยายเป็นดวงคิด (จิต) และวิญญาณขันธ์ขยายเป็นดวงรู้ ซ้อนกันอยู่ที่ศูนย์กลางกาย หากจิตถูกอกุศลเข้าแทรก กายและจิตก็จะเศร้าหมอง เป็นทุคติ ดังพุทธพจน์ "จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา" ผู้ปฏิบัติสามารถใช้ญาณตั้งแต่ มังสจักษุ ทิพพจักษุ สมันตจักษุ ไปจนถึงพุทธจักษุของธรรมกาย เพื่อตรวจดูสภาวะเหล่านี้ได้ทั่วจักรวาล นอกจากนี้ ในสภาวะก่อนจะหลับหรือตาย จิตดวงเดิมจะต้องตกศูนย์ไปปรุงเป็นจิตดวงใหม่เสมอข้อวินิจฉัยเรื่อง อัตตลักษณะ พระนิพพาน และอนัตตาผู้บรรยายได้ตอบคำถามสำคัญที่ว่า "ในโลกนี้มีอะไรเป็นอัตตา ถ้าพระนิพพานยังไม่ใช่" โดยอ้างอิงอนัตตลักขณสูตรว่า พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่า "ถ้ารูปเป็นอัตตา รูปก็จะต้องไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ (เจ็บป่วย/ทุกข์)" แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอัตตลักษณะคือสภาวะที่ไม่อาพาธ ส่วนอนัตตลักษณะคือสภาวะที่เป็นไปเพื่ออาพาธ (ทุกข์)ในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตรเลี่ยงที่จะใช้คำว่าอัตตา เพราะลัทธิอื่นมีความเชื่อเรื่องอัตตาต่างกันมากมาย ท่านจึงใช้คำว่า พระนิพพานเป็นปรมัตถัง (มีประโยชน์อย่างยิ่ง) และเป็นสารัง นิพพานัง (เป็นธรรมที่มีสาระ) อย่างไรก็ตาม ลักษณะของพระนิพพานนั้นตรงกันข้ามกับอนัตตาอย่างสิ้นเชิง เพราะพระนิพพาน (ทั้งสอุปาทิเสสนิพพานธาตุและอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) เป็นอสังขตธรรม เมื่อตั้งอยู่ย่อมไม่ปรากฏความแปรปรวน ("ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ") ไม่มีความเสื่อมสลาย และไม่มีความเกิดใหม่ผู้บรรยายตักเตือนว่า ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติให้ "เข้าถึง รู้ เห็น และเป็น" มักจะนำคำแปลมาตีความผิด ๆ จนกล่าวว่าตายแล้วดับสูญ ซึ่งเป็นการพลัดตกไปสู่อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าสูญ) โดยไม่รู้ตัว การสอนหรือถกเถียงที่ขัดแย้งกับพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตร ย่อมสร้างโทษภัยและเป็นทางนำไปสู่นรกได้ พระนิพพานธาตุนั้นเป็นอมตธรรมที่ดำรงอยู่อย่างเที่ยงแท้ และเป็นสุขอย่างยิ่งสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
85
8. ข้อวินิจฉัยสภาวธรรมและพระปริยัติ: อัตตลักษณะแห่งพระนิพพานธาตุ และการปกป้องสัมมาทิฏฐิจากอุจเฉททิฐิ
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้มีการอธิบายสภาวธรรมขั้นโลกุตตระที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง โดยเจาะลึกข้อวินิจฉัยระหว่างอัตตาและอนัตตา ตลอดจนการปกป้องพระสัทธรรมจากการตีความผิดเรื่องพระนิพพานธาตุ พร้อมทั้งยืนยันความมีอยู่ของอสังขตธรรมความสำคัญของการเข้าถึง รู้ เห็น และเป็นผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำว่า การรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงนั้น พระภิกษุต้องปฏิบัติให้เข้าถึง รู้ เห็น และเป็น เพื่อให้เกิดวิชชาและอภิญญา หากมุ่งเน้นเพียงวิชาการอย่างเดียวดังเช่นมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีต ย่อมไม่อาจต้านทานภัยคุกคามจากอวิชชาได้ ผู้ปฏิบัติจึงต้องยกระดับคุณความดีจากเพียงแค่บุญ ให้แกล้วกล้าเป็นบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมีมิจฉาทิฏฐิเรื่องอุจเฉททิฏฐิและข้อวินิจฉัยเรื่องอรูปพรหมผู้บรรยายได้หยิบยกข้อสงสัยของพระภิกษุรูปหนึ่งที่ถามว่า "ในเมื่อเบญจขันธ์แตกทำลายแล้ว มันจะมีอะไรให้เหลืออีก" ผู้บรรยายชี้ว่านี่คือผลจากการสอนให้รู้จักเพียงแค่เบญจขันธ์ จนเข้าใจผิดว่าเมื่อดับขันธ์แล้วคือดับสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) แท้จริงแล้ว หากปล่อยวางเบญจขันธ์ได้ถูกส่วน จะมีธรรมที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นปรากฏขึ้น นั่นคือธรรมกาย นอกจากนี้ ผู้บรรยายยังได้แก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องอรูปพรหม ว่าแท้จริงแล้วพรหมชั้นนี้มีรูป ดังสายปฏิจจสมุปบาทที่ว่า "วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ" เพียงแต่เป็นรูปที่ละเอียดประณีตจนไม่สื่อสารกันทางตาหู แต่สื่อสารด้วยวิญญาณธาตุนัยยะของอัตตา 2 ระดับ และนิยามของอนัตตาในประเด็นสำคัญเรื่องอัตตาและอนัตตา ผู้บรรยายอ้างอิงอรรถกถาจารย์ว่า อนัตตา หรือ สุญญะ หมายถึงความว่างจากอัตตาสมมติ เปรียบเหมือนเรือนว่าง หม้อว่าง คือว่างจากสิ่งอื่นที่อยู่ในหม้อ แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวหม้อหรือธรรมนั้นไม่มี พระพุทธองค์ทรงสอนให้แสวงหาธรรมที่เที่ยงและเป็นสุข ดังพุทธพจน์ในทีฆนิกายที่ว่า "อตฺตทีปา ภิกฺขเว วิหรถ อตฺตสรณา" (จงเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ) ซึ่งพระฎีกาจารย์อธิบายว่า อัตตานี้มี 2 ระดับ คือ "โลกิโย โลกุตฺตโร ธมฺโม" (โลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม) ธรรมโดยปรมัตถ์ ณ ภายในเมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว จึงเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตรรกะแห่งสภาวธรรมตามอนัตตลักขณสูตรเพื่อหักล้างมิจฉาทิฏฐิที่สอนว่าพระนิพพานเป็นอนัตตา ผู้บรรยายได้ยกตรรกะจากอนัตตลักขณสูตรว่า "ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา" (สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา) ดังนั้น สิ่งที่เป็นอนัตตา เป็นทุกข์ ไม่มีข้อยกเว้น และอนัตตาย่อมเป็นไปเพื่ออาพาธ (ความเจ็บไข้/เป็นทุกข์)ในขณะที่ คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคยืนยันว่า เมื่อพระโยคาวจรเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์ (ของพระอรหันต์) ย่อมเห็นว่าเป็นนิพพาน เที่ยง เป็นสุข เป็น ปรมัตถัง มีประโยชน์สูงสุดยิ่ง และเป็นอมตธรรม ผู้บรรยายแนะนำให้ใช้คำว่าปรมัตถังเพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการถกเถียงเรื่องอัตตา แต่ต้องเข้าใจสภาวะว่าพระนิพพานนั้นมีสาระตรงข้ามกับอนัตตาอย่างสิ้นเชิงสภาวะของพระนิพพานธาตุท้ายที่สุด เพื่อตอบคำถามว่าเมื่อเบญจขันธ์ตายแล้วเหลืออะไร ผู้บรรยายอ้างอิงคัมภีร์อิติวุตตกะ ขุททกนิกาย ว่าด้วยนิพพานธาตุ 2 ประการ คือ 1. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ (นิพพานธาตุที่ยังครองเบญจขันธ์ แต่กิเลสหมดแล้ว) และ 2. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ตายจากเบญจขันธ์)พระนิพพานธาตุนี้ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ แต่เป็นธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพานไว้ เป็นอสังขตธรรมที่มีอสังขตลักษณะ คือ "ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ" (เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน) ไม่มีความเสื่อมสลาย และไม่มีความเกิดใหม่ ดังนั้น แม้เบญจขันธ์ของพระอรหันต์จะแตกทำลายไป แต่พระนิพพานธาตุอันบริสุทธิ์นั้นย่อมดำรงอยู่ ไม่แปรปรวนและไม่เสื่อมสลายตลอดไปสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
84
7. ข้อวินิจฉัยพระปริยัติและสภาวธรรม: อายตนะพระนิพพาน และการเปรียบเทียบอัตตลักษณะกับอนัตตลักษณะ
ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้เป็นการบรรยายธรรมขั้นโลกุตตระ ว่าด้วยการวิเคราะห์พระสูตรสำคัญเพื่อยืนยันสภาวะของอายตนะพระนิพพาน และการชี้แจงข้อวินิจฉัยเพื่อปกป้องพระสัทธรรมจากการตีความที่ผิดพลาดว่าพระนิพพานเป็นอนัตตาการแทงตลอดพระไตรลักษณ์และสภาวะการเห็นพระนิพพานผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์หลังการแสดง "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" ที่พระอัญญาโกณฑัญญะและพระปัญจวัคคีย์ได้ดวงตาเห็นธรรม โดยพิจารณาเห็นว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา" ซึ่งถือเป็นการแทงตลอดในพระไตรลักษณ์ นำไปสู่การเห็นแจ้งในอริยสัจ 4 ในขณะนั้นมัคคจิตและมัคคญาณเกิดขึ้นรวมกันเป็นเอกสมังคี ประหารสัญโยชน์เครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ 3 ประการ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) ทำให้ก้าวล่วงโคตรปุถุชนเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบันพระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายสภาวะการเห็นพระนิพพานไว้ว่า เมื่อจิตเจริญขึ้นเป็นโคตรภูจิตหรือโคตรภูญาณ การเห็นพระนิพพานเปรียบเหมือนเห็นพระราชาประทับช้างเลียบเมือง (เห็นชั่ววูบยังไม่ได้เข้าเฝ้า) แต่เมื่อมัคคจิตและมัคคญาณเกิดขึ้นประหารสัญโยชน์แล้ว เปรียบเหมือนได้เข้าเฝ้าพระราชาจริง ๆ แล้ว แล้วก็ได้สนทนากับพระราชาแล้วอายตนะพระนิพพาน และอสังคตลักษณะผู้บรรยายยืนยันอย่างหนักแน่นว่า อายตนะคือพระนิพพานมีอยู่จริง เป็นสถานที่ที่พระมุนีผู้ไม่เบียดเบียนไปแล้ว ไม่เศร้าโศก ดังพระพุทธดำรัสที่ว่า "อัตถิ ภิกขเว ตทายตนัง" สถานที่นั้นพระอาทิตย์ พระจันทร์ หรือดาวศุกร์ก็ส่องไม่ถึง แต่มีความสว่างและบริสุทธิ์ผ่องใสยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกสภาวะของพระนิพพานเป็นอสังขตธรรม มีอสังขตลักษณะ คือ เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน (ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ) ไม่มีความเสื่อมสลาย (วโย ปญฺญายติ) และไม่มีความเกิดใหม่ (อุปฺปาโท ปญฺญายติ) ดังนั้น เมื่อพระอรหันต์ดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (พระนิพพานธาตุที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่) พระนิพพานธาตุนั้นย่อมไม่อยู่ในภพ 3 แต่ต้องมีสถานที่สถิตอยู่ ซึ่งก็คืออายตนะคือพระนิพพานนั่นเองหลักฐานจากคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค และ อนัตตลักขณสูตรผู้บรรยายอ้างอิงปฏิสัมภิทามรรคว่า เมื่อพระโยคาวจรพิจารณาเห็นเบญจขันธ์เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีสาระ เป็นธรรมที่อาพาธ ย่อมได้อนุโลมขันติ (การหยั่งลงสู่โคตรภูญาณ) และเมื่อพิจารณาเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์ (ตายจากเบญจขันธ์) ว่าเป็นนิพพาน เที่ยง เป็นสุข ปรมัตถัง (ปรมัตถัง หมายถึง มีประโยชน์สูงสุดยิ่ง) เป็นธรรมที่มีสาระและไม่พึงอาพาธ ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม (บรรลุมรรคผลนิพพาน) ผู้บรรยายเน้นย้ำว่า ในคัมภีร์ไม่ได้ใช้คำว่าอัตตา แต่ใช้คำว่า "ปรมัตถัง"เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ พระพุทธองค์จึงตรัสอนัตตลักขณสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ (ซึ่งแทงตลอดอนัตตามาแล้วตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน) เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังพระพุทธดำรัส "รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย" (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปจักได้เป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนั้นก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธสิ) เป็นการเปรียบเทียบว่า อัตตลักษณะคือความไม่อาพาธ (ไม่เจ็บไข้/ไม่ทุกข์) ส่วนอนัตตลักษณะย่อมเป็นไปเพื่อความอาพาธ สอดคล้องกับหลัก "ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา" (สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา)การปกป้องพระปริยัติจากการตีความผิดผู้บรรยายได้ตักเตือนและหักล้างการตีความที่บิดเบือนพระสัทธรรมอย่างรุนแรง 2 ประการ คือ:เรื่อง "สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ": การสอนว่าธรรมทั้งปวงหมายรวมเอาทั้งสังขารและวิสังขาร (พระนิพพาน) ไปเป็นอนัตตาด้วย ถือเป็นการค้านพระพุทธพจน์อย่างสิ้นเชิง เพราะพระพุทธองค์ตรัสชัดเจนว่าสิ่งที่เป็นอนัตตาต้องเป็นไปเพื่อความอาพาธ แต่พระนิพพานเป็นธรรมที่ไม่อาพาธ การสอนว่าพระนิพพานเป็นอนัตตาจึงทำให้หลักตรรกะวิบัติ คำว่าธรรมทั้งปวงในที่นี้ พระองค์ตรัสเพื่อยกภูมิจิตของพระโยคาวจรขึ้นสู่นิพพิทาญาณ (เบื่อหน่ายในทุกข์) ซึ่งมุ่งหมายเอาเฉพาะ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 และธาตุ 18 เท่านั้นเรื่อง "พ้นความดีความชั่ว": การสอนว่าพระอรหันต์พ้นความดีไปแล้ว เป็นคำกล่าวที่ทำให้สับสน แท้จริงแล้วความดีท่านมีอยู่เต็มที่ตลอดเวลา ไม่พ้นไปไหนหรอก เพียงแต่ท่านไม่ติดด้วยอุปาทาน ด้วยตัณหา และทิฏฐิเท่านั้น ส่วนความชั่วนั้นพ้นอย่างแน่นอนท้ายที่สุด ผู้บรรยายสรุปว่า พระพุทธศาสนาที่แท้จริงปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องตรงกันหมด ค้านกันไม่ได้ เป็นเนื้อเดียวกัน ผู้ศึกษาธรรมจะต้องลงมือปฏิบัติให้รู้เห็นด้วยตนเอง เพื่อให้บรรลุถึงคุณสมบัติแห่งพระธรรมที่ว่าสันทิฏฐิโก (เห็นจริงด้วยตนเอง) และเอหิปัสสิโก (สามารถพิสูจน์ได้) อย่างถ่องแท้Luangpusodh.com
-
83
6. หลักพิจารณาพระนิพพานธาตุ: ข้อวินิจฉัย สัพเพ ธัมมา อนัตตา และสภาวะแห่งอสังขตธรรม
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาในไฟล์นี้เป็นการเจาะลึกสภาวธรรมขั้นสูงสุดว่าด้วยเรื่องของพระนิพพาน การอธิบายความแตกต่างระหว่างสังขตธรรมและอสังขตธรรม ตลอดจนการปกป้องพระสัทธรรมโดยใช้หลักฐานจากคัมภีร์อรรถกถาและเนตติฎีกา เพื่อหักล้างความเห็นผิดที่ว่าพระนิพพานเป็นอนัตตาหลักปฏิบัติแห่งไตรสิกขาและเป้าหมายสู่อมตธรรมผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานการเจริญไตรสิกขา (อธิศีล, อธิจิต, อธิปัญญา) จนเข้าถึงปฐมมรรค มัคคจิต และมรรคปัญญา นำไปสู่การบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล โดยเป้าหมายสูงสุดคือการแสวงหาอมตธรรม (ธรรมที่ไม่ตาย ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย) ผู้บรรยายจำแนกนิพพานเป็น 2 ลักษณะ คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ (การบรรลุพระนิพพานขณะยังมีเบญจขันธ์) และ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (การดับขันธปรินิพพานของพระอรหันต์โดยไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่)ในด้านการปฏิบัติ ผู้บรรยายเน้นย้ำความสำคัญของศีลวิสุทธิ (กายวิเวก) และจิตตวิสุทธิ (การทำใจให้สงบตั้งมั่น ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ด้วยองค์ฌาน) ซึ่งเป็นบาทฐานนำไปสู่ทิฏฐิวิสุทธิ โดยยกพระพุทธพจน์มายืนยันว่า หากผู้ปฏิบัติไม่ได้ถือเอานิมิตแห่งสมาธิจิต วิปัสสนาจิตแล้ว จักยังสัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์นั้น ข้อนี้ก็ไม่เป็นฐานะที่มีได้ เป็นได้ การเจริญสัมมาสมาธิจึงเป็นสิ่งขาดไม่ได้ในการประหารสัญโยชน์ข้อวินิจฉัยคำว่า "สัพเพธัมมา" และข้อยกเว้นประเด็นวิชาการที่เป็นหัวใจหลักของไฟล์นี้ คือการวินิจฉัยคำว่า สัพเพ ธมฺมา อนตฺตา ผู้บรรยายอ้างอิงอรรถกถาว่า คำว่า สัพพะ (ทั้งปวง) หากใช้กับธรรมในภพ 3 (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) จะหมายถึง ทั้งหมดไม่มีเหลือ แต่หากใช้รวมไปถึงภูมิที่ 4 (พระนิพพาน หรือ วิสังขาร) จะต้องมีข้อที่จะต้องอธิบาย หรือมีข้อยกเว้น (เนยฺยตฺถตา) เปรียบเหมือนพุทธพจน์ที่ว่า สพฺเพ สตฺตา (สัตว์ทั้งหลายย่อมสะดุ้งต่ออาชญา/กลัวตาย) ซึ่งก็มีข้อยกเว้นคือพระอรหันต์ที่ไม่กลัวตาย ดังนั้น การเหมารวมว่าพระนิพพานเป็นอนัตตาจึงคลาดเคลื่อนการพิจารณาไตรลักษณ์และนิพพิทาญาณผู้บรรยายชี้ให้เห็นตรรกะแห่งสภาวธรรมจากพุทธพจน์ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ, อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข (เมื่อใดที่พระโยคาวจรเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นเธอย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์) ว่าพุทธพจน์นี้ตรัสเพื่อยกภูมิจิตสู่นิพพิทาญาณ (การพิจารณาเบญจขันธ์) ซึ่งไม่เกี่ยวกับวิสังขาร เพราะพระนิพพานนั้น นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ (เป็นสุขอย่างยิ่ง) ผู้ที่สัมผัสพระนิพพานย่อมเป็นสุข ไม่ใช่เป็นทุกข์จนต้องเกิดความเบื่อหน่ายนอกจากนี้ ในอนัตตลักขณสูตร พระพุทธองค์ตรัสชัดเจนว่า รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส, นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย (ถ้ารูปจักได้เป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนั้นก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ) แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นอนัตตา ย่อมเป็นไปเพื่ออาพาธ (เป็นทุกข์) ซึ่งสอดคล้องกับหลัก ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา (สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา)นิยามที่แท้จริงของอนัตตาและการปกป้องพระสัทธรรมเพื่อลบล้างความเห็นผิดที่ว่า สิ่งที่เป็นอนัตตา ไม่จำเป็นต้องไม่เที่ยง ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์เสมอไป (เพื่อจะดันพระนิพพานให้เป็นอนัตตา) ผู้บรรยายถือว่าคำสอนนี้ค้านพระพุทธพจน์อย่างร้ายแรง และได้ยกหลักฐานจากคัมภีร์เนตติฎีกาที่นิยามคำว่าอนัตตาไว้ว่า อนตฺตาติ นิจฺจสาร สุขสาร อตฺตสาร รหิตตฺตา อสารกฏฺเฐน อนตฺตา (สภาวธรรมทั้งหลายชื่อว่าอนัตตา เพราะปราศจากสาระว่าเป็นของเที่ยง ปราศจากสาระว่าเป็นสุข และปราศจากสาระว่าเป็นตัวตน... หรือไม่อยู่ในอำนาจ)ตรงกันข้าม พระนิพพานธาตุ (อสังขตธรรม/นิโรธสัจ) นั้นเป็นธรรมที่มีอสังขตลักษณะ (เมื่อตั้งอยู่ไม่มีความแปรปรวน ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย) และคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคยืนยันว่า การบรรลุมรรคผลคือการเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็น นิพพาน เที่ยง เป็นสุข มีประโยชน์อย่างยิ่ง (ปรมตฺถํ) พระนิพพานจึงเป็นธรรมที่มีสาระอย่างแท้จริง การปฏิบัติสมถวิปัสสนาขั้นสูงสุด จึงต้องดำเนินจิตให้เห็นแจ้งทะลุสังขตธรรมไปจนถึงอสังขตธรรม เพื่อประหารสัญโยชน์และเข้าถึงอมตธรรมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
82
5. อาการตรัสรู้และการปกป้องพระสัทธรรม: ความสำคัญของนิมิต และข้อวินิจฉัย สัพเพ ธัมมา อนัตตา
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้มีความลึกซึ้งในระดับโลกุตตรธรรม โดยอธิบายตั้งแต่อาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า การยืนยันพุทธพจน์เรื่องการใช้ "นิมิต" ในการทำสมาธิ และประเด็นสำคัญที่สุดคือการเจาะลึกคัมภีร์เพื่อวินิจฉัยและปกป้องสภาวธรรมของ "พระนิพพาน" ว่ามิใช่อนัตตาอาการตรัสรู้และบาทฐานแห่งวิชชาผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ พระมหาบุรุษทรงเจริญสมถภาวนาจนถึงจตุตถฌานเพื่อกำจัดกิเลสนิวรณ์ ทำให้พระทัยตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส และอ่อนโยนควรแก่งาน จากนั้นทรงน้อมพระทัยบรรลุวิชชา 3 ตามลำดับยาม คือ:ยามต้น: บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติได้)ยามกลาง: บรรลุจุตูปปาตญาณ (รู้การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ตามกฎแห่งกรรม)ยามปลาย: ทรงวิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาทธรรม ทรงพบว่าอวิชชาเป็นมูลรากให้เกิดทุกข์ นำไปสู่การแทงตลอดในอริยสัจ 4 และบรรลุอาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้อาสวกิเลสและทำลายจนสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ) เข้าถึงความเจริญและสันติสุขที่ชื่อว่ามรรคผลนิพพานพุทธพจน์รับรองการใช้นิมิตในทางวิปัสสนาผู้บรรยายได้หยิบยกพระไตรปิฎกฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย มายืนยันเพื่อโต้แย้งผู้ที่ปฏิเสธการใช้สมาธินิมิต โดยพระพุทธองค์ตรัสชัดเจนว่า หากภิกษุเป็นผู้โดดเดี่ยว ยินดียิ่งในความสงัดเงียบจักถือเอานิมิตแห่งสมาธิจิตและวิปัสสนาจิตได้นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้ การถือเอานิมิตนี้เอง เป็นปัจจัยยังสัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาให้บริบูรณ์ นำไปสู่สัมมาสมาธิ การละสัญโยชน์ และการทำนิพพานให้แจ้งในที่สุดการปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ใช้ดวงกลมใส จึงสอดคล้องกับพุทธดำรัสนี้อย่างสมบูรณ์ โดยเริ่มจากนึกให้เห็นดวงสว่างเรียกว่าบริกรรมนิมิต (ได้ขณิกสมาธิ) เพ่งจนเห็นใสสว่างชั่วคราวเป็นอุคคหนิมิต (อุปจารสมาธิ) และเมื่อดวงใสนั้นย่อขยายได้ ลืมตาหลับตาก็เห็น จะเรียกว่าปฏิภาคนิมิต (อัปปนาสมาธิ หรือปฐมฌาน) ซึ่งจะเป็นรากเหง้าของศีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิ นำไปสู่ทิฏฐิวิสุทธิในลำดับของวิสุทธิ 7ข้อวินิจฉัย สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ และข้อผิดพลาดของการแปลประเด็นวิชาการที่สำคัญยิ่งในไฟล์นี้ คือการอธิบายพระคาถา สัพเพ สังขารา อนิจจาติ, สัพเพ สังขารา ทุกขาติ, สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ผู้บรรยายเน้นย้ำพระบาลีคำว่า ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ (เมื่อใดที่พระโยคาวจรเห็นด้วยปัญญา) ว่าการพิจารณานี้ต้องเกิดจากปัญญา ไม่ใช่การแปลตามตัวหนังสือแล้วคิดเอาเอง เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ (อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข) ซึ่งหมายถึงการยกภูมิจิตสู่นิพพิทาญาณผู้บรรยายได้โต้แย้งนักปริยัติที่แปลคำว่าธรรมทั้งปวง โดยนำเอาวงเล็บไปใส่เพิ่มเองว่า (รวมทั้งสังขารและวิสังขาร) แท้จริงแล้ว สภาพธรรมที่เป็นอนัตตาหมายถึงสังขารที่ถูกปรุงแต่ง (เช่น อุปาทินนกสังขาร และอนุปาทินนกสังขาร) เท่านั้น การนำวิสังขาร (พระนิพพาน) ไปรวมเป็นอนัตตาด้วย ถือเป็นการนำสภาวธรรมที่ต่างกันดั่งความมืดกับความสว่างมารวมกัน ซึ่งหากพระนิพพานเป็นอนัตตาและเป็นทุกข์จริง ผู้ปฏิบัติที่บรรลุถึงพระนิพพานย่อมต้องเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นตรรกะที่ขัดแย้งในตัวมันเองหลักฐานจากอนัตตลักขณสูตร ยืนยันพระนิพพานไม่ใช่อนัตตาผู้บรรยายได้อ้างอิงอนัตตลักขณสูตรที่ทรงสอนพระปัญจวัคคีย์ เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่า รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธสิ) หมายความว่า หากสิ่งใดเป็นอัตตา สิ่งนั้นย่อมไม่เกิดอาการอาพาธ (ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย) แต่เพราะรูปเป็นอนัตตา รูปจึงต้องเป็นไปเพื่อความอาพาธ (เป็นทุกข์)หลักตรรกะทางสภาวธรรมคือ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา (สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา) โซ่ทั้งสามห่วงนี้ผูกติดกันแยกไม่ออก ไม่มีพุทธดำรัสใดที่ตรัสว่า สิ่งที่เป็นอนัตตา ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์หรือไม่อาพาธ ดังนั้น เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาอมตธรรมอันเป็นธรรมที่เที่ยง เป็นสุข ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย พระนิพพานจึงมีสภาวะตรงกันข้ามกับอนัตตลักษณะโดยสิ้นเชิง การสอนว่าพระนิพพานเป็นอนัตตา จึงเป็นความเห็นที่ค้านพระพุทธพจน์ท้ายที่สุด ผู้บรรยายได้กล่าวตักเตือนผู้ที่สั่งสอนบิดเบือนสภาวธรรมว่า หากลบล้างคำสอนที่แท้จริง จะเป็นบาปมหันต์และมีคติที่ไปคือโรรุวนรก หรือลึกไปถึงอเวจีมหานรก ผู้ศึกษาพึงพิจารณาพระพุทธพจน์ด้วยสัมมาปฏิบัติ เพื่อมิให้หลงทางในการทำพระนิพพานให้แจ้งสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
81
4. สภาวธรรมแห่งมรรคผลและพระนิพพาน: องค์แห่งบริกรรมนิมิตสู่การเห็นแจ้งอายตนะนิพพานด้วยธรรมกาย
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้มีความลึกซึ้งขั้นสูงสุด โดยอธิบายครอบคลุมตั้งแต่สภาวะก่อนตาย (การจุติและปฏิสนธิ) การสืบต่อของกรรม ไปจนถึงการแทงตลอดในมรรคผล และการอธิบายสภาวะของอายตนะพระนิพพานและพระนิพพานธาตุอย่างละเอียดความมีอยู่จริงของอายตนะพระนิพพานผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการยกพระพุทธดำรัสในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 ขุททกนิกาย อุทาน ที่ยืนยันว่า อัตถิ ภิกขเว ตทายตนัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ โดยทรงอธิบายว่า อายตนะคือพระนิพพานนั้น ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีโลกนี้โลกหน้า ไม่มีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ และไม่มีการมา ไม่มีการไป หาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ นั่นนี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ผู้บรรยายได้แก้ไขความเห็นผิดของนักปริยัติบางกลุ่ม ที่มักตีความคำปฏิเสธเหล่านี้ว่าพระนิพพานเป็นความสูญเปล่า ทั้งที่พระพุทธองค์ทรงยืนยันในเบื้องต้นแล้วว่าอายตนะนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ไม่มีกิจกรรมหรือการเวียนว่ายตายเกิดเหมือนชาวโลกกลไกของกรรมนิมิตและการจุติปฏิสนธิผู้บรรยายชี้แจงว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเรื่องตายแล้วสูญ หรือตายแล้วเที่ยง (สัสสตทิฏฐิ) เมื่อเบญจขันธ์แตกทำลาย สัตว์โลกยังต้องสืบต่อภพชาติด้วยปัจจัยปรุงแต่ง คือ ปุญญาภิสังขาร (บุญ) อปุญญาภิสังขาร (บาป) และอาเนญชาภิสังขาร (ฌาน) ในวาระจิตสุดท้ายก่อนตาย สัตว์โลกจะประสบกับนิมิต 2 ประการ คือ กรรมนิมิตอารมณ์ (ภาพกรรมดีกรรมชั่วที่เคยทำ) และคตินิมิตอารมณ์ (ภาพภพภูมิที่จะไปเกิด เช่น ปราสาท ราชรถ หรือไฟนรก)หากประทับใจในนิมิตใด จิตดวงสุดท้ายจะถ่ายทอดกรรมนั้นไปยังดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายใหม่และธรรมชาติเห็น จำ คิด รู้ (ใจ) ให้เกิดการปรุงแต่งและลอยเด่นขึ้นมา ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ทำหน้าที่ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ทันที สอดคล้องกับพุทธพจน์ว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา (เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง) และ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคฺคติ ปาฏิกงฺขา (เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้)ข้อวินิจฉัยเรื่องพระนิพพานธาตุ และการบรรลุมรรคผลพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ปฏิบัติจนเข้าถึงธรรมกาย และได้เห็นว่า ธรรมที่ตกอยู่ในไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คือ อุปาทินนกสังขาร และอนุปาทินนกสังขาร ซึ่งเรียกรวมว่า สังขตธรรม แต่ธรรมที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือ พระนิพพานธาตุ เป็นอสังขตธาตุ (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) เป็นสภาพที่ เที่ยง เป็นสุข มีประโยชน์สูงสุดยิ่ง (ปรมัตถัง) และมีสาระ เมื่อพระโยคาวจรพิจารณาเห็นเบญจขันธ์เป็นอนัตตา และเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นพระนิพพาน ย่อมย่างลงสู่ สัมมัตตนิยาม (การบรรลุมรรคผล)ผู้บรรยายอธิบายกลไกว่า ธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพานไว้ก็คือ ธรรมกาย ซึ่งประกอบด้วย มรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1 เมื่อพระอรหันต์ดับขันธ์ด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระนิพพานธาตุ (ธรรมกาย) นั้นจะสถิตดำรงอยู่ในอายตนะคือพระนิพพานภาคปฏิบัติวิชชาธรรมกายชั้นสูงผู้บรรยายได้แนะแนวทางปฏิบัติวิชชาธรรมกายขั้นสูง คือการชำระสะสางธาตุธรรมด้วยการดับหยาบไปหาละเอียด เพื่อละอกุศลจิต และก้าวล่วงพ้นความปรุงแต่งทั้งปวง เมื่อบำเพ็ญจนมรรคมีองค์ 8 รวมเป็นเอกสมังคี มรรคจะปรากฏขึ้นกำจัดสัญโยชน์ (เครื่องร้อยรัด) แล้วธรรมกายมรรคจะตกศูนย์ เปิดทางให้ธรรมกายผลลอยเด่นขึ้นมา พระอริยบุคคลจะเกิดญาณหยั่งรู้การละกิเลสของตน และสามารถรู้เห็นพระนิพพานได้ครบทั้ง 3 สภาวะ คือ 1. สภาวะพระนิพพาน 2. พระนิพพานธาตุ และ 3. อายตนะคือพระนิพพาน อย่างสมบูรณ์ จากนั้นผู้บรรยายจึงนำพระภิกษุและผู้เข้ารับการอบรมเตรียมนั่งขัดสมาธิเพื่อเจริญภาวนาต่อไปสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
80
3. อาการตรัสรู้และการแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทธรรม: จากรูปฌาน 4 สู่ข้อวินิจฉัยพระนิพพานธาตุที่ค้านกับอนัตตา
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการขยายความสภาวธรรมขั้นสูงเพื่อให้ผู้ปฏิบัติเกิดสัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ ตามแนวทางของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงคืนที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญสมณธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระองค์ทรงมี "ศีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล" และทรงตั้งสัตยาธิษฐานอย่างเด็ดเดี่ยว ทรงอาศัยการเจริญ "รูปฌาน 4" เป็นบาทฐาน เพื่อให้ "พระทัยตั้งมั่น สงัดจากกิเลสนิวรณ์ เครื่องกั้นปัญญา" (แม้พระองค์จะทรงคล่องแคล่วในสมาบัติ 8 แต่ทรงใช้เพียงรูปฌาน 4 เพื่อมิให้จิตสงบจนเกินไปจนพิจารณาวิปัสสนาไม่ได้)เมื่อพระทัยอ่อนโยนควรแก่งาน ทรงบรรลุวิชชา 3 ตามลำดับยามแห่งราตรี คือ:ยามต้น: บรรลุ "ปุพเพนิวาสานุสติญาณ" (ระลึกชาติได้)ยามกลาง: บรรลุ "จุตูปปาตญาณ" (เห็นการเกิดดับของสัตว์โลกตามกรรม)ยามปลาย: บรรลุ "อาสวักขยญาณ" โดยทรงวิเคราะห์วิจัย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" ทรงเห็นเหตุในเหตุไปจนถึง "อวิชชา" ว่าเป็นรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวงผู้บรรยายได้เจาะลึกสภาวะจิตขณะถูกกิเลสปรุงแต่งว่า เมื่ออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สภาวะของใจอันประกอบด้วย เห็น จำ คิด รู้ ตั้งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย จะถูกหุ้มซ้อนด้วยเจตสิกธรรมฝ่ายอกุศล บาปที่หมักดองในจิตสันดานเรียกว่า "อาสวะ" และที่ตกตะกอนนอนเนื่องเรียกว่า "อนุสัย" (เช่น ราคานุสัย) จะฟุ้งขึ้นมาปรุงแต่งจิตดวงใหม่ ทำให้ดวงธรรมขุ่นมัว และส่งผลให้ "กายมนุษย์ละเอียดนั่น แทนที่จะผ่องใส ก็ซอมซ่อ" กลายเป็นทุคติภพทันที สอดคล้องกับพุทธพจน์ว่า "จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง" โดยเฉพาะวาระจิตสุดท้ายก่อนตายเมื่อพระองค์ทรงพิจารณาเห็นสายปฏิจจสมุปบาทนี้ ทรงรู้แจ้งใน "อริยสัจ 4" พร้อมกันในชั่วกระพริบตาเดียว ด้วยญาณ 3 คือ สัจจญาณ กิจญาณ กตญาณ อันมีอาการ 12ประเด็นวิชาการที่สำคัญที่สุดในไฟล์นี้ คือการแก้ไขความเข้าใจผิดของนักปริยัติที่ตีความว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา" ผู้บรรยายอ้างอิงคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคของพระสารีบุตร ว่าพระโยคาวจรจะบรรลุมรรคผลได้ ต้องพิจารณาเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็น "นิพพาน เที่ยง เป็นสุข เป็นปรมัตถัง มีอัตตลักษณะ... เป็นอมตธรรม" ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับอนัตตลักษณะ (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา) อย่างสิ้นเชิงนอกจากนี้ ยังยกอรรถกถาจารย์มายืนยันสภาวะของ "พระนิพพานธาตุ" ว่า "ตเทวะ นิสสัตตะ นิชชีวัตเถนะ สภาวธารณัตเถนะ ธาตูติ นิพพานธาตุ" (พระนิพพานธาตุ ชื่อว่าเป็นธาตุ เพราะเป็นธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ แต่เป็นธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพานนั้นไว้) และทรงสถิตอยู่ ณ อายตนะคือพระนิพพาน ดังพุทธพจน์ "อัตถิ ภิกขเว ตทายตนัง" (อายตนะนั้นมีอยู่) การนำลักษณะของสังขาร (อนัตตา) ไปปะปนกับวิสังขาร (พระนิพพาน) จึงเป็นการหลงประเด็นที่ผิดพลาดอย่างยิ่งในตอนท้าย ผู้บรรยายได้บูรณาการความเข้าใจเรื่องสติปัฏฐาน 4 ว่า แท้จริงแล้วสติปัฏฐาน 4 ก็คือการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) ดังนั้น กรรมฐานทุกสาย ไม่ว่าจะเป็น ยุบพอง พุทโธ สัมมาอะระหัง หรือ อานาปานสติ ล้วนเป็นหมวดธรรมในสติปัฏฐาน 4 ทั้งสิ้น ไม่มีสำนักใดผูกขาดความถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว หากผู้ปฏิบัติเจริญวิชชาธรรมกายจนสุดละเอียดเข้าถึงพระนิพพานได้ จะก่อเกิดอานุภาพมหาศาลที่สามารถบำบัดทุกข์ และระงับภัยธรรมชาติให้แก่ประเทศชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
79
2. อาการตรัสรู้และข้อวินิจฉัยพระนิพพานธาตุ: จากกลไกองค์ฌานกำจัดนิวรณ์ สู่อสังขตธรรมในอายตนะนิพพาน
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้มีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ครอบคลุมตั้งแต่กลไกการเกิดองค์ฌานเพื่อกำจัดนิวรณ์ การบรรลุวิชชา 3 ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการปกป้องสัมมาทิฏฐิขั้นสูงในการวินิจฉัยสภาวะ "พระนิพพานธาตุ" ว่ามิใช่อนัตตา โดยอ้างอิงคัมภีร์อรรถกถา เนตติปกรณ์ และปฏิสัมภิทามรรคกลไกแห่งสมถกัมมัฏฐานและการกำจัดนิวรณ์ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการปูพื้นฐานหลักสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงธรรมกายและพระนิพพาน ตามรอยบาทสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า กิจเบื้องต้นของการภาวนาคือการเจริญสมาธิเพื่อให้เกิดองค์แห่งฌาน 5 ประการ (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) เพื่อนำมากำจัดกิเลสนิวรณ์ 5 (ถีนมิทธะ วิจิกิจฉา พยาปาทะ อุทธัจจะกุกกุจจะ และกามฉันทะ) ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองและเครื่องกั้นปัญญา โดยเฉพาะถีนมิทธะ (ความง่วงซึม) อันเป็นกิเลสตัวสำคัญที่ทำให้ใจมืดบอดแนวทางการปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำ อาศัย "อาโลกกสิณ" (การเพ่งแสงสว่าง) เพื่อรวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้สงบ ผู้ปฏิบัติจะดำเนินจิตผ่านนิมิต 3 ระดับ คือ:บริกรรมนิมิต: จำแสงสว่างได้ ได้สมาธิระดับ "ขณิกสมาธิ"อุคคหนิมิต: ใจรวมหยุดนิ่ง เห็นดวงกลมใสสว่างชั่วคราว ได้สมาธิระดับ "อุปจารสมาธิ"ปฏิภาคนิมิต: เห็นดวงใสแจ่มติดตาติดใจ ย่อขยายได้ เป็น "อัปปนาสมาธิ" อันเป็นเบื้องต้นของปฐมฌานผู้บรรยายได้เผยยุทธวิธีสำคัญคือ เมื่อเกิด "ปีติ" (เช่น อาการสั่นหรือน้ำตาไหล) ผู้ปฏิบัติห้ามปล่อยใจหลงไปตามอารมณ์ แต่ต้องประคองใจให้ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางดวงใสสว่าง" สมาธิจะเลื่อนจากปีติเข้าสู่ความ "สุข" ที่ละเอียด และบรรลุ "เอกัคคตาจิต" ซึ่งจะกำจัดกามฉันทะได้อย่างเด็ดขาดอาการตรัสรู้และวิชชา 3พระพุทธองค์ทรงเจริญสมถะเพียงระดับจตุตถฌาน (รูปฌาน 4) เพื่อให้พระทัยผ่องใส อ่อนโยนควรแก่งาน (ไม่ทรงใช้เจริญอรูปฌานเพราะจิตจะนิ่งเกินไปจนพิจารณาวิปัสสนาไม่ได้) จากนั้นทรงบรรลุวิชชา 3 ตามลำดับยาม คือ:ยามต้น: "ปุพเพนิวาสานุสติญาณ" (ระลึกชาติได้)ยามกลาง: "จุตูปปาตญาณ" (รู้การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ตามกฎแห่งกรรม)ยามปลาย: "อาสวักขยญาณ" ทรงพิจารณา "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" เห็นต้นเหตุแห่งทุกข์คือ "อวิชชา"สภาวะปฏิจจสมุปบาทนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภพชาติ และ "กายในกาย" ณ ภายในอยู่ตลอดเวลา หากถูกกิเลสปรุงแต่ง กายในกายก็จะกลายเป็นกายทุคติการปกป้องสัมมาทิฏฐิเรื่องพระนิพพานธาตุและอนัตตาเนื้อหาช่วงท้ายเป็นการเจาะลึกข้อวินิจฉัยทางปริยัติขั้นสูง ผู้บรรยายยกคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์มายืนยันว่า "พระนิพพานธาตุ" เป็นธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพานไว้ ดังพระบาลี "ตเทวะ นิสสัตตะ นิชชีวัตเถนะ สภาวธารณัตเถนะ ธาตูติ นิพพานธาตุ" (พระนิพพานธาตุ ชื่อว่าเป็นธาตุโดยความหมายว่า มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ แต่เป็นธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพานนั่นไว้) พระนิพพานเป็น "อสังขตธรรม" (วิสังขาร) ที่ไม่มีความเกิด ไม่มีความเสื่อมสลาย และเมื่อตั้งอยู่ไม่มีความแปรปรวนผู้บรรยายปกป้องพระสัทธรรมจากการตีความที่ผิดพลาดว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา" โดยชี้แจงว่า ในอนัตตลักขณสูตร พระพุทธองค์ตรัสชัดเจนว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา" (ยะทะนิจจัง ตัง ทุกขัง ยัง ทุกขัง ตทนัตตา) หากสิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความอาพาธ (ความเจ็บไข้/เป็นทุกข์) นอกจากนี้ คัมภีร์เนตติฎีกายังนิยาม "อนัตตา" ว่าคือธรรมที่เว้นจากสาระแห่งความเที่ยงและความสุข ("นิจจสาระ สุขสาระ อัตตสาระ รหิตัตตา อนัตตา") แต่พระนิพพานเป็นธรรมที่มีสาระ จึงมีสภาวะตรงกันข้ามกับอนัตตลักษณะอย่างสิ้นเชิงยิ่งไปกว่านั้น ผู้บรรยายได้อ้างอิงคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า การบรรลุมรรคผลที่แท้จริง พระโยคาวจรต้องพิจารณาเห็นความดับแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็น "นิพพาน เที่ยง เป็นสุข และมีประโยชน์สูงสุดยิ่ง (ปรมัตถัง)" และเมื่อพระอรหันต์ดับขันธปรินิพพาน พระนิพพานธาตุของท่านซึ่งเป็นอสังขตธรรม ย่อมไม่สูญสลาย และไม่สามารถอยู่ในภพ 3 อันเป็นที่อยู่ของเบญจขันธ์ได้ แต่ต้องสถิตอยู่ ณ "อายตนะคือพระนิพพาน" ดังพุทธพจน์ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "อัตถิ ภิกขเวตทายตนัง" (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นคือพระนิพพาน มีอยู่) ผู้ปฏิบัติวิชชาธรรมกายจึงมุ่งเน้นการเข้าถึง รู้ และเห็นสภาวะพระนิพพานนี้ตามความเป็นจริงสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
78
1. อาการตรัสรู้และบาทฐานแห่งวิชชา 3: จากสมถกัมมัฏฐานสู่การแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทธรรม
คำอธิบาย (Description):ผู้บรรยายคือ: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)เนื้อหาของไฟล์นี้เป็นการอธิบายลำดับสภาวธรรมแห่งการบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธองค์ โดยอ้างอิงหลักฐานจากพระไตรปิฎกเพื่อยืนยันว่าสมถกัมมัฏฐานและฌานสมาบัติคือบาทฐานที่ขาดไม่ได้ในการเกิดวิปัสสนาปัญญาคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะและการกำจัดกิเลสนิวรณ์ 5ผู้บรรยายเริ่มต้นเหตุการณ์ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ว่าพระมหาบุรุษทรงประทับบนรัตนบัลลังก์ ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงอธิษฐานจิตอย่างเด็ดเดี่ยวด้วยอำนาจบารมี 30 ทัศ จากนั้นทรงเจริญสมถะภาวนาโดยใช้อาโลกกสิณ หรืออานาปานสติ เป็นฐาน จนเข้าถึงจตุตถฌาน (ฌานที่ 4) เพื่อใช้องค์แห่งฌาน (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) กำจัดกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญาทั้ง 5 ประการ ทำให้พระทัยตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส และอ่อนโยนควรแก่งานการบรรลุวิชชา 3 ตามลำดับยามเมื่อพระทัยตั้งมั่นดีแล้ว ในยามต้นแห่งราตรี ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ (วิชชาที่ 1) ทรงระลึกชาติของพระองค์และสัตว์โลกได้นับภพไม่ถ้วนในยามกลางแห่งราตรี ทรงเจริญฌานสมาบัติใหม่แล้วน้อมพระทัยไปเพื่อจุตูปปาตญาณ (วิชชาที่ 2) ทรงหยั่งรู้การจุติและปฏิสนธิของสัตว์โลก ว่าล้วนเวียนว่ายตายเกิดเป็นไปตามกฎแห่งกรรมในยามปลายแห่งราตรี ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรมทวนไปทวนมา เพื่อหาต้นเหตุแห่งทุกข์ จนทรงเห็นแจ้งว่าอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ การพิจารณานี้นำไปสู่การแทงตลอดในอริยสัจ 4 ด้วยญาณ 3 คือ สัจจญาณ (รู้ว่าทุกข์มีจริง) กิจญาณ (รู้กิจที่ควรทำ เช่น สมุทัยควรละ) และกตญาณ (กิจนั้นทำเสร็จแล้ว) รวมเป็นอาการ 12 ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ (วิชชาที่ 3) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์กลไกการจุติและปฏิสนธิผู้บรรยายได้ขยายความกลไกของวัฏสงสารในภาคปฏิบัติว่า เมื่อใกล้ตาย จิตดวงเดิมจะตกศูนย์และจะปรากฏกรรมนิมิตอารมณ์ (ภาพกรรมที่เคยทำ) หรือคตินิมิตอารมณ์ (ภาพภพภูมิที่จะไปเกิด) หากจิตเสวยอารมณ์ที่เป็นอกุศล ย่อมสอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่า จิตเต สังกิริฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา (เมื่อจิตเศร้าหมองแล้วทุคติเป็นที่หวัง) จิตดวงสุดท้ายจะถ่ายทอดกรรมไปปรุงแต่งจิตดวงใหม่ ทำให้กายในกายกลายเป็นทุคติทันที ผู้บรรยายได้ยกอุทาหรณ์ในสมัยพุทธกาลเรื่องภิกษุที่หลงรักจีวรใหม่ เมื่อมรณภาพ อาศัยอำนาจของอุปาทานทำให้จิตไปปฏิสนธิเป็นเล็นเฝ้าจีวรอยู่ถึง 7 วันหลักฐานจากพระไตรปิฎกและความจำเป็นของสัมมาสมาธิเพื่อปกป้องหลักปฏิบัติ ผู้บรรยายได้อ้างอิงหลักฐานจากพระไตรปิฎก "โพธิราชกุมารสูตร" ที่ทรงยืนยันว่า พระพุทธองค์ทรงเจริญ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน จนจิตตั้งมั่นปราศจากอุปกิเลสเสียก่อน จึงทรงโน้มน้อมจิตไปเพื่อวิชชา 3 นอกจากนี้ยังได้ยกเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่องวิชชาภาคิยะว่าสมถะทำหน้าที่ประหารราคะ (ความกำหนัดยินดี) ส่วนวิปัสสนาทำหน้าที่ประหารอวิชชา (ความไม่รู้)ท้ายที่สุด ผู้บรรยายได้อ้างอิงคัมภีร์วิสุทธิมรรคเพื่อตอกย้ำว่าสมาธิคือ "อาสันนการ" (เหตุใกล้) ที่ทำให้วิปัสสนาปัญญาเกิด ดังพระบาลี สมาหิโต ยะทา ภูตัง ปะชานาติ (ชนผู้มีสมาธิตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามจริง) การเจริญสัมมาสมาธิในมรรคมีองค์ 8 อย่างน้อยตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อให้มีพลังเพียงพอในการประหารสัญโยชน์เบื้องต่ำให้ขาดสะบั้นเป็นสมุจเฉทปหาน และก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลในที่สุดสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
77
22. ข้อพิสูจน์ตามพระไตรปิฎกว่าพระนิพพานมิใช่อนัตตา และการเข้าถึงโลกุตตรธรรมด้วยญาณธรรมกาย
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อการบรรยาย (Table of Contents)ความสำคัญของนิมิตแห่งสมาธิและวิปัสสนา: พระพุทธดำรัสที่ตอกย้ำว่าผู้ปฏิบัติจำต้อง "ถือเอานิมิตแห่งสมาธิจิต และวิปัสสนาจิตได้" เพื่อยังสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์การเจริญสมาบัติและการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า: การใช้ "อาโลกสัญญา" เจริญสมาธิตั้งแต่ขณิกสมาธิจนถึง "จตุตถฌาน" เพื่อเป็นบาทฐานในการเจริญ "วิชชา 3"การเจริญวิปัสสนาญาณพิจารณาสังขารธรรม: การพิจารณา "กาย เวทนา จิต ธรรม" ทั้ง "ณ ภายใน" (ตนเอง) และ "ณ ภายนอก" (ผู้อื่น) จนเกิด "ทิพพจักษุ... ถึงพุทธจักษุ เป็นจักษุของธรรมกาย"สภาวธรรมของสังขาร (สังขตธรรม): ธรรมชาติที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง แบ่งเป็น "อุปาทินนกสังขาร" และ "อนุปาทินนกสังขาร" ซึ่งตกอยู่ในกฎแห่งพระไตรลักษณ์สภาวธรรมของพระนิพพาน (อสังขตธรรม/วิสังขาร): ธรรมชาติที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการ คือ ไม่ปรากฏความเกิด, ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย, และเมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน จัดเป็น "อมตธรรม"การแก้ทิฐิและการตีความพระบาลีผิดพลาด: การชี้แจงว่าคำว่า "สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ" (ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา) มุ่งหมายเฉพาะ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 ไม่ได้รวมถึงวิสังขารหรือพระนิพพานหลักนิรุกติศาสตร์แห่งคำว่า "อนัตตา": การอ้างอิงวิภังคอรรถกถาว่า อนัตตาคือสิ่งที่ "ปราศจากสาระว่าเป็นของเที่ยง ปราศจากสาระว่าเป็นสุข และปราศจากสาระว่าเป็นตัวตน" การอ้างว่าพระนิพพานเป็นอนัตตาจึงค้านพระพุทธพจน์ข้อพิสูจน์ตาม "อนัตตลักขณสูตร": หลักที่ว่าสิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นต้องเป็นไปเพื่อ "อาพาธ" แต่พระนิพพานไม่ใช่อนัตตาเพราะไม่อาพาธความเกี่ยวเนื่องของไตรลักษณ์: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความสัมพันธ์กันดุจโซ่ 3 ห่วง หากเป็นอนัตตา ย่อมต้องไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ด้วยการตอบปัญหา: อะไรคือผู้เข้าถึงพระนิพพาน?: การอธิบายว่า เบญจขันธ์ไม่สามารถบรรลุนิพพานได้ แต่ธรรมชาติที่เข้าถึงคือ "โลกุตตรธรรม" นำโดย "โคตรภูจิต หรือ โคตรภูญาณ ของ ธรรมกาย"กระบวนการบรรลุมรรคผล: การที่ "มัคคจิต มัคคญาณ รวมกันเป็นเอกสมังคี ประหารสังโยชน์" และการดำเนินจิตด้วยวิถี "หยุดในหยุด กลางของหยุด"เนื้อความย่ออย่างละเอียด (Comprehensive Summary)เนื้อหาเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำความสำคัญของนิมิต โดยยกพระพุทธดำรัสที่ว่า "เมื่อเป็นผู้โดดเดี่ยว ยินดียิ่งในความสงัดเงียบแล้ว จักถือเอานิมิตแห่งสมาธิจิต และวิปัสสนาจิตได้ นั้นข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้" สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเคยปฏิบัติโดยใช้ "อาโลกสัญญา" (กำหนดแสงสว่างและรูป) พัฒนาสมาธิตั้งแต่ ขณิกสมาธิ, อุปจารสมาธิ, อัปปนาสมาธิ ก้าวสู่ ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน และ "จตุตถฌาน"ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ พระพุทธองค์ทรงใช้จตุตถฌานเป็นบาทฐานเพื่อน้อมพระทัยไปสู่ "วิชชาที่ 1 ในยามต้นแห่งราตรี คือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ... วิชาที่ 2 คือจุตูปปาตญาณ... และในยามปลายแห่งราตรี ทรงเจริญวิชาที่ 3 คือ อาสวักขยญาณ" ซึ่งอาสวักขยญาณจัดเป็น "โลกุตตรวิชา" ที่ทรงเห็นแจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 ด้วยญาณ 3 (สัจจญาณ, กิจญาณ, กตญาณ) ทะลุพ้นความเกิดดับไปจนถึง "พระนิพพาน" การเจริญวิปัสสนาต้องพิจารณาสังขารธรรมทั้ง "ณ ภายใน" (ของตนเอง) และ "ณ ภายนอก" (ของผู้อื่น) จนเกิด "ทิพพจักษุ ทิพพโสต... ไปถึงพุทธจักษุ เป็นจักษุของธรรมกาย" ทำให้เห็นแจ้งทั่วทั้งจักรวาลผู้สอนได้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง "สังขาร" และ "วิสังขาร" อย่างชัดเจน สังขารคือธรรมชาติที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตธรรม) แบ่งเป็น "อุปาทินนกสังขาร" (มีวิญญาณครอง) และ "อนุปาทินนกสังขาร" (ไม่มีวิญญาณครอง) สภาพเหล่านี้ตกอยู่ในกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คือ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" เพราะไม่มีแก่นสาระในความเป็นของเที่ยง เป็นสุขถาวร และเป็นตัวตนส่วนพระนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติที่พ้นโลก เรียกว่า "วิสังขาร" หรือ "อสังขตธรรม" มีลักษณะ 3 ประการคือ "นะ อุปปาโท ปัญญายะติ ไม่ปรากฏความเกิด, นะ วะโย ปัญญายะติ ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย, นะ ฐิตัสสะ อัญญะถัตตัง ปัญญายะติ เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน" พระนิพพานจึงเป็น "อมตธรรม" (ธรรมที่ไม่ตาย)ประเด็นสำคัญที่สุดคือการแก้ทิฐิความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า "อนัตตา" ผู้สอนชี้แจงว่าคำว่า "สัพเพ ธัมมา" ในบริบทของไตรลักษณ์ หมายถึงเฉพาะ "ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18" เท่านั้น ไม่ได้เหมารวมถึงพระนิพพานตามที่มีผู้สอนผิดๆ ผู้สอนอ้างอิง "วิภังคอรรถกถา" ที่ระบุว่า อนัตตาหมายถึงสภาวะที่ "ปราศจากสาระว่าเป็นของเที่ยง ปราศจากสาระว่าเป็นสุข และปราศจากสาระว่าเป็นตัวตน" ดังนั้น การกล่าวว่าพระนิพพานเป็นอนัตตาจึงแปลว่าพระนิพพานไม่มีสาระ ซึ่งถือเป็นการสอนที่ "ค้านพระพุทธพจน์" ไปไกลเลยสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
-
76
21. สภาวธรรมแห่งสมถวิปัสสนา: กลไกองค์ฌานกำจัดนิวรณ์ และข้อวินิจฉัยติลักขณคาถากับพระนิพพานธาตุ
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อการบรรยาย (Table of Contents)คุณของสมาธิและอาการตรัสรู้: การเจริญสมาธิเพื่อเป็นบาทฐานสู่วิชชา 3 (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ, จุตูปปาตญาณ, อาสวักขยญาณ)พัฒนาการของนิมิตและสัมมาสมาธิ: กลไกการเพ่ง "อาโลกกสิณ" สู่ บริกรรมนิมิต, อุคคหนิมิต, และ ปฏิภาคนิมิตกลไกขององค์ฌาน 5 ประหารกิเลสนิวรณ์ 5: การจับคู่ทำลายล้างนิวรณ์ และการยกระดับจิตสู่ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌานเคล็ดลับการระงับปีติ: การแก้จิตวิปลาสด้วยยุทธวิธี "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ตามแนวทางหลวงพ่อวัดปากน้ำลำดับวิสุทธิเพื่อเกิดวิปัสสนาปัญญา: จาก "ศีลวิสุทธิ" สู่ "จิตตวิสุทธิ" และ "ทิฏฐิวิสุทธิ"ข้อวินิจฉัย "ติลักขณคาถา" และนิพพิทาญาณ: การพิจารณาสังขารธรรมให้เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อยกภูมิจิตสู่ความเบื่อหน่ายในทุกข์นิยามที่แท้จริงของ "อนัตตา": ความเว้นจากสาระในความเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน และการ "ไม่อยู่ในอำนาจ"การปกป้องพระสัทธรรมเรื่อง "สัพเพ ธัมมา อนัตตา": การชี้แจงโต้แย้งความเห็นผิด ที่นำ "วิสังขารธรรม" (พระนิพพาน) ไปรวมไว้ในอนัตตาสภาวะของพระนิพพานธาตุและธรรมกาย: คุณลักษณะแห่งอสังขตธรรม อมตธรรม ที่เที่ยง เป็นสุข ตรงกันข้ามกับอนัตตลักษณะหัวใจหลักของการปฏิบัติวิชชาธรรมกาย: ปฏิปทาเพื่อ "การปฏิบัติเพื่อความเข้าถึง ทั้งรู้ ทั้งเห็น และทั้งเป็น" จากโลกิยธรรมสู่พุทธธรรมเนื้อความย่ออย่างละเอียด (Comprehensive Summary)ไฟล์บรรยายธรรมนี้ เป็นการเจาะลึกสภาวธรรมเพื่อเชื่อมโยงปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการยกความสำคัญของ "สมาธิ" ว่าเป็นเครื่องมือทำให้จิต "บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนโยนควรแก่งาน" ซึ่งเป็นบาทฐานนำไปสู่ "ทิพพจักษุ" และการบรรลุ "วิชชา 3" เฉกเช่นอาการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในด้านการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ผู้บรรยายอธิบายการใช้ "อาโลกกสิณ" หรือการจำแสงสว่าง (อาโลกสัญญา) โดยมีพัฒนาการของจิตและนิมิต 3 ระดับ คือ:บริกรรมนิมิต: ใจจำสภาวะแสงสว่างได้ ได้สมาธิระดับ "ขณิกสมาธิ"อุคคหนิมิต: ใจรวมหยุดเป็นจุดเดียว เห็นเป็นดวงกลมใสสว่างชั่วคราว ได้สมาธิระดับ "อุปจารสมาธิ"ปฏิภาคนิมิต: ใจรวมเป็นเอกัคคตาจิต แนบแน่นมั่นคง นึกขยายหรือย่อดวงใสได้ ได้สมาธิระดับ "อัปปนาสมาธิ" อันเป็นเบื้องต้นของ "ปฐมฌาน"ผู้บรรยายได้เจาะลึกสภาวธรรมของ "องค์ฌาน 5" ที่ทำหน้าที่ประหาร "กิเลสนิวรณ์ 5" โดยตรง กล่าวคือ: "วิตก กำจัด ถีนมิทธะ", "วิจาร กำจัด วิจิกิจฉา", "ปีติ กำจัด พยาปาทะ", "สุข กำจัด อุทธัจจะกุกกุจจะ", และ "เอกัคคตาจิต กำจัด กามฉันทะ" ประเด็นสำคัญคือการเตือนสติผู้ปฏิบัติเมื่อเกิด "ปีติ" (เช่น ร่างกายสั่น น้ำตาไหล) หากปล่อยใจไปตามอารมณ์จะกลายเป็น "มิจฉาสมาธิ" ผู้บรรยายได้มอบเคล็ดลับของหลวงพ่อวัดปากน้ำคือ ต้องรักษาใจให้ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางดวงใสนิ่งสนิท" เพื่อข้ามปีติไปสู่ความ "สุข" และเลื่อนระดับจิตสู่ ทุติยฌาน, ตติยฌาน, และจตุตถฌาน ในที่สุดเมื่อจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมเป็นฐานของวิปัสสนา ดังบูรพาจารย์กล่าวว่า "ศีลวิสุทธิ นำไปสู่ จิตตวิสุทธิ" และนำไปสู่ "ทิฏฐิวิสุทธิ" ผู้ปฏิบัติจะพิจารณา "เบญจขันธ์" ตามหลัก "ติลักขณคาถา" ให้เห็นด้วยปัญญาว่า "สัพเพ สังขารา อนิจจาติ" (สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง) เพื่อยกภูมิจิตขึ้นสู่ "นิพพิทาญาณ" (ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์)ส่วนสำคัญที่สุดของไฟล์นี้คือ ผู้บรรยายชี้แจงโต้แย้งนักแปลและนักวิชาการที่ไม่ได้ปฏิบัติจริง ซึ่งมักตีความพุทธพจน์ "สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ" ผิดพลาด โดยนำเอา "วิสังขาร" (พระนิพพาน) ไปรวมเป็นอนัตตาด้วย ผู้บรรยายยืนยันอย่างเฉียบขาดว่า "ธรรมทั้งปวง" ในที่นี้ พระพุทธองค์มุ่งหมายสอนพระโยคาวจรให้พิจารณาเฉพาะ "อุปาทินนกสังขาร และ อนุปาทินนกสังขาร" เพื่อยกจิตสู่ความเบื่อหน่าย ไม่ได้ตรัสก้าวล่วงไปถึงพระนิพพานแต่ประการใด การสอนว่าสิ่งที่เป็นอนัตตา ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์หรือเสื่อมสลาย (เพื่อดันนิพพานให้เป็นอนัตตา) ถือเป็นการสอนที่ "ค้านพระพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตร" อย่างร้ายแรงท้ายที่สุด ผู้บรรยายได้สรุปแก่นแท้ของวิชชาธรรมกายว่า เป้าหมายสูงสุดคือ "การปฏิบัติเพื่อความเข้าถึง ทั้งรู้ ทั้งเห็น และทั้งเป็น" ผู้ปฏิบัติไม่เพียงแต่ปล่อยวางสังขาร แต่ต้องดำเนินจิตเข้าถึงคุณธรรมที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ มนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม อรูปพรหมธรรม ไปจนถึง "พุทธธรรม คือ ธรรมกาย" เพื่อประหารสังโยชน์และก้าวล่วงเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลอย่างสมบูรณ์แบบสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
We're indexing this podcast's transcripts for the first time — this can take a minute or two. We'll show results as soon as they're ready.
No matches for "" in this podcast's transcripts.
No topics indexed yet for this podcast.
Loading reviews...
ABOUT THIS SHOW
ศูนย์รวมคลังเสียงพระธรรมเทศนา บรรจุหลักธรรมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และคู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนววิชชาธรรมกาย รวบรวมเสียงนำนั่งเจริญภาวนาตั้งแต่ระดับเบื้องต้น กลาง และสูง อันทรงคุณค่าจากพระมหาเถระผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย ได้แก่ พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ, พระราชพรหมเถร วิ. (วีระ คณุตฺตโม) หลวงปู่วีระ และพระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล) หลวงป๋า เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางให้สาธุชนได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง นำไปสู่ความสงบสว่างแห่งจิตใจ ศึกษาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมและดาวน์โหลดหนังสือคู่มือการศึกษาตามแนวทางปฏิบัติวิชชาธรรมกาย ได้ที่ Luangpusodh.com
HOSTED BY
เว็บไซต์ Luangpusodh.com
CATEGORIES
Loading similar podcasts...